เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่า ขานรับตัวเลขแรงงานสหรัฐ

08 ก.ค. 2567 | 17:36น.
dollars

dollars

ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่า ขานรับตัวเลขแรงงานสหรัฐ ตัวเลขจ้างงานนอกภาคการเกษตรปรับตัวเพิ่มขึ้น 206,000 ตำแหน่งในเดือน มิ.ย. ล่าสุด FedWatch Tool จาก CME Group ชี้นักลงทุนให้น้ำหนัก 79% ที่ธนาคารกลางสหรัฐจะลดดอกเบี้ยในเดือน ก.ย.

วันที่ 8 กรกฎาคม 2567 ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพรายงานว่า สภาวะการเคลื่อนไหวของตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันจันทร์ที่ 8 กรกฎาคม 2567 ว่าค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้าวันนี้ (8/7) ที่ระดับ 36.42/43 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ แข็งค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (5/7) ที่ระดับ 36.56/57 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ตามทิศทางการอ่อนค่าของดอลลาร์สหรัฐ

หลังจากเมื่อคืนวันศุกร์ (5/7) กระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยตัวเลขอัตราการว่างงานเดือน มิ.ย.เพิ่มขึ้น 4.1% แตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือน ต.ค. 2564 มากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์และมากกว่าเดือน พ.ค.ที่ระดับ 4.0% อีกทั้งตัวเลขจ้างงานนอกภาคการเกษตรปรับตัวเพิ่มขึ้น 206,000 ตำแหน่งในเดือน มิ.ย. ใกล้เคียงกับตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 200,000 ตำแหน่ง ซึ่งชะลอตัวลงจากระดับ 218,000 ตำแหน่งในเดือน พ.ค.

โดยหลังจากการเปิดเผยข้อมูลดังกล่าว FedWatch Tool จาก CME Group บ่งชี้ว่า นักลงทุนให้น้ำหนัก 79% ที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะลดอัตราดอกเบี้ยในเดือน ก.ย. ซึ่งปรับตัวสูงขึ้นจากระดับ 66% ก่อนการเปิดเผยข้อมูลจ้างงาน ตอกย้ำมุมมองนักลงทุนว่าเฟดอาจจะเริ่มปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายครั้งแรกในเดือน ก.ย.ปีนี้ ทั้งนี้ นักลงทุนยังคงจับตาถ้อยแถลงของนายเจอโรม พาวเวลล์ ประธานเฟด เกี่ยวกับนโยบายการเงินรอบครึ่งปีในวันที่ 9 และ 10 ก.ค.

นอกจากนี้ นักลงทุนยังคงรอคอยการเปิดเผยตัวเลขดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือน มิ.ย. (11/7) และตัวเลขดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) เดือน มิ.ย. (12/7) ซึ่งเป็นมาตรวัดอัตราเงินเฟ้อที่เฟดให้ความสำคัญ เพื่อประเมินหาแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยของเฟด

สำหรับปัจจัยในประเทศวันนี้ (8/7) ค่าเงินบาทยังคงเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ ขณะที่ตลาดยังคงไร้ปัจจัยใหม่ ท่ามกลางการจับตาความชัดเจนประเด็นการเมืองในประเทศ เรื่องการพิจารณาคดียุบพรรคก้าวไกลและคดีคุณสมบัติของนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และผลการรับรองรายงานผลการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) จากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)

อีกทั้งนักลงทุนยังคงจับตาการเปิดเผยข้อมูลเงินเฟ้อเดือน มิ.ย. จากสำนักงานสถิติแห่งชาติของจีนในวันพุธ (10/7) เพื่อหาสัญญาณบ่งชี้เศรษฐกิจจีน และข้อมูลเงินเฟ้อเดือน มิ.ย.ของสหรัฐ ในคืนวันพฤหัสบดี (11/7) และวันศุกร์ (12/7) ทั้งนี้ ในระหว่างวันค่าเงินบาทเคลื่อนไหวในกรอบระหว่าง 36.40-36.50 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 36.47/48 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

สำหรับความเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโรเปิดตลาดเช้าวันนี้ (8/7) ที่ระดับ 1.0825/27 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร ทรงตัวจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (5/7) ที่ระดับ 1.0/26/28 ดอลลาร์สหรัฐ/ยโร ขณะที่ฝรั่งเศสเผชิญกับสภาวะรัฐสภาแขวน (Hung Parliament) หลังจากปิดหีบเลือกตั้งสภาฝรั่งเศสรอบที่ 2 เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา

โดยวันนี้ (8/7) ผลการเลือกตั้งปรากฏว่าไม่มีพรรคใดที่มีที่นั่งในรัฐสภาเพียงพอที่จะเป็นเสียงส่วนใหญ่ในการจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียวได้ นั่นคือไม่มีพรรคใดได้คะแนนเสียงมากกว่า 289 ที่นั่ง จากทั้งหมด 577 ที่นั่ง

โดยกลุ่มพันธมิตรฝ่ายซ้ายแนวร่วมประชาชนใหม่ (NFP) ของนายฌอง-ลุก เมลองชง พลิกโผคว้าอันดับหนึ่ง ตามมาด้วยพรรคพันธมิตรสายกลางของนายเอ็มมานูเอล มาครง และพรรคฝ่ายขวาจัดเนชั่นแนล แรลลี (RN) ของนางมารีน เลอเปน รั้งอันดับ 3

ทั้งนี้ นายกาเบรียล อัตตาล นายกรัฐมนตรีฝรั่งเศส ประกาศเมื่อวันอาทิตย์ (7/7) ว่า เขาจะยื่นหนังสือลาออกต่อประธานาธิบดีมานูเอล มาครง ในวันจันทร์ (8/7) แต่จะยังคงปฏิบัติหน้าที่ต่อไปตามความจำเป็นเพื่อยึดมั่นต่อประเพณีของระบอบสาธารณรัฐและหลักการของตนเอง โดยในระหว่างวัน ยูโรเคลื่อนไหวในกรอบระหว่าง 1.0813-.0842 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดที่ระดับ 1.0837/41 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร

สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยนเปิดตลาดเช้าวันนี้ (8/7) ที่ระดับ 160.63/65 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ แข็งค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (5/7) ที่ระดับ 160.72/75 ในวันนี้ (8/7) กระทรวงสาธารณสุข แรงงาน และสวัสดิการของญี่ปุ่นเปิดเผยตัวเลขค่าจ้างที่แท้จริง (Real Wages) เดือน พ.ค.ปรับตัวลง 1.4% มากกว่าเดือน เม.ย.ที่ปรับตัวลดลง 1.2% ซึ่งนับเป็นการปรับตัวลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 26 และถือว่าเป็นการปรับตัวลงติดต่อกันที่ยาวนานที่สุดเป็นประวัติการณ์ ท่ามกลางการปรับขึ้นค่าจ้างจากนายจ้างในญี่ปุ่น

โดยสมาพันธสหภาพแรงงานญี่ปุ่นระบุเมื่อวันพุธที่ผ่านมา (3/7) ว่า บรรดาบริษัทญี่ปุ่นตกลงที่จะขึ้นค่าจ้างโดยเฉลี่ย 5.1% ในการเจรจาค่าจ้างช่วงฤดูใบไม้ผลิปีนี้ โดยเป็นการเสนอให้เพิ่มขึ้นมากกว่า 5% เป็นครั้งแรกในรอบ 33 ปี โดยปัจจัยหลักที่กดดันตัวเลขค่าจ้างที่แท้จริงมากจากการปรับตัวขึ้นของราคาต้นทุนวัสดุและการอ่อนค่าของค่าเงินเยนที่ส่งผลให้ต้นทุนการนำเข้าปรับตัวสูงขึ้น กดดันอำนาจการซื้อของประชาชน โดยค่าจ้างที่เป็นตัวเงิน (Nominal Wages) ปรับตัวเพิ่มขึ้น 1.9% ในเดือน พ.ค. ซึ่งนับเป็นการปรับตัวเพิ่มขึ้น ติดต่อกันเป็นเดือนที่ 29 และเป็นการปรับตัวเพิ่มขึ้นมากที่สุดนับตั้งแต่เดือน มิ.ย. 2566

โดยในระหว่างวันค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 160.25-161.11 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 161.01/04 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ

สำหรับตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญในสัปดาห์นี้ ได้แก่ ถ้อยแถลงของนายเจอโรม พาวเวลล์ เกี่ยวกับนโยบายการเงินรอบครึ่งปีต่อสภาคองเกรส (9/7และ 10/7), CPI และ PPI เดือน มิ.ย.ของจีน (10/7), การตัดสินใจเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ย นิวซีแลนด์ จากธนาคารกลางแห่งประเทศนิวซีแลนด์ (RBNZ) (10/70),

ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) เดือน พ.ค.ของอังกฤษ (11/7), CPI เดือน มิ.ย.ของเยอรมนี (11/7), CPI เดือน มิ.ย.ของสหรัฐ (11/7), จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ (11/7), PPI เดือน มิ.ย. ของสหรัฐ (12/7), และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภครัฐมิชิแกน เดือน ก.ค. (12/7)

สำหรับอัตราป้องกันความเสี่ยง (Swap point) ภาคเช้า 1 เดือนในประเทศอยู่ที่ -10.10/-9.80 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ และอัตราป้องกันความเสี่ยงภาคเช้า 1 เดือนต่างประเทศอยู่ที่ -7.80/-6.70 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ