วิจัยกรุงศรีฯ ชี้การบริโภคเอกชนแผ่ว คนกังวลค่าครองชีพแพง-เศรษฐกิจฟื้นตัวช้า
เศรษฐกิจ
ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ประเมินแรงส่งการบริโภคแผ่วลงจากความเชื่อมั่นที่อ่อนแอ ถือว่าต่ำสุดในรอบ 9 เดือน เหตุความกังวลค่าครองชีพสูง-เศรษฐกิจฟื้นตัวช้า เผยรัฐบาลเตรียมปรับโครงการเติมเงิน 10,000 บาทผ่านดิจิทัลวอลเลต แต่บางส่วนยังรอความชัดเจน
วันที่ 16 กรกฎาคม 2567 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศูนย์วิจัยกรุงศรี ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ระบุว่าการบริโภคภาคเอกชนมีสัญญาณชะลอตัว จากดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนมิถุนายนลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 4 สู่ระดับต่ำสุดในรอบ 9 เดือน โดยลดลงแตะ 58.9 ในเดือนมิถุนายน จาก 60.8 ในเดือนพฤษภาคม เนื่องจากผู้บริโภคมีความกังวลเกี่ยวกับ 1.ค่าครองชีพที่ปรับสูงขึ้นจากราคาพลังงานที่มีแนวโน้มปรับสูงขึ้น อาทิ ค่าไฟฟ้า ราคาน้ำมัน ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการทยอยลดการอุดหนุนจากรัฐบาล
2.ภาวะเศรษฐกิจในประเทศที่ฟื้นตัวช้า กระทบต่อรายได้และกำลังซื้ออ่อนแอลง และ 3.ความไม่แน่นอนของสถานการณ์การเมืองในประเทศ
ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ร่วงลงสู่ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนตุลาคม 2566 สะท้อนถึงแรงส่งการบริโภคภาคเอกชนที่แผ่วลงหลังจากที่เติบโตค่อนข้างสูงในไตรมาสแรก (+6.9% YOY) ทั้งนี้ ในช่วงที่เหลือของปีแม้ยังมีปัจจัยบวกช่วยหนุนการบริโภค
อาทิ 1.การเติบโตของภาคท่องเที่ยว รวมถึงมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายผ่านการท่องเที่ยวเมืองรอง 2.รายได้เกษตรกรได้รับผลกระทบน้อยลงหลังจากผ่านพ้นภาวะภัยแล้ง (El Niño)
และ 3.มาตรการช่วยเหลือค่าใช้จ่ายสำหรับกลุ่มเปราะบาง อย่างไรก็ตาม ปัญหาเชิงโครงสร้างจากหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง จะยังเป็นข้อจำกัดในการเติบโตของการบริโภค ซึ่งข้อมูลล่าสุดจาก ธปท. ณ สิ้นไตรมาส 1/67 อยู่ที่ 16.37 ล้านล้านบาท หรือ 90.8% ของ GDP
นอกจากนี้ ธปท.ชี้ว่า 1 ใน 3 เป็นหนี้ที่ไม่สร้างรายได้ หรือเป็นหนี้บัตรเครดิต และสินเชื่อส่วนบุคคลค่อนข้างสูง จึงทำให้การแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนทำได้ยากและต้องใช้เวลาค่อนข้างมาก กอปรกับมีแรงงานราว 9 แสนคนอยู่ในภาคการผลิตที่เผชิญกับปัญหาเชิงโครงสร้าง
รัฐบาลปรับวงเงินและแหล่งที่มาของเงินสำหรับโครงการดิจิทัลวอลเลต โดยวางแผนเตรียมเสนอเข้า ครม.สิ้นเดือนนี้ ล่าสุดวันที่ 10 กรกฎาคม การประชุมคณะอนุกรรมการกำกับโครงการเติมเงิน 10,000 บาท ผ่านดิจิทัลวอลเลตมีข้อสรุปในการปรับลดวงเงินสำหรับโครงการดิจิทัลวอลเลตจาก 5 แสนล้านบาท เหลือ 4.5 แสนล้านบาท และปรับแหล่งที่มาของเงินจากการใช้งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2567 และปี 2568 เท่านั้น
โดยจำแนกเป็นงบประมาณปี 2567 วงเงิน 1.65 แสนล้านบาท (ประกอบด้วย งบฯ เพิ่มเติม 1.22 แสนล้านบาท และงบฯจากการบริหารจัดการ 0.43 แสนล้านบาท) ส่วนงบประมาณปี 2568 วงเงิน 2.85 แสนล้านบาท (ประกอบด้วย การจัดตั้งงบฯ 1.52 แสนล้านบาท และการบริหารจัดการงบฯอื่น ๆ 1.323 แสนล้านบาท
เช่น งบฯกลาง และงบประมาณส่วนที่หน่วยงานใช้ไม่ทัน) นอกจากนี้ ที่ประชุมยังเห็นชอบปรับเพิ่มรายการสินค้าที่ไม่สามารถใช้เงินดิจิทัลวอลเลตซื้อได้อีก 3 รายการ ได้แก่ เครื่องใช้ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ และอุปกรณ์สื่อสาร เช่น โทรศัพท์มือถือ
แม้จะมีความคืบหน้าเบื้องต้นเกี่ยวกับการปรับวงเงินและแหล่งเงินที่จะใช้ในโครงการดิจิทัลวอลเลต แต่ยังต้องติดตามรายละเอียดต่อไป สำหรับกระบวนการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2568 ล่าสุดสภาผู้แทนราษฎรมีการพิจารณาวาระที่ 1 แล้วในช่วงกลางเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา โดยกำหนดกรอบวงเงินรวมที่ 3.75 ล้านล้านบาท และเป็นงบฯขาดดุลสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 8.65 แสนล้านบาท หรือคิดเป็น -4.5% ของ GDP
ทั้งนี้ ส่วนของแหล่งเงินที่มาจากงบฯการบริหารจัดการวงเงิน 1.323 แสนล้านบาท นับเป็นอีกหนึ่งประเด็นที่ต้องติดตามเพราะยังขาดรายละเอียดและความชัดเจน สำหรับไทม์ไลน์สำคัญของโครงการดิจิทัลวอลเลตในเดือนนี้ โดยวันที่ 24 กรกฎาคม นายกรัฐมนตรีจะแถลงรายละเอียด และวันที่ 30 กรกฎาคม มีแผนนำเข้าสู่การประชุมของคณะรัฐมนตรี
