คอลัมน์ : สถานีลงทุน ผู้เขียน : สวภพ ยนต์ศรี บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ทิสโก้ จำกัด
สิ่งที่นักลงทุนรอคอยมาอย่างยาวนานในช่วงกว่า 2 ปีที่ผ่านมา คือการที่ธนาคารกลางของสหรัฐ (Fed) จะเริ่มปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง ซึ่งจะถือเป็นการลดแรงกดดันต่อสินทรัพย์เสี่ยงโดยเฉพาะหุ้นขนาดกลาง-ขนาดเล็กของสหรัฐ ที่นักลงทุนหลายคนมีสัดส่วนลงทุนสูงมาตั้งแต่ช่วงปี 2020 เป็นต้นมา
โดยก่อนหน้านี้ดูเหมือนว่า Fed จะแสดงท่าทีหลายครั้งว่าจะเริ่มลดอัตราดอกเบี้ยลง แต่แล้วก็มักจะกลับลำหันมาคงอัตราดอกเบี้ยต่อไปเนื่องจากอัตราเงินเฟ้อยังทรงตัวอยู่ในระดับสูงรวมถึงตัวเลขการจ้างงานก็ยังคงออกมาแข็งแกร่ง
แต่ในช่วงต้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ภายในระยะเวลาสัปดาห์เดียวดูเหมือนจะมี 3 เหตุการณ์เกิดขึ้นในระยะเวลาใกล้เคียงกันที่เป็นสัญญาณสำคัญบ่งชี้ว่าในครั้งนี้ Fed จะไม่กลับลำเหมือนที่ผ่านมาอีกและการปรับลดอัตราดอกเบี้ยครั้งแรกน่าจะเกิดขึ้นในการประชุมเดือนกันยายนนี้
เริ่มจาก เหตุการณ์แรก คือการประกาศตัวเลขการจ้างงานของสหรัฐ ในเดือนมิถุนายนที่ถึงแม้ตัวเลขจะออกมามากกว่าที่คาด แต่สิ่งสำคัญคือการปรับลดตัวเลขการจ้างงานในเดือนเมษายนและพฤษภาคม จากที่เคยประกาศไว้ในครั้งแรกลง
โดยเมื่อรวมกัน 2 เดือนตัวเลขถูกปรับลดรวมกันถึง 110,000 ตำแหน่ง นอกจากนี้ตัวเลขอัตราการว่างงานยังเพิ่มสูงขึ้นมากกว่าคาดอยู่ที่ระดับ 4.1% ซึ่งถือเป็นระดับที่สูงที่สุดนับตั้งแต่เดือนตุลาคมของปี 2021 เป็นต้นมา
เหตุการณ์ที่ 2 คือการขึ้นให้คำแถลงการณ์ของ Jerome Powell ประธาน Fed ต่อคณะกรรมาธิการด้านการเงินและการธนาคารของทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาของสหรัฐ โดยสองประโยคสำคัญที่ทำให้ตลาดเชื่อมั่นว่า Fed จะลดดอกเบี้ยลงในปีนี้คือการที่ Powell ระบุว่า “การที่อัตราดอกเบี้ยอยู่สูงนานจนเกินไป ถือเป็นความเสี่ยงต่อการเติบโตของเศรษฐกิจสหรัฐ”
และอีกหนึ่งประโยคคือ “หน้าที่ของ Fed นอกจากการควบคุมปัญหาเงินเฟ้อ คือ การดูแลตลาดแรงงาน ซึ่งหากการจ้างงานเริ่มมีสัญญาณชะลอลง Fed อาจจะเริ่มลดดอกเบี้ยลง โดยที่ไม่ต้องรอให้เงินเฟ้อลดลงถึงระดับเป้าหมาย 2% ก็ได้”
เหตุการณ์ที่ 3 คือ การประกาศตัวเลขเงินเฟ้อของสหรัฐ ในเดือนมิถุนายนที่ตัวเลขเงินเฟ้อ CPI ออกมาหดตัวเมื่อเทียบกับเดือนพฤษภาคม -0.1% สวนทางกับที่ตลาดคาดว่าจะออกมาขยายตัว +0.1% นอกจากนี้ตัวเลขเงินเฟ้อ Core CPI ซึ่งไม่นับรวมราคาอาหารและพลังงานก็ออมาขยายตัวเพียง +0.1% น้อยกว่าที่ตลาดคาดว่าจะออกมาขยายตัว +0.2%
โดยหลังจากที่ 3 เหตุการณ์สำคัญที่บ่งชี้ว่า Fed จะลดอัตราดอกเบี้ยลงในปีนี้เกิดขึ้นพร้อมกัน ส่งผลให้การประเมินของตลาดผ่าน Fed Fund Futures ให้โอกาสการลดดอกเบี้ยของ Fed ในการประชุมเดือนกันยายนเพิ่มขึ้นอยู่สูงถึงระดับ 85%
สำหรับผลกระทบที่จะตามมาหลังจากที่ตลาดมั่นใจว่า Fed ลดอัตราดอกเบี้ยคือการหมุนกลุ่มหุ้น (Rotation) โดยหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ที่ปรับเพิ่มขึ้นทำจุดสูงสุดอย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา อาจจะโดนขายทำกำไรออกมาในระยะสั้น ส่วนสินทรัพย์ที่จะกลับมาสร้างผลตอบแทนได้ดี คือ หุ้นขนาดกลาง-เล็ก, กองทุน REITs ต่างประเทศ และกองทุนตราสารหนี้ ซึ่งราคาของสินทรัพย์เหล่านี้มักเคลื่อนไหวสวนทางกับทิศทางของอัตราดอกเบี้ย
อย่างไรก็ดี สิ่งที่นักลงทุนจะต้องจับตาดูหลังจากนี้ คือการประกาศตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญ ที่จะออกมาก่อนที่การประชุม Fed ในวันที่ 18 กันยายน 2567 คือตัวเลขการจ้างงานเดือนกรกฎาคมและสิงหาคม (ประกาศออกมาในวันที่ 2 สิงหาคมและ 6 กันยายน 2567) ตัวเลขเงินเฟ้อเดือนกรกฎาคมและสิงหาคม (ประกาศออกมาในวันที่ 14 สิงหาคมและ 11 กันยายน 2567) โดยหาก Fed จะลดดอกเบี้ยลงจริง ๆ ทั้งตัวเลขการจ้างงานและตัวเลขเงินเฟ้อจะต้องออกมาในทิศทางเดียวกันกับตัวเลขของเดือนมิถุนายน
และการประชุม Fed ครั้งถัดไปในวันที่ 31 กรกฎาคมที่จะถึงนี้ ถึงแม้ Fed น่าจะคงอัตราดอกเบี้ยโดยที่คาดว่าจะไม่มีอะไรที่ออกมานอกเหนือความคาดหมาย แต่สิ่งสำคัญคือการแถลงของประธาน Fed ที่ต้องจับตาดูว่าจะยังออกมาในทิศทางเดียวกันกับคำแถลงการณ์ที่เพึ่งออกมาในแนวทางการส่งสัญญาณลดดอกเบี้ยหรือไม่
ซึ่งถ้าทุกปัจจัยที่กล่าวมาคงยังยืนยันไปในทิศทางเดิม เชื่อว่าสิ่งที่นักลงทุนรอคอยมาอย่างยาวนาน นั่นก็คือการลดดอกเบี้ยครั้งแรกของ Fed กำลังจะเกิดขึ้นในช่วงระยะเวลาไม่ถึง 2 เดือนต่อจากนี้…