เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ยามาฮ่า คว้า ‘แจ็ก มิลเลอร์’  WorldSBK 2027-2028
Automotive ยามาฮ่า คว้า ‘แจ็ก มิลเลอร์’  WorldSBK 2027-2028
กรมโรงงานฯรับลูกคุมดาต้าฯ เข้าบัญชี 108 ต้องขอใบ รง.4-ทำอีไอเอ
Economic กรมโรงงานฯรับลูกคุมดาต้าฯ เข้าบัญชี 108 ต้องขอใบ รง.4-ทำอีไอเอ
ยื้อโยกย้ายซี 10 “คลัง” จับตาสรรพากร-ชิงสรรพสามิตเดือด
Finance ยื้อโยกย้ายซี 10 “คลัง” จับตาสรรพากร-ชิงสรรพสามิตเดือด
เศรษฐกิจโลกใกล้ถึง ‘จุดแตก’? หมดแรง ‘ดูดซับ’ ส่งออกจากจีน
World เศรษฐกิจโลกใกล้ถึง ‘จุดแตก’? หมดแรง ‘ดูดซับ’ ส่งออกจากจีน
ร้อยมรดกเมือง เชื่อมสายน้ำ ปรับโฉมเกาะรัตนโกสินทร์
Economic ร้อยมรดกเมือง เชื่อมสายน้ำ ปรับโฉมเกาะรัตนโกสินทร์
BOYY ฉลองปีที่ 20 เปิด ‘Boyyish’ ดันพอร์ตแฟชั่น มุ่งตลาดออนไลน์
Biz Movement BOYY ฉลองปีที่ 20 เปิด ‘Boyyish’ ดันพอร์ตแฟชั่น มุ่งตลาดออนไลน์
รร.ทุ่งสง ชนะประกวดหนังสั้น ‘จำได้มั้ย…แม่ชอบกินอะไร ?’
SD รร.ทุ่งสง ชนะประกวดหนังสั้น ‘จำได้มั้ย…แม่ชอบกินอะไร ?’
ชัดแล้ว! กกต.จ่อแถลงผล “คดีฮั้ว สว.” 229 คน พรุ่งนี้
Politics ชัดแล้ว! กกต.จ่อแถลงผล “คดีฮั้ว สว.” 229 คน พรุ่งนี้
GEELY STARRAY EM-R คันใหญ่ นั่งสบาย ถูกใจสาย ‘คุ้มค่า’
Automotive GEELY STARRAY EM-R คันใหญ่ นั่งสบาย ถูกใจสาย ‘คุ้มค่า’
โพลชี้ ‘ม็อบ‘ การเมืองตอนนี้ยังไม่ใช่คำตอบ เศรษฐกิจ-คดีฮั้ว สว.สะสมแรงกดดัน
Politics โพลชี้ ‘ม็อบ‘ การเมืองตอนนี้ยังไม่ใช่คำตอบ เศรษฐกิจ-คดีฮั้ว สว.สะสมแรงกดดัน
ดูทั้งหมด

3 ปัจจัยหลัก ป่วนตลาดหุ้นทั่วโลก

07 ส.ค. 2567 | 09:30น.
ตลาดหุ้นสหรัฐ
คอลัมน์ : ชีพจรเศรษฐกิจโลก
ผู้เขียน : ไพรัตน์ พงศ์พานิชย์

วันจันทร์ที่ 5 สิงหาคม ถือเป็น “แบล็กมันเดย์” สำหรับตลาดหุ้นโตเกียวโดยแท้ เพราะดัชนีหุ้นนิกเคอิ ร่วงลงแบบไม่มีอะไรรองรับ ติดลบไป 4,457.28 จุด หรือราว 13 เปอร์เซ็นต์ มากกว่าการร่วงของตลาดเมื่อตอนเกิดวิกฤตการณ์ทางการเงินในปี 1987 ด้วยซ้ำไป

นี่เป็นการร่วงลงต่อเนื่องของตลาดเป็นวันที่สามติดต่อกัน นับตั้งแต่ธนาคารกลางแห่งญี่ปุ่น ประกาศขึ้นอัตราดอกเบี้ยเป็น 0.25 เปอร์เซ็นต์ แถมยังส่งสัญญาณด้วยว่าอาจจะมีการปรับขึ้นต่อไปอีกในปีนี้ ซึ่งส่งผลในวันต่อมาในทันที โดยดัชนีนิกเคอิร่วงลงมา 5.8 เปอร์เซ็นต์ ในวันถัดมา

ที่น่าสนใจก็คือ การเทขายหุ้นขนานใหญ่ในญี่ปุ่น เกิดขึ้นหลังจากที่ ตลาดหุ้นวอลล์สตรีต ดิ่งลงหนักส่งท้ายสัปดาห์เมื่อ 2 สิงหาคมที่ผ่านมา ในวันนั้น ดัชนีหุ้นเทคโนโลยีแนสแดค ติดลบไปกว่า 10 เปอร์เซ็นต์

สภาพการณ์เช่นนี้ส่งผลกระทบตลาดหุ้นทั่วภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ไล่ตั้งแต่ไต้หวันไปยันเกาหลีใต้ ฮ่องกง ออสเตรเลีย และสิงคโปร์ หลายคนคาดการณ์ว่า มีแนวโน้มว่าตลาดวอลล์สตรีตอาจรับช่วงต่อการเทขายต่อเนื่องเช่นนี้อีกระลอกในทันทีที่เปิดตลาด

อะไรกันคือปัจจัยที่ทำให้จู่ ๆ นักลงทุนทั่วโลกพากันเทขายกันจ้าละหวั่นเช่นนี้

ผู้เชี่ยวชาญในด้านตลาดทุนและตลาดเงิน เชื่อว่ามีปัจจัยหลัก ๆ 3 ประการที่ประกอบกันกลายเป็นแรงผลักดันให้เกิดภาวะแตกตื่น เทขายหุ้นกันจ้าละหวั่นในเวลานี้ แรกสุดคือการได้ตระหนักว่า สิ่งที่นักลงทุนเคยคาดหวังไว้สูงมากเกี่ยวกับพลังในการฉุดลากเศรษฐกิจของเทคโนโลยี เอไอ หรือปัญญาประดิษฐ์ นั้นไม่ได้มีอยู่จริง

ความคาดหวังที่ดันให้ราคาหุ้นของบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่อย่าง อัลฟาเบท, แอมะซอน, แอปเปิล, เมทา และไมโครซอฟท์ พุ่งสูงในช่วง 10 วันที่ผ่านมานั้น ไม่ได้มีอะไรมากไปกว่าฟองสบู่ เมื่อมีการเปิดเผยผลประกอบการออกมาให้เห็น แม้รายได้ของบริษัทอย่าง อัลฟาเบท และไมโครซอฟท์ จะสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดกันเอาไว้ แต่ก็ยังต่ำกว่าที่บรรดานักลงทุนคาดหวังกันมากนัก สุดท้ายความหวังในเทคโนโลยีเอไอก็กลายเป็นไอระเหยหายไปในพริบตา

ทั้งหมดนั้นไม่เพียงส่งผลโดยตรงต่อบริษัทเทคโนโลยีเท่านั้น แต่ยังกระทบต่อเนื่องไปถึงบริษัทผู้ผลิตชิป ที่ได้รับความสนใจตามไปด้วยเพราะเชื่อกันว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังพลังของเอไอ ย่อมต้องรุ่งโรจน์ตามไปด้วยเช่นกัน

ไม่เพียงแต่เท่านั้น โดนัลด์ ทรัมป์ ตัวแทนพรรครีพับลิกันในการเลือกตั้งประธานาธิบดีอเมริกันปีนี้ ยังแสดงท่าทีที่ไม่เป็นผลดีต่อหุ้นในกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์เท่าใดนัก ทรัมป์กล่าวเมื่อ 17 กรกฎาคม ชี้ว่า ไต้หวันควรลงทุนเพื่อการป้องกันตัวเองจากจีนให้มากกว่าที่เป็นอยู่ ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อ ทีเอสเอ็มซี ผู้ผลิตชิปอันดับหนึ่งของโลกสัญชาติไต้หวัน เมื่อบวกกับแผนของสหรัฐอเมริกาที่จะจำกัดการส่งออกอุปกรณ์ผลิตชิปไปยังจีน ยิ่งทำให้อนาคตของบริษัทเซมิคอนดักเตอร์เหล่านี้เรียวลงมากขึ้นไปอีก

ปัจจัยถัดมาที่ทำร้ายความรู้สึกของนักลงทุนมหาศาลพอ ๆ กันก็คือ สภาวะเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกา ซึ่งแต่เดิมนักลงทุนไม่ได้ให้ความสนใจมากนัก ตรงกันข้ามกลับถือเป็นข่าวดีเสียด้วยซ้ำไป เพราะเชื่อว่า อะไรก็ตามที่เป็นข่าวร้ายต่อเศรษฐกิจอเมริกัน จะยิ่งผลักดันให้ เฟด หรือธนาคารกลางของสหรัฐ ปรับลดอัตราดอกเบี้ยได้เร็วขึ้นและมากขึ้น

ความรู้สึกดังกล่าวนั้นเปลี่ยนแปลงไปเมื่อมีการเผยแพร่ข้อมูลการจ้างงานในสหรัฐออกมาเมื่อ 2 สิงหาคมที่ผ่านมา การณ์กลับกลายเป็นว่า ข่าวร้ายไม่ใช่ข่าวดีอีกแล้ว แต่ยังคงเป็นข่าวร้ายอยู่วันยังค่ำ

รายงานการจ้างงานดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า อัตราว่างงานในสหรัฐอเมริกาเวลานี้พุ่งขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบ 3 ปี ที่ 4.3 เปอร์เซ็นต์ มีการจ้างงานเพิ่มขึ้นแค่ 114,000 ตำแหน่ง ต่ำกว่าที่คาดการณ์กันไว้ที่ 175,000 ตำแหน่งอยู่มากโข นี่ทำให้นักลงทุนแทนที่จะคิดถึงการปรับลดดอกเบี้ย กลับได้ตระหนักในความเป็นจริงที่ว่า ภาวะถดถอยของเศรษฐกิจอเมริกันที่เคยคิดกันว่าสามารถหลีกเลี่ยงได้แล้วนั้นกลับมามีความเสี่ยงสูงอีกครั้งหนึ่ง แน่นอน เศรษฐกิจถดถอยย่อมน่ากังวลกว่าการมีเงินกู้ราคาถูกมาให้ลงทุนมากมายนัก

ปัจจัยสุดท้าย ก็คือการแข็งค่าของเงินเยนเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ หลังจากธนาคารกลางญี่ปุ่นขึ้นอัตราดอกเบี้ยเมื่อ 31 กรกฎาคม ซึ่งกลายเป็นแรงกดดันมหาศาลต่อบริษัทญี่ปุ่น อย่าง ฮิตาชิ โซนี่ หรือโตโยต้า โดยอัตโนมัติ เพราะบริษัทเหล่านี้มีรายได้เป็นเงินตราต่างประเทศทั้งสิ้น

แต่ที่สำคัญที่สุดก็คือ เงินเยนที่พุ่งสูง ทำให้การทำ “แคร์รีเทรด” หายไป ในขณะที่ทำให้มูลค่าหนี้ที่ญี่ปุ่นต้องชำระเพิ่มสูงขึ้น ดุลการค้ากลายเป็นติดลบไปในที่สุด

นักสังเกตการณ์บางคนชี้ว่า แม้แต่ราคาทองคำก็แสดงออกแปลก ๆ ในครั้งนี้ แทนที่จะสูงขึ้นเมื่อนักลงทุนหันมาลงทุนในทองคำแทนตลาดหุ้น เหมือนปกติทั่วไป กลับอ่อนตัวลงมามากกว่า 2 เปอร์เซ็นต์

ตีความกันไว้ว่า นั่นเป็นเพราะนักลงทุนจำเป็นต้องเทขายทองคำในมือทิ้ง ไม่ใช่เพราะอยากขาย แต่เพราะจำเป็นต้องขายเพื่อให้ได้เงินสดไปใช้รับมือวิกฤตนั่นเอง