ถึงเวลาแล้วหรือยังที่ SMEs ต้องพร้อมเปิดเผยข้อมูลด้านความยั่งยืน
ถึงเวลาแล้วหรือยังที่ SMEs ต้องพร้อมเปิดเผยข้อมูลด้านความยั่งยืน
คอลัมน์ : มองข้ามชอต ผู้เขียน : ปราณิดา ศยามานนท์ ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (SCB EIC)
การเปิดเผยข้อมูลด้านความยั่งยืนของภาคธุรกิจเริ่มทวีความสำคัญและส่งผลต่อการดำเนินธุรกิจมากขึ้น ซึ่งไม่เพียงแค่ธุรกิจขนาดใหญ่เท่านั้น แต่ธุรกิจ SMEs ควรต้องเริ่มให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มากขึ้น เนื่องจากมีแรงกดดันจากหลายด้าน อาทิ กฎระเบียบการค้าโลกที่เข้มงวดขึ้น
สหภาพยุโรปนับเป็นกลุ่มประเทศสำคัญที่มีเป้าหมายและกฎระเบียบกติกาในการดำเนินธุรกิจเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นรูปธรรมชัดเจน โดยมีการออกกฎเกณฑ์การเปิดเผยข้อมูลด้านความยั่งยืน (Corporate Sustainability Reporting Directive : CSRD) มาบังคับใช้ให้บริษัทต่าง ๆ ทั้งที่อยู่ในสหภาพยุโรปและที่ไม่อยู่ในสหภาพยุโรป
ตลอดจนธุรกิจที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทาน จะต้องเปิดเผยข้อมูลและผลกระทบจากกิจกรรมต่าง ๆ ของบริษัทในด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (มีผลบังคับใช้แล้วในปี 2024 แต่มีการกำหนดเกณฑ์รายได้บริษัท) ส่งผลให้ผู้ประกอบการในสหภาพยุโรปและผู้ส่งออกในประเทศอื่น ๆ ที่มีการค้าขายกับสหภาพยุโรปต้องตื่นตัวรับมือกับระเบียบการค้าในเรื่องนี้มากขึ้น
ทั้งนี้ แม้ว่าในปัจจุบัน SMEs ที่รายได้ยังไม่เข้าเกณฑ์ อาจยังไม่เข้าข่ายที่ถูกบังคับให้เปิดเผยข้อมูลด้านความยั่งยืน แต่กรอบกติกาใหม่นี้จะถูกนำมาใช้สำหรับ listed SMEs ในระยะ 1-2 ปีข้างหน้า ส่งผลให้ผู้ประกอบการจำเป็นต้องเตรียมความพร้อมในเรื่องนี้มากขึ้น
คำถามต่อมาคือ “ทำไม SMEs ไทยต้องเริ่มให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ ?”
หากพิจารณาถึงอุตสาหกรรมที่อาจจะได้รับผลกระทบจากการต้องเปิดเผยข้อมูลด้านความยั่งยืน จะพบว่าอุตสาหกรรมที่ไทยมีการส่งออกไปยังสหภาพยุโรปเป็นสัดส่วนที่ค่อนข้างมาก ได้แก่ อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า ยานยนต์ เกษตร และอาหาร ซึ่งอุตสาหกรรมเหล่านี้มีผู้ประกอบการ SMEs เป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานการผลิตอยู่ค่อนข้างมาก
ดังนั้น หากผู้ประกอบการขนาดใหญ่ที่มีการส่งออกไปยังสหภาพยุโรปจะต้องมีการเปิดเผยข้อมูลด้านความยั่งยืนแล้ว คงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ SMEs ที่อยู่ใน Value Chain อาทิ การผลิตชิ้นส่วนหรือป้อนวัตถุดิบให้กับผู้ประกอบการขนาดใหญ่ก็มีโอกาสเข้าข่ายต้องเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับความยั่งยืนทางอ้อมด้วย เนื่องจากท้ายที่สุดแล้วกฎระเบียบนี้จะครอบคลุมถึงธุรกิจที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานทั้งหมด
การรายงานข้อมูลด้านความยั่งยืนไม่เพียงแต่จะช่วยให้ SMEs สามารถปรับตัวให้สอดคล้องกับกติกาการค้าโลกใหม่ ๆ ได้เท่านั้น แต่ยังช่วยให้ SMEs สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบได้ง่ายขึ้น โดยมีแรงผลักดันจากการที่สถาบันการเงินต่าง ๆ ทั่วโลกรวมถึงไทยให้ความสำคัญกับการให้สินเชื่อแก่ผู้ประกอบการที่เน้นความยั่งยืน
ในระยะข้างหน้าประเด็นด้าน ESG จะถูกนำมาเป็นส่วนหนึ่งของเกณฑ์การพิจารณาสินเชื่อของสถาบันการเงิน ซึ่งมีแนวโน้มปรับเปลี่ยนมาสู่ Sustainable Finance มากขึ้น ทั้งนี้ จากกรณีศึกษาการเข้าถึงแหล่งเงินทุนสำหรับ Sustainable Transition ของธุรกิจ SMEs ใน EU 25 ประเทศ (ปี 2023) ที่จัดทำโดย Eurochambres พบว่า ราว 60% ของ SMEs มีการลงทุนใน Sustainable Transition แต่มีเพียง 35% ที่เป็นแหล่งเงินทุนจากภายนอกกิจการ ได้แก่ สถาบันการเงิน หรือตลาดทุน และในจำนวนนี้มีเพียง 16% ที่จัดว่าเป็น Sustainable Finance
นอกจากนี้ SMEs ในกลุ่มที่ต้องเริ่มมีการรายงานด้านความยั่งยืนส่วนใหญ่ตอบว่ายังไม่มีความพร้อมสำหรับการรายงาน CSRD สะท้อนให้เห็นว่าแม้แต่ในประเทศพัฒนาแล้ว ธุรกิจ SMEs ยังมีความท้าทายในเรื่องของความพร้อมสำหรับการรายงานข้อมูลด้าน ESG อยู่อีกมาก
สำหรับในไทย ธุรกิจ SMEs ที่ยังไม่พร้อมอาจเริ่มจากการสร้างองค์ความรู้และทำความเข้าใจประเด็นด้าน ESG ที่เกี่ยวข้องกับบริบทของธุรกิจของตนเองในเบื้องต้นก่อน และเริ่มกำหนดเป้าหมาย ESG ของบริษัทให้สอดคล้องกับบริบทของกิจการของตนเองก่อน จากนั้นจึงเริ่มกำหนดกลยุทธ์เพื่อบรรลุเป้าหมาย โดยอาจเริ่มจากด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งหนึ่งในกระบวนการที่จะช่วยให้บรรลุเป้าหมายจะต้องเริ่มจัดเก็บข้อมูลและระบุกิจกรรมของธุรกิจที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
โดยอาจเริ่มเก็บแค่ส่วนที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของตนเองโดยตรงก่อน เช่น การใช้พลังงานในกิจกรรมการผลิต การปล่อยของเสีย/ขยะ การขนส่ง การเดินทางเพื่อธุรกิจ ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะถูกเก็บรวบรวมเพื่อใช้ในการคำนวณปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของธุรกิจและนำไปสู่การพิจารณาแนวทางในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
นอกจากการเตรียมความพร้อมของภาคธุรกิจเองแล้ว บทบาทของภาครัฐก็มีส่วนช่วยสนับสนุนให้ SMEs เตรียมความพร้อมสำหรับการรายงานด้านความยั่งยืน
อย่างเช่น การกำหนดมาตรฐานการรายงานด้านความยั่งยืนที่ธุรกิจขนาดเล็กสามารถใช้เป็นแนวทางในการดำเนินการได้ ดังเช่น ในกรณีของสหภาพยุโรปที่มีการจัดทำมาตรฐานการรายงานความยั่งยืนสำหรับธุรกิจ SMEs ตามความสมัครใจ (Voluntary Small and Medium Enterprise European Sustainability Reporting Standard : VSME ESRS) ซึ่งจะเป็นกรอบการรายงานความยั่งยืนแบบง่าย เพื่อช่วย SMEs ในการรายงานข้อมูลด้านความยั่งยืนให้แก่ Counterparts ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นบริษัทคู่ค้า หรือสถาบันการเงิน
คงถึงเวลาแล้วที่ SMEs ต้องเริ่มเตรียมพร้อมเปิดเผยข้อมูลด้านความยั่งยืน ซึ่งไม่เพียงแค่ให้สอดรับกับกติกาการค้าใหม่หรือเพื่อให้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้นเท่านั้น แต่ธุรกิจ SMEs ยังสามารถนำข้อมูลเหล่านี้ไปพัฒนาประสิทธิภาพ ลดต้นทุน รวมถึงเป็นแต้มต่อในการเพิ่มศักยภาพการแข่งขันในระยะยาวได้อีกด้วย