“คิดราคาความสูญเสีย” น้ำท่วม 7 จังหวัดแบบ ‘นักเศรษฐศาสตร์’
เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว นักเศรษฐศาสตร์มองไทยไม่มีการคำนวณ “ค่ากลาง” ความเสียหายจากภัยพิบัติที่ชัดเจน ทำให้คำอธิบายและการแก้ไขปัญหาไม่เป็นระบบและแม่นยำ
แค่ภาพ “ลอยคอ” กลางน้ำของผู้คนไม่เพียงพออธิบายความเสียหายทางเศรษฐกิจสำหรับสถานการณ์น้ำท่วม 7 จังหวัดภาคเหนือของไทย ดร.เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ระบุว่า ถึงเวลาที่ไทยจำเป็นต้องหา “ค่ากลาง” และมองภัยพิบัติเป็นความปกติ
จากการคำนวณของ ‘เกียรติอนันต์’ ผ่าน ‘สมการ’ ขนาดเศรษฐกิจในพื้นที่ 7 จังหวัด อ้างอิงสถิติผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัด (GPP) จากสภาพัฒน์ คิดเป็นมูลค่ากว่า 3 แสนล้านบาทต่อปี ลดทอนตามสถานการณ์ ระยะเวลา และพื้นที่น้ำท่วมราว 10-20 เปอร์เซ็นต์
หากภัยพิบัติกินเวลาราว 1 เดือน ความเสียหายจะคิดเป็นมูลค่าราว 8,000 ล้านบาท นับจากทรัพย์สิน พืชผลทางการเกษตร การค้าขาย โครงสร้างพื้นฐานรวมถึงปัญหาด้านสาธารณสุข โดยก้อนใหญ่ที่สุดคือการทำมาค้าขายซึ่งคิดเป็นมูลค่าราว 4,000 ล้านบาท
“ถ้าลากยาวกว่านี้ ตัวเลขไม่ใช่แค่คูณสองแต่ทวีคูณ ความเสียหายข้างต้นจะถูกนับเป็นความเสียหายบานปลาย ตามหลักการของเศรษฐศาสตร์ภัยพิบัติ จาก 8 พันล้านจะเป็น 2-3 หมื่นล้านได้เลย” เขาบอกเปรียบเหมือนดอกเบี้ยทบต้น
ค้นหาค่ากลาง – การประเมินที่ชัดเจน
‘เศรษฐศาสตร์’ สำคัญมากต่อวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะในการจัดการภัยพิบัติภายใต้สถานการณ์ภาวะโลกร้อนและแปรปรวน
“ไทยขาดการประเมินในเชิงเศรษฐศาสตร์ที่เป็นระบบและชัดเจนในการบริหารจัดการน้ำ เราเรียนรู้ว่าควรปล่อยน้ำแบบใด ไปทางใด แต่ไม่เคยมีข้อมูลรองรับที่บ่งบอกถึงความเสียหายที่ชัดเจน เช่น ท่วมบริเวณนี้ ปริมาณ 1 เมตร 2 เมตร เสียหายเท่าใด”
“เราขาดค่ากลาง ถ้าคนลอยคอไม่ได้ไปทำงาน 3 วัน คิดเป็นมูลค่าเท่าไหร่ ถ้าเราสามารถรู้ตัวเลขที่เป็นค่ากลาง เพื่อเทียบบัญญัติไตรยางค์ ถ้ามีคนลอยคอจำนวน 3 พันคน คิดเป็นมูลค่าเท่าไหร่ แบบนี้สำคัญมากต่อตอบสนองปัญหา”
เมื่อไม่รู้ต้นทุนที่แท้จริง รับรู้เพียงแค่ค่าประมาณการณ์ที่แต่ละหน่วยงานประเมินโดยไม่มี “บรรทัดกลาง” ค่าที่ออกมาจึงไม่สะท้อนความเป็นจริงและนำไปสู่การกำหนดค่าชดเชยที่ไม่ตรงกับความเป็นจริง หรือบางทีตัวเลขอาจจะสูง แต่ไม่มีใครคัดค้าน เนื่องจากไม่มีตัวเลขอื่นๆ มายืนยันหรือคัดค้าน
ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษศาสตร์ย้ำว่า “ค่ากลาง” เป็นตัวชี้ว่าเราจะตัดสินใจอย่างไรและมีอะไรที่มองข้ามไปหรือเปล่า
ข้อมูลพื้นฐานที่ดีทำให้ผู้จัดการปัญหาเห็นภาพและสามารถอธิบายต่อเกษตร ประชาชนทั่วไปได้ง่ายว่า
“ทำไมต้องเลือกทำสิ่งนี้ ทำไมต้องปล่อยน้ำไปทางนี้”
นอกจากการจัดการกับน้ำแล้ว ความเสียหายในด้านอื่นๆ ก็จะถูกรับมือตามลำดับได้อย่างชัดเจน เช่น ปัญหาเรื่องการฟื้นฟูพืชผลทางการเกษตร โครงสร้างพื้นฐาน การแย่งชิงทรัพยากรหลังภัยพิบัติ รวมถึงปัญหาสุขภาพจิต
“ต้องมองทั้งมิติวิทยาศาสตร์ เศรษศาสตร์ จิตวิทยา สังคม สาธารณสุข สังคมศาสตร์ รัฐศาสตร์ การเมืองในพื้นที่ ต้องใส่เข้ามาในระบบด้วยเพื่อการบริหารจัดการแบบองค์รวม เพราะผลกระทบที่เกิดขึ้นมันไม่ได้เกิดในเชิงวิทยาศาสตร์เพียงอย่างเดียว”
ด้านหนึ่งในเชิงลบ ปฏิเสธไม่ได้ว่า ‘ภัยพิบัติ’ เป็นโอกาสในการหาประโยชน์จากคนบางกลุ่ม “พลิกวิกฤตเป็นโอกาส แต่เป็นโอกาสที่เบียดบังโอกาสของคนอื่น”
เขายกตัวอย่าง หากเกิดน้ำท่วมในพื้นที่หมู่บ้านเอ บี ซี หมู่บ้านเอและบี รายงานความเสียหายตามความเป็นจริง แต่หมู่บ้านซี บอกเกินจริง เรามีแต่ภาพถ่ายวิทยาศาสตร์ไปยืนยัน แต่ไม่มีข้อมูลเชิงเศรษฐศาสตร์ กลายเป็นโอกาสให้หมู่บ้านซีได้รับการช่วยเหลือที่รวดเร็วและมากกว่าหมู่บ้านเอและบี
“เมื่ออยู่ในระยะฟื้นตัวหมู่บ้านซี ก็จะฟื้นก่อน แต่เอและบีฟื้นช้ามาก กลายเป็นความเหลื่อมล้ำที่ฝังมากับภัยพิบัติ”
ดร.เกียรติอนันต์ เห็นว่าไทยมีความพร้อมหลายด้านที่นำไปสู่การค้นหาค่ากลางและการจัดการที่เป็นระบบ ทั้ง ดาวเทียมดาวเทียม THEOS-2 ข้อมูลพื้นฐานจากกระทรวงเกษตร เครือข่ายความเข้มแข็งของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ขาดเพียง “ทำอย่างไร” ให้สามารถรวมกันเพื่อสร้างระบบขึ้นมา
“ข้อมูลพื้นฐานที่ดียังนำไปสู่การแจกจ่ายของยังชีพที่เหมาะสมด้วย ความรุนแรงของบางพื้นที่ไม่เหมือนกัน การแก้ไขไม่เหมือนกัน เพราะเรามองไม่เห็นภาพรวม บ้านหลังหนึ่งขายสินค้า เจอน้ำพัดไปหมด จริงๆ สินเชื่อ กองทุนหมู่บ้านต้องมาแล้ว ไม่ใช่รอวันน้ำแห้งแล้วค่อยรอชาวบ้านไปเรียกร้อง”
เขาแนะนำมองให้เป็นระบบ ประเมินความเสียหายเพื่อออกแบบความช่วยเหลือให้ทันท่วงที ขณะเดียวกันยังสะท้อนว่า ความซ้ำซากของปัญหากระทบต่อการลงทุนและการเติบโตของจังหวัดนั้นๆ อีกด้วย

ภัยพิบัติเรื่องปกติ
จากนี้ ‘ภัยพิบัติ’ จะกลายเป็นเรื่องปกติที่ถูกนำมาคำนวณในสมการของการมีชีวิตอยู่ในปัจจุบัน
อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มธ. ระบุว่า ในอดีตน้ำอ่อนโยนกับคน แต่ปัจจุบันไม่ใช่ “เรากำลังสู้กับน้ำ” สิ่งที่ต้องทำคือการออกแบบผังเมืองและโครงสร้างพื้นฐานที่มีหลักการใช้ประโยชน์ของที่ดินเป็นหลายโซน ตัวอย่างเช่น การสร้างผังเมืองแบบ 2 ชั้น คือ 1.ชั้นใช้ประโยชน์ 2.ชั้นรับมือภัยพิบัติ ในอดีตข้อ 2 ถูกให้น้ำหนักน้อย แต่ปัจจุบันและอนาคตควรให้น้ำหนักในระดับ 50:50
“ถนนหนทางแบบไหนที่สามารถเข้าถึงกลุ่มเปราะบางได้รวดเร็วที่สุดเมื่อเกิดภัยพิบัติ จะวางสายไฟ น้ำประปาอย่างไร จุดรวมพลที่เคลื่อนตัวได้ไวที่สุด พวกนี้ต้องกลายเป็นเรื่องปกติ ให้สามารถจัดการความช่วยเหลือได้ง่ายขึ้น
“โรงหนังยังต้องมีจุดหนีไฟ” เรายกตัวอย่าง เขาตอบว่า “ถูกต้อง”
การท่องเที่ยวคือหนึ่งในเครื่องยนต์สำคัญของเศรษฐกิจไทย ฉะนั้นหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องคิดถึงเรื่องดีไซน์สำหรับภัยพิบัติเพื่อสร้างความเชื่อมั่น
“ดีไซน์ตามผังเมือง สมาร์ทซิตี้ ยูนิเวอร์แซลดีไซน์ คราวนี้มีอีกชั้นคือ Resilience Design การออกแบบให้เราสามารถปรับตัวพร้อมรับสถานการณ์ต่างๆ ได้ ต้องมีความยืดหยุ่นต่อภูมิอากาศ เมืองในอนาคตต้องเป็นแบบนี้”
ดร.เกียรติอนันต์ ทิ้งท้ายว่า ผู้มีอำนาจ ผู้ออกแบบนโยบายอย่างพรรคการเมืองต้องนำเรื่องพวกนี้ไปคิดต่อยอดและผลักดันให้เกิดขึ้นจริง ไม่ใช่คิดเพียงแค่การสร้างรายได้เท่านั้น ต้องรับมือกับสถานการณ์เลวร้ายที่สุดซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้ด้วย
“สร้างรายได้มากแค่ไหน เมื่อโรคมา น้ำมา เราเห็นแล้วว่าหมดตัว”