เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

เปิด 10 ศัพท์การลงทุนที่ควรรู้ ในช่วงตลาดหุ้นร่วง-วิกฤต

14 ก.ย. 2567 | 10:00น.
ตลาดหุ้น

ตลาดหุ้น

อินโนเวสท์ เอกซ์ เปิด 10 ศัพท์การลงทุนที่ควรรู้ ในช่วงตลาดหุ้นร่วง-วิกฤต

วันที่ 14 กันยายน 2567 บริษัทหลักทรัพย์ อินโนวเสท์ เอกซ์ (InnovestX) รายงานว่า ในโลกของการลงทุน เราไม่สามารถหลีกเลี่ยงช่วงเวลาที่ตลาดผันผวนหรือเผชิญกับวิกฤตได้ การรู้จักศัพท์เฉพาะในช่วงเวลาเหล่านี้จะช่วยให้คุณเข้าใจสถานการณ์และตัดสินใจได้ดียิ่งขึ้น มาดูกันว่ามีคำศัพท์อะไรบ้างที่คุณควรรู้

1. ตลาดหมี (Bear Market)

ตลาดหมีคือภาวะที่ตลาดหุ้นหรือสินทรัพย์อื่นๆ มีแนวโน้มราคาลดลงอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน โดยทั่วไปจะหมายถึงการลดลงมากกว่า 20% จากจุดสูงสุดล่าสุด

ลักษณะสำคัญของตลาดหมี:
– ราคาสินทรัพย์ลดลงอย่างต่อเนื่อง
– ความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่ำ
– อาจเกิดจากภาวะเศรษฐกิจถดถอย, วิกฤติการเงิน, หรือเหตุการณ์ไม่คาดคิดอื่นๆ

การรับมือกับตลาดหมี:
– ประเมินพอร์ตการลงทุนและความเสี่ยงที่ยอมรับได้
– พิจารณาลงทุนในสินทรัพย์ปลอดภัย เช่น พันธบัตรรัฐบาล
– มองหาโอกาสในการลงทุนระยะยาวในราคาที่ถูกลง

ตัวอย่าง: ในช่วงวิกฤติการเงินโลกปี 2008 ดัชนี S&P 500 ของสหรัฐฯ ลดลงมากกว่า 50% จากจุดสูงสุด เข้าสู่ภาวะตลาดหมีที่รุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์

2. การเทขาย (Panic Selling)

การเทขายคือภาวะที่นักลงทุนจำนวนมากรีบขายหุ้นหรือสินทรัพย์อื่นๆ พร้อมกันอย่างรวดเร็วเนื่องจากความกลัวหรือความตื่นตระหนก ส่งผลให้ราคาสินทรัพย์ลดลงอย่างรุนแรงในระยะเวลาอันสั้น

สาเหตุของการเทขาย:
– ข่าวร้ายเกี่ยวกับเศรษฐกิจหรือการเมือง
– การขาดความเชื่อมั่นในตลาด
– การเกิดวิกฤติการณ์ที่ไม่คาดคิด

ผลกระทบของการเทขาย:
– ราคาสินทรัพย์ลดลงอย่างรวดเร็วและรุนแรง
– สภาพคล่องในตลาดลดลง
– อาจนำไปสู่การหยุดการซื้อขายชั่วคราว (Circuit Breaker)

วิธีรับมือกับการเทขาย:
– รักษาสติและไม่ตัดสินใจด้วยอารมณ์
– ประเมินสถานการณ์อย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจซื้อหรือขาย
– มองหาโอกาสในการลงทุนเมื่อราคาลดลงมาก (ถ้ามีเงินสดพร้อม)

ตัวอย่าง: ในช่วงต้นของการแพร่ระบาดโควิด-19 ในเดือนมีนาคม 2020 เกิดการเทขายครั้งใหญ่ในตลาดหุ้นทั่วโลก ทำให้ดัชนี SET ของไทยลดลงกว่า 10% ในวันเดียว

3. Circuit Breaker

Circuit Breaker คือมาตรการหยุดการซื้อขายชั่วคราวในตลาดหลักทรัพย์ เมื่อดัชนีตลาดลดลงเกินกว่าระดับที่กำหนด เพื่อให้นักลงทุนมีเวลาทบทวนสถานการณ์และลดความผันผวนของตลาด

การทำงานของ Circuit Breaker:
– มีหลายระดับ ขึ้นอยู่กับเปอร์เซ็นต์การลดลงของดัชนี
– เมื่อถึงระดับที่กำหนด ตลาดจะหยุดการซื้อขายตามระยะเวลาที่กำหนด
– หากดัชนียังคงลดลงต่อเนื่อง อาจมีการใช้ Circuit Breaker ในระดับถัดไป

ประโยชน์ของ Circuit Breaker:
– ลดความตื่นตระหนกของนักลงทุน
– ให้เวลานักลงทุนประเมินสถานการณ์
– ป้องกันการลดลงของตลาดอย่างรุนแรงเกินไป

ตัวอย่าง: ในวันที่ 13 มีนาคม 2020 ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยใช้มาตรการ Circuit Breaker เป็นครั้งแรกในรอบ 11 ปี เมื่อดัชนี SET ลดลงเกิน 10% จากวันก่อนหน้า

4. Volatility (ความผันผวน)

Volatility หรือความผันผวน คือการวัดการเปลี่ยนแปลงของราคาสินทรัพย์ในช่วงเวลาหนึ่ง ยิ่งความผันผวนสูง แสดงว่าราคามีการเปลี่ยนแปลงมากและรวดเร็ว

ลักษณะของ Volatility:
– วัดโดยใช้ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานของผลตอบแทน
– มักสูงในช่วงวิกฤติหรือตลาดร่วง
– สามารถใช้เป็นตัวชี้วัดความเสี่ยงของการลงทุน

ดัชนีที่ใช้วัด Volatility:
– VIX Index (CBOE Volatility Index) สำหรับตลาดหุ้นสหรัฐฯ
– Thailand VIX สำหรับตลาดหุ้นไทย

การรับมือกับ Volatility สูง:
– กระจายการลงทุนให้มากขึ้น
– พิจารณาลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความผันผวนต่ำ เช่น พันธบัตรรัฐบาล
– ใช้กลยุทธ์การลงทุนแบบทยอยซื้อ (Dollar-Cost Averaging)

ตัวอย่าง: ในช่วงวิกฤติโควิด-19 ดัชนี VIX พุ่งสูงถึงระดับ 82.69 จุดในวันที่ 16 มีนาคม 2020 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ สะท้อนถึงความผันผวนที่สูงมากในตลาดหุ้นสหรัฐฯ

5. Flight to Quality

Flight to Quality หรือการหนีไปสู่คุณภาพ คือพฤติกรรมของนักลงทุนที่ย้ายเงินจากสินทรัพย์เสี่ยงไปสู่สินทรัพย์ที่ปลอดภัยกว่าในช่วงที่ตลาดมีความไม่แน่นอนสูง

สินทรัพย์ที่มักได้รับความนิยมในช่วง Flight to Quality:
– พันธบัตรรัฐบาลของประเทศที่มีเสถียรภาพสูง เช่น สหรัฐฯ, เยอรมนี
– ทองคำ
– เงินสดในสกุลเงินที่แข็งค่า เช่น ดอลลาร์สหรัฐ, เยน

ผลกระทบของ Flight to Quality:
– ราคาสินทรัพย์ปลอดภัยเพิ่มขึ้น (ผลตอบแทนลดลง)
– ราคาสินทรัพย์เสี่ยง เช่น หุ้น, สินทรัพย์ดิจิทัล ลดลง
– ค่าเงินของประเทศเกิดใหม่อ่อนค่าลง

การรับมือกับ Flight to Quality:
– ประเมินความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุน
– พิจารณาเพิ่มสัดส่วนในสินทรัพย์ปลอดภัย
– เตรียมพร้อมสำหรับโอกาสในการลงทุนเมื่อตลาดกลับมาปกติ

ตัวอย่าง: ในช่วงวิกฤติการเงินโลกปี 2008 นักลงทุนทั่วโลกแห่ซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรลดลงต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ ในขณะที่ตลาดหุ้นทั่วโลกร่วงลงอย่างหนัก

6. Margin Call

Margin Call คือการเรียกให้นักลงทุนนำเงินมาเพิ่มในบัญชี Margin (บัญชีที่ใช้เงินกู้ยืมในการลงทุน) เมื่อมูลค่าหลักประกันลดลงต่ำกว่าระดับที่กำหนด มักเกิดขึ้นในช่วงที่ตลาดร่วงอย่างรุนแรง

สาเหตุของ Margin Call:
– ราคาหลักทรัพย์ที่ซื้อด้วยเงินกู้ลดลงมาก
– มูลค่าหลักประกันต่ำกว่าเกณฑ์ที่โบรกเกอร์กำหนด

ผลกระทบของ Margin Call:
– นักลงทุนต้องนำเงินมาเพิ่มในบัญชี
– หากไม่นำเงินมาเพิ่ม โบรกเกอร์อาจขายหลักทรัพย์บางส่วนเพื่อรักษาระดับหลักประกัน
– อาจนำไปสู่การขาดทุนอย่างรุนแรงหากไม่สามารถจัดการได้ทัน

วิธีรับมือกับ Margin Call:
– หลีกเลี่ยงการใช้ Margin มากเกินไป โดยเฉพาะในช่วงตลาดผันผวน
– เตรียมเงินสดสำรองไว้เผื่อกรณี Margin Call
– พิจารณาปิดสถานะการลงทุนบางส่วนเพื่อลดความเสี่ยง

ตัวอย่าง: ในช่วงวิกฤติโควิด-19 ปี 2020 นักลงทุนหลายรายเผชิญกับ Margin Call เมื่อตลาดหุ้นทั่วโลกร่วงลงอย่างรุนแรง ทำให้ต้องขายหุ้นในราคาต่ำเพื่อรักษาระดับหลักประกัน

7. Dead Cat Bounce

Dead Cat Bounce หรือ “การเด้งของแมวตาย” เป็นสำนวนที่ใช้อธิบายการฟื้นตัวชั่วคราวของราคาสินทรัพย์หลังจากที่ลดลงอย่างรุนแรง ก่อนที่จะกลับมาลดลงอีกครั้ง เปรียบเสมือนแมวที่ตกจากที่สูงแล้วเด้งขึ้นมาเล็กน้อยก่อนจะนิ่งสนิท

ลักษณะของ Dead Cat Bounce:
– การฟื้นตัวระยะสั้นของราคาสินทรัพย์
– มักเกิดขึ้นหลังจากการลดลงอย่างรุนแรง
– ไม่ใช่การกลับตัวของแนวโน้มตลาดในระยะยาว

สาเหตุที่อาจทำให้เกิด Dead Cat Bounce:
– การปิดสถานะ Short ของนักเก็งกำไร
– การเข้าซื้อของนักลงทุนที่คิดว่าราคาลงมาถึงจุดต่ำสุดแล้ว
– ข่าวดีชั่วคราวที่กระตุ้นการซื้อระยะสั้น

การรับมือกับ Dead Cat Bounce:
– ไม่รีบร้อนซื้อสินทรัพย์ทันทีที่เห็นการฟื้นตัว
– ประเมินปัจจัยพื้นฐานและแนวโน้มตลาดในระยะยาว
– ใช้การวิเคราะห์ทางเทคนิคประกอบการตัดสินใจ

ตัวอย่าง: ในช่วงวิกฤติการเงินโลกปี 2008 ดัชนี S&P 500 มีการฟื้นตัวหลายครั้งระหว่างทางที่ลดลง แต่ก็เป็นเพียงการฟื้นตัวชั่วคราวก่อนที่จะลดลงต่อเนื่องจนถึงจุดต่ำสุดในเดือนมีนาคม 2009

8. Black Swan Event

Black Swan Event หรือ “เหตุการณ์หงส์ดำ” คือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยไม่คาดคิด ยากที่จะทำนาย และส่งผลกระทบรุนแรงต่อตลาดการเงินและเศรษฐกิจ คำนี้ถูกนำมาใช้โดย Nassim Nicholas Taleb ในหนังสือ “The Black Swan” ของเขา

ลักษณะของ Black Swan Event:
– เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ยากและไม่คาดคิด
– มีผลกระทบรุนแรงต่อตลาดและเศรษฐกิจ
– มักถูกอธิบายว่า “น่าจะเกิดขึ้นได้” หลังจากที่เกิดขึ้นแล้ว

ตัวอย่างของ Black Swan Event:
– วิกฤติการเงินโลกปี 2008
– เหตุการณ์ 9/11 ในสหรัฐอเมริกา
– การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในปี 2020

การรับมือกับ Black Swan Event:
– กระจายการลงทุนให้หลากหลาย
– มีแผนรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉิน
– รักษาสภาพคล่องและเงินสำรองให้เพียงพอ

ตัวอย่าง: การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในปี 2020 เป็น Black Swan Event ที่ส่งผลกระทบรุนแรงต่อเศรษฐกิจและตลาดการเงินทั่วโลก ทำให้เกิดการล็อกดาวน์ในหลายประเทศและตลาดหุ้นทั่วโลกร่วงลงอย่างรุนแรง

9. Recession (ภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจ)

Recession หรือภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจ คือช่วงเวลาที่กิจกรรมทางเศรษฐกิจลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยทั่วไปนิยามว่าเป็นช่วงที่ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ลดลงติดต่อกันอย่างน้อย 2 ไตรมาส

ลักษณะของ Recession:
– การเติบโตทางเศรษฐกิจติดลบ
– อัตราการว่างงานเพิ่มสูงขึ้น
– การใช้จ่ายของผู้บริโภคและการลงทุนของภาคธุรกิจลดลง

ผลกระทบของ Recession ต่อการลงทุน:
– ตลาดหุ้นมักปรับตัวลดลง
– บริษัทหลายแห่งอาจมีผลประกอบการแย่ลงหรือขาดทุน
– อัตราดอกเบี้ยมักลดลงเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ

การรับมือกับ Recession:
– เน้นลงทุนในบริษัทที่มีฐานะการเงินแข็งแกร่ง
– พิจารณาลงทุนในสินทรัพย์ปลอดภัย เช่น พันธบัตรรัฐบาล
– มองหาโอกาสลงทุนในราคาที่ถูกลงสำหรับการลงทุนระยะยาว

ตัวอย่าง: ในช่วงวิกฤติการเงินโลกปี 2008-2009 เกิด Recession ครั้งใหญ่ที่เรียกว่า “The Great Recession” ส่งผลให้เศรษฐกิจทั่วโลกหดตัวอย่างรุนแรง และตลาดหุ้นทั่วโลกปรับตัวลดลงมากกว่า 50%

10. Deflation (ภาวะเงินฝืด)

Deflation หรือภาวะเงินฝืด คือสภาวะที่ระดับราคาสินค้าและบริการโดยทั่วไปลดลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งอาจส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจและการลงทุนในระยะยาว

ลักษณะของ Deflation:
– ราคาสินค้าและบริการลดลงอย่างต่อเนื่อง
– อำนาจซื้อของเงินเพิ่มขึ้น
– การใช้จ่ายและการลงทุนชะลอตัวเนื่องจากคาดว่าราคาจะลดลงอีกในอนาคต

ผลกระทบของ Deflation ต่อการลงทุน:
– มูลค่าของหนี้ที่เป็นตัวเงินเพิ่มขึ้นในแง่ของอำนาจซื้อ
– ผลตอบแทนจากการลงทุนอาจลดลงเมื่อเทียบกับอำนาจซื้อที่เพิ่มขึ้น
– บริษัทอาจมีกำไรลดลงเนื่องจากราคาขายลดลง

การรับมือกับ Deflation:
– พิจารณาลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลระยะยาว
– ระมัดระวังการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีหนี้สินสูง
– มองหาบริษัทที่มีอำนาจในการกำหนดราคา

ตัวอย่าง: ประเทศญี่ปุ่นเผชิญกับภาวะ Deflation ยาวนานนับทศวรรษตั้งแต่ช่วงปลายทศวรรษ 1990 ส่งผลให้การเติบโตทางเศรษฐกิจชะลอตัวและตลาดหุ้นญี่ปุ่นมีผลตอบแทนต่ำเป็นเวลานาน

การเรียนรู้ศัพท์เหล่านี้จะช่วยให้คุณเข้าใจสถานการณ์ตลาดในช่วงวิกฤตได้ดียิ่งขึ้น!  อย่างไรก็ตาม การลงทุนในช่วงตลาดผันผวนหรือวิกฤติมีความเสี่ยงสูง คุณควรศึกษาข้อมูลให้ดีและพิจารณาความเหมาะสมกับเป้าหมายทางการเงินของคุณก่อนตัดสินใจลงทุนเสมอ

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ตลาดหุ้นไทยดิ่ง นักลงทุน