วิเคราะห์ศักยภาพเซลฟริดเจส ทำไมกลุ่มเซ็นทรัลตัดสินใจอัดฉีดเพิ่ม
กลุ่มเซลฟริดเจส เจ้าของเครือข่ายห้างหรูในยุโรปมีศักยภาพแค่ไหน ทำไม กลุ่มเซ็นทรัลจึงตัดสินใจอัดฉีดเงินเพิ่มให้อย่างต่อเนื่อง
วันที่ 9 ตุลาคม 2567 การผนึกกำลังของ กลุ่มเซ็นทรัล กับ กองทุนความมั่งคั่งแห่งซาอุดีอาระเบียหรือ PIF เพื่อร่วมกันอัดฉีดเงินลงทุนก้อนใหม่แก่กลุ่มเซลฟริดเจส นับเป็นความเคลื่อนไหวล่าสุดของยักษ์ค้าปลีกสัญชาติไทยที่ตัดสินใจใส่เม็ดเงินลงในเชนห้างสรรพสินค้าหรูรายนี้
หลังก่อนหน้านี้ ยักษ์ค้าปลีกสัญชาติไทยเคยให้เซลฟริดเจส กู้เงินอย่างน้อย 2 ครั้ง โดยครั้งล่าสุดคือ เมื่อปลายปี 2566 ซึ่งกลุ่มเซ็นทรัลให้กลุ่มเซลฟริดเจส กู้เงินจำนวน 27.3 ล้านปอนด์ เพื่อใช้ชำระดอกเบี้ยเงินกู้ที่ครบกำหนดในเดือนพฤศจิกายน 2566 พร้อมให้ชำระหนี้ก้อนนี้คืนในรูปแบบหุ้น
ส่วนครั้งก่อนหน้าเกิดขึ้นในเดือนสิงหาคม ปี 2566 ด้วยมูลค่า 360 ล้านยูโร ซึ่งให้ชำระคืนเป็นหุ้นเช่นเดียวกัน จนเงินกู้ก้อนนี้ทำให้กลุ่มเซ็นทรัลกลายเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของเซลฟริดเจสในเวลาต่อมา
ครองเครือข่าย 18 ห้างหรู ใน 3 ประเทศ
กลุ่มเซลฟริดเจสประกอบด้วยกลุ่มห้างสรรพสินค้าหรูยุโรป มี 4 แบรนด์ ใน 3 ประเทศ รวม 18 สาขา ได้แก่
สหราชอาณาจักร 4 สาขา
- เซลฟริดเจส (Selfridges)
- สาขาถนนออกซ์ฟอร์ด ลอนดอน
- สาขาแมนเชสเตอร์ เอ็กซ์เชนจ์ สแควร์
- สาขาแทรฟฟอร์ดเซ็นเตอร์
- สาขาเบอร์มิงแฮม

ไอร์แลนด์ 2 แบรนด์ 7 สาขา
- บราวน์โทมัส (Brown Thomas)
- สาขาถนนกราฟตัน ดับลิน
- สาขาดันดรัม
- สาขาคอร์ก
- สาขากัลเวย์
- สาขาลิเมอริก
- บีที 2 แบลนชาร์ดสทาวน์

- อาร์นอตส์ (Arnotts)
- สาขานอร์ธไซด์ ดับลิน

ประเทศเนเธอร์แลนด์ 7 สาขา
- ดี แบนคอร์ฟ (de Bijenkorf)
- สาขาอัมสเตอร์ดัม
- สาขากรุงเฮก
- สาขารอตเตอร์ดัม
- สาขาไอนด์โฮเฟ่น
- สาขายูเทรคท์
- สาขาอัมสเทลวีน
- สาขามาสทริชท์

นอกจากนี้ยังมี แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซและบริการในรูปแบบออมนิแชนเนล (Omnichannel) อีกด้วย
สร้างรายได้ 1.25 แสนล้านบาท
นอกจากการมีสาขาในหลายพื้นที่ของหลายประเทศ และชื่อเสียงในวงการค้าปลีกยุโรปแล้ว ห้างสรรพสินค้าของกลุ่มเซลฟริดเจส ยังได้รับการอัพเกรดต่อเนื่องหลังกลุ่มเซ็นทรัลเข้ามาร่วมบริหารในปี 2565
การอัพเกรดดังกล่าว อาทิ การปรับโฉมล่าสุดของ Selfridges Beauty Hall สาขาถนนออกซ์ฟอร์ด ให้กลายเป็น “Beauty Destination of the Future” ที่ผสานนวัตกรรมและบริการล้ำสมัยเข้ากับความหรูหรา หรือการปรับปรุง และเพิ่มพื้นที่จำหน่ายสินค้าแบรนด์หรูที่ชั้น G ห้างบราวน์ โทมัส กรุงดับบลิน และแผนกสินค้าชาย ห้างดี แบนคอร์ฟ กรุงอัมสเตอร์ดัม เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์เหล่าเซเลบริตี้และนักช็อป
โดยในปีที่ผ่านมากลุ่มเซลฟริดเจสสร้างยอดขายได้กว่า 2,800 ล้านปอนด์ หรือกว่า 125,000 ล้านบาท
เชื่อมโยงอาณาจักรค้าปลีกภาคพื้นยุโรป
กลุ่มเซลฟริดเจส เป็นเพียงส่วนหนึ่งของอาณาจักรค้าปลีกในยุโรปที่กลุ่มเซ็นทรัลและบริษัทในเครือเข้าลงทุน ซึ่งเมื่อรวมทั้งหมดแล้วจะมีเครือข่ายห้างสรรพสินค้า 40 สาขา ใน 34 เมืองท่องเที่ยวของ 7 ประเทศ
โดยนอกจากห้างในกลุ่มเซลฟริดเจสแล้ว ยังมีห้างสรรพสินค้าในประเทศอื่น ๆ เช่น เยอรมนีมี ห้างสรรพสินค้าคาเดเว (KaDeWe) กรุงเบอร์ลิน, โอเบอร์โพลลิงเกอร์ (Oberpollinger) เมืองมิวนิก และอัลสแตร์เฮ้าส์ (Alsterhaus) เมืองฮัมบูร์ก ส่วนเดนมาร์กมี ห้างสรรพสินค้าอิลลุม (Illum) ด้านสวิตเซอร์แลนด์มี ห้างสรรพสินค้าโกลบุส (Globus) และ โกลบุสฟู้ดฮอลล์ (Globus Food Hall)
สำหรับในอิตาลี เป็นการลงทุนโดย เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ CRC เป็นเจ้าของ 100% ของบริษัทผู้บริหารห้างสรรพสินค้ารีนาเซนเตทั้ง 9 สาขา
ทศ จิราธิวัฒน์ ประธานกรรมการบริหาร กลุ่มเซ็นทรัล ย้ำความเชื่อมั่นว่า การลงทุนในยุโรปเป็นส่วนสำคัญในการประสานความร่วมมือในระดับภูมิภาค ที่เชื่อมต่อโลกค้าปลีกของกลุ่มเซ็นทรัลให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้นและตอกย้ำความเป็นผู้นำระดับโลกในธุรกิจห้างสรรพสินค้าหรูของกลุ่มเซ็นทรัล
พันธมิตรมากประสบการณ์
นอกจากตัวธุรกิจของกลุ่มเซลฟริดเจส กลุ่มเซ็นทรัลยังได้พันธมิตรรายใหม่ อย่าง PIF หรือกองทุนเพื่อการลงทุนสาธารณะของประเทศซาอุดีอาระเบียภายใต้การกำกับดูแลของรัฐบาลซาอุดีอาระเบีย ซึ่งเป็นหนึ่งในกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก และมีประสบการณ์ลงทุนในอุตสาหกรรมต่าง ๆ มาตั้งแต่ปี 2560
โดยช่วงกว่า 8 ปีที่ผ่านมา PIF ได้ร่วมก่อตั้งบริษัทไปแล้ว 95 แห่ง และอัดฉีดเม็ดเงินลงทุนให้กับท้องถิ่นต่าง ๆ ไม่ต่ำกว่า 150,000 ล้านริยาล หรือกว่า 1.5 ล้านล้านบาท
ประธานกรรมการบริหาร กลุ่มเซ็นทรัล ยืนยันว่า PIF คือพันธมิตรที่บริษัทเลือกให้มาร่วมขับเคลื่อนธุรกิจนี้ จากความเชื่อมั่นในประสบการณ์การลงทุนระดับโลกของ PIF ซึ่งเมื่อผสานกับประสบการณ์และความชำนาญของกลุ่มเซ็นทรัลในธุรกิจค้าปลีกระดับลักเซอรี่ ทั้งด้านการบริหารจัดการสินค้าและการริเริ่มนวัตกรรมใหม่ ๆ
ความร่วมมือนี้จะทำให้ธุรกิจของกลุ่มเซลฟริดเจสเติบโตอย่างแข็งแกร่ง และ สร้างผลตอบแทนที่ยั่งยืนให้กับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง
ทั้งนี้หากดีลความร่วมมือนี้เสร็จสมบูรณ์ หลังการอนุมัติตามขั้นตอนทางกฎหมายที่เกี่ยวข้อง กลุ่มเซ็นทรัลจะถือหุ้นกลุ่มเซลฟริดเจสในสัดส่วนร้อยละ 60 และ PIF ถือในส่วนที่เหลือร้อยละ 40 พร้อมร่วมกันอัดฉีดเงินลงทุนก้อนใหม่ให้กับกลุ่มเซลฟริดเจส เพื่อเสริมความแข็งแกร่งทางการเงิน และการต่อยอดธุรกิจของกลุ่มเซลฟริดเจสในอนาคต