‘มีชัยพัฒนา’ โรงเรียนไม้ไผ่ เรียนรู้ชีวิต เพื่อชุมชนที่ยั่งยืน
โรงเรียนมีชัยพัฒนา หรือโรงเรียนไม้ไผ่ (Meechai Bamboo School) โรงเรียนทางเลือกใหม่ ในอำเภอลำปลายมาศ จังหวัดบุรีรัมย์ เปิดดำเนินการมาเป็นปีที่ 15 แล้ว โดยทำหน้าที่เชื่อมโยง “โรงเรียน” เข้ากับ “ชุมชน” รายรอบ
ด้วยเป้าหมายให้โรงเรียนแห่งนี้เป็น “แหล่งเรียนรู้ตลอดชีวิต” ทั้งมีบทบาทในการพัฒนาคุณภาพชีวิต และสร้างรายได้ให้กับทุกคน ภายใต้ห่วงโซ่ของคุณค่า
ทั้งการสร้างอาชีพ สร้างความมั่นคงทางอาหาร และยกระดับคุณภาพชีวิตชุมชน ส่งเสริมให้นักเรียนเรียนรู้ภาษามือ สอนนักเรียนตาบอดปลูกผักสวนครัว ตามภารกิจท้าทายของ UN ที่ประกาศว่า การศึกษาต้องมุ่งไปสู่การสร้างพลเมือง (Civic Education for All)
ทางโรงเรียนจึงเน้นการบริหารจัดการ โดยคำนึงถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อสิ่งแวดล้อมทุกมิติ เช่น การออกแบบอาคารภายในโรงเรียนที่ทำจากไม้ไผ่ การสร้างผู้เรียนให้เป็นพลเมืองที่ดีต่อประเทศชาติ รวมถึงการตระหนักรู้ในเรื่องของการแบ่งปัน
ที่สำคัญ นักเรียนทุกคนต้องทดลองนั่งรถเข็นวีลแชร์เป็นเวลา 1 วันต่อ 1 เดือน เพื่อใหมีประสบการณ์ตรงในการใช้ชีวิตบนรถเข็นวีลแชร์ อันจะนำไปสู่ความรู้สึกการเห็นอกเห็นใจ และให้การช่วยเหลือผู้ที่ด้อยโอกาสในสังคม

นายชัยวัฒน์ อินทมาต หรือ “น้องอ๋อง” นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 บอกเล่าว่า มีชัยพัฒนาเป็นโรงเรียนประจำ และเป็นโรงเรียนเอกชน 100% โดยมี นายมีชัย วีระไวทยะ เป็นผู้อำนวยการและบูรณาการให้เด็กนักเรียนหรือเยาวชนคนรุ่นใหม่ได้ฝึกพัฒนาตัวเอง พัฒนาชุมชน และพัฒนาสังคม ควบคู่กันไป
“ผมชอบวิชาเกษตรครับ เพราะผมเกิดมาก็เห็นครอบครัวทำอาชีพเกษตร แล้วโรงเรียนของเราก็ไม่ได้ใช้โทรศัพท์มือถือหรือสมาร์ทโฟน การเรียนการสอนจะมีการประยุกต์ใช้บางส่วน โดยมีคุณครูที่เชี่ยวชาญทางเกษตรเข้ามาสอน แล้วมีการฝึกอบรม เรื่องการปลูกพืชประจำฤดู ฯลฯ”
ซึ่งผักที่ปลูกจากวิชาเกษตรจะนำมาบริโภคและนำไปจำหน่ายเป็นรายได้ เนื่องจากโรงเรียนได้ตั้งนโยบายไว้ว่า “โรงเรียนแห่งการพัฒนาชุมชนที่ยั่งยืน” และ “เป็นแหล่งเรียนรู้ตลอดชีวิต” จึงมีความต้องการให้กลุ่มเป้าหมาย หรือกลุ่มคนผู้สูงอายุ ถูกพัฒนาโดยเยาวชน เลยมีการตั้งเป้าหมายให้ผู้คนเหล่านั้นได้รับของที่ดี มีคุณประโยชน์
นอกจากนี้ยังมีเรื่องของปศุสัตว์ เช่น ที่โรงเรียนไม่ได้มีการใช้ปุ๋ยที่มีสารเคมี แต่ใช้ปุ๋ยอินทรีย์โดยเฉพาะ ซึ่งเป็นปุ๋ยที่มาจากการนำวัวไปกินหญ้าเนเปียร์ที่ทางโรงเรียนได้ปลูกไว้ และนำมูลมาทำปุ๋ยชีวภาพจากการเลี้ยงไส้เดือน หรือปุ๋ยหมัก
นายชัยวัฒน์กล่าวอีกว่า ทางโรงเรียนมีการใช้โซลาร์เซลล์เป็นพลังงานหลัก ซึ่งได้มาจากการติดตั้งบนหลังคาโรงจอดรถ และยังมีอาคารไม้ไผ่ที่มีความปลอดโปร่ง ลมเข้า-ออกได้ตลอดทุกฤดู จึงไม่จำเป็นต้องติดเครื่องปรับอากาศในทุก ๆ อาคาร
ส่วนไม้ไผ่ที่นำมาใช้ก่อสร้างโรงเรียนนั้นเป็น “ไม้ไผ่ยักษ์” ที่ได้มาจากภาคเหนือ โดยนำมาใช้ก่อสร้างโดมเมรุสโมสร หรือโดมไม้ไผ่ที่ใหญ่ที่สุดในโลก และใช้ก่อสร้างอาคารเรียนด้วยเช่นกัน
“การเรียนการสอนของโรงเรียนจะเน้นตามหลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการ 8 รายวิชาการศึกษา แต่มีบวกเพิ่มมา 2 วิชา เกี่ยวกับทฤษฎีการเกษตร และพัฒนาธุรกิจเพื่อสังคม มีการให้เด็กนักเรียนลงปฏิบัติจริง กับทำเกษตรควบคู่ไปกับทฤษฎี เป็นการนำพาไปสู่ผลลัพธ์ผลสำเร็จได้ด้วย” น้องอ๋องกล่าวปิดท้าย
ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” รายงานว่า ด้วยแนวคิดที่เชื่อว่า ประเทศไทยมีโรงเรียน 32,000 แห่ง และล้อมรอบด้วย 76,000 หมู่บ้าน โรงเรียนมีที่ดิน มีอาคาร มีน้ำ มีไฟ มีครู มีผู้ปกครอง มีชุมชน และชาวบ้านล้วนมีความผูกพันกับโรงเรียนมากกว่ากับหน่วยงานอื่น ๆ จึงปักหมุดให้ “โรงเรียน” เป็นศูนย์กลางในการพัฒนา
จึงมุ่งสร้างการพัฒนาที่ยั่งยืน ผ่าน “บวรร” ได้แก่ บ้าน วัด โรงเรียน โรงพยาบาล ผ่านโรงเรียนที่มีผัก ผลไม้ ที่ปลอดภัย สามารถบริโภคได้สนิทใจ โดยนักเรียนต่างเรียนรู้จากการลงมือทำ มีทักษะชีวิต และทักษะอาชีพติดตัว
ที่น่าสนใจ นักเรียนของโรงเรียนมีชัยพัฒนาสามารถลงมือทำธุรกิจได้จริง ด้วยการสร้างรายได้ มีเงินออม และนักเรียนได้เรียนรู้เรื่องการดูแลผู้สูงอายุในเบื้องต้นด้วย
โดยบูรณาการร่วมกับวัด เพื่อดึงชุมชนมามีส่วนร่วมในการสร้างชุมชนที่แข็งแกร่ง มีพื้นที่สำหรับผู้สูงอายุในการปลูกผักและจำหน่ายในตลาดทั่วไป ตลอดจนสร้างงานสร้างรายได้ให้กับชุมชนในวันนี้และอนาคต
ในแง่ของชุมชนและผู้สูงอายุ สามารถสร้างรายได้ มีเงินออมเพิ่มขึ้น ทั้งลดค่าใช้จ่าย ลดภาระครอบครัว ส่วนผู้สูงอายุมีอาหารปลอดสารเคมี มีผัก ผลไม้บริโภคได้ตลอดเวลา มีสุขภาพชีวิตดีขึ้น มีปฏิสัมพันธ์ ได้ออกกำลังกาย ส่งผลให้มีสุขภาพดีขึ้นเป็นลำดับ พร้อมทั้งบูรณาการร่วมกับโรงพยาบาล ต่อยอดโครงการโดยใช้งบประมาณเดิม
ซึ่งผู้รับผลประโยชน์โดยตรง คือ นักเรียน และเยาวชน ที่ได้เรียนรู้ในการเริ่มต้นทำธุรกิจ เป็นการเพิ่มคุณค่าทางเศรษฐกิจ สร้างชุมชนที่แข็งแกร่ง เพิ่มแรงงานที่มีคุณภาพสำหรับอนาคต ลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและการศึกษา สร้างงาน สร้างรายได้ให้ชุมชน
ไม่ต้องทิ้งครอบครัวเพื่อย้ายเข้าเมืองหางานทำ เป็นการรักษาและสร้างสถาบันครอบครัวให้แข็งแรง ลดปัญหาทางสังคมที่ยั่งยืนแบบทำได้จริง