เงินฝาก ดอกเบี้ย
ห้องค้ากสิกรไทย ชี้ยังมีโอกาสที่ กนง. อาจต้องตัดสินใจลดดอกเบี้ยอีกครั้งในเดือน ธ.ค.นี้ หลังจากล่าสุดเพิ่งปรับลดดอกเบี้ยลงเร็วกว่าที่คาด
วันที่ 19 ตุลาคม 2567 นายกอบสิทธิ์ ศิลปชัย ผู้บริหารงานวิจัยเศรษฐกิจและตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า ห้องค้ากสิกรไทย คาดการณ์ว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีแนวโน้มจะยังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ก่อนในการประชุมเดือนธันวาคม เนื่องจากแนวโน้มเศรษฐกิจและเงินเฟ้อมีแนวโน้มดำเนินไปตามที่คาดการณ์ ทำให้อัตราดอกเบี้ยจะยังอยู่ที่ 2.25% ณ สิ้นปีนี้
ทั้งนี้ ประเมินว่า กนง. มีโอกาสลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมอีกครั้งในช่วงไตรมาสที่ 1 ของปี 2025 (พ.ศ.2568) ทำให้อัตราดอกเบี้ยจะอยู่ที่ 2.00% ในวงจรนี้ โดยเฉพาะหากการเติบโตของสินเชื่ออยู่ในทิศทางชะลอลง ท่ามกลางการฟื้นตัวต่อเนื่องของเศรษฐกิจและเงินเฟ้อ โดยห้องค้ากสิกรไทย ประเมินการปรับลดดอกเบี้ยของ กนง. จะเป็นเพียงการปรับฐาน (Recalibration) มากกว่าการเข้าสู่วงจรการลดดอกเบี้ยต่อเนื่องแบบธนาคารกลางอื่น (Easing cycle) ส่วนหนึ่งเนื่องจากดอกเบี้ยไทยไม่ได้ขยับขึ้นมาเยอะและยังต่ำกว่าประเทศอื่น ๆ อยู่มาก
อย่างไรก็ดี ห้องค้ากสิกรไทย ประเมินว่า มี 2 ปัจจัยสำคัญที่ต้องจับตาและอาจทำให้ กนง. กลับมาปรับลดอัตราดอกเบี้ยต่อเนื่องในเดือนธันวาคม ได้แก่
1.ความเสี่ยงด้านอุทกภัยในไทยที่หากรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะหากเห็นผลกระทบชัดเจนในจีดีพีไตรมาสที่ 3 ปีนี้ ซึ่งจะทราบผลในเดือนพฤศจิกายนนี้ และอาจกดดันให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อาจต้องลดดอกเบี้ยต่อเนื่องในเดือนธันวาคมนี้ได้
2.การปรับกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อ จากระดับปัจจุบันที่ 1-3% ซึ่งรัฐบาลมีแผนที่จะหารือกับ ธปท. ซึ่งหากมีการปรับกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อ ก็ยิ่งหนุนโอกาสการลดดอกเบี้ยต่อไป
“เราประเมินว่า กนง. ตัดสินใจลดดอกเบี้ยเร็วกว่าที่เราคาดไว้ เนื่องจากแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นได้เปลี่ยนใจสมาชิกอีก 4 ท่าน นอกเหนือ จากสมาชิกท่านหนึ่งที่เรียกร้องให้ลดดอกเบี้ยในการประชุมที่ผ่าน ๆ มา โดยเฉพาะแรงกดดันจากการลดดอกเบี้ยของเฟด (ธนาคารกลางสหรัฐ) 50bps ทำให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นมากเกินไปและตามการคำนวณของเรา พบว่า ค่าเงินบาทปัจจุบันแข็งค่าเกินจริง (Overvalued) ประมาณ 1% ทำให้ภาวะทางการเงินตึงตัว โดยเฉพาะในกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมต่างประเทศ เช่น การส่งออกและการท่องเที่ยว โดยในเดือน พ.ย.ถึง ม.ค. เป็นฤดูกาลท่องเที่ยวของไทย ดังนั้น ค่าเงินบาทที่แข็งค่าเกินจริงไป จะส่งผลกระทบต่อการเติบโตของเศรษฐกิจและมีแนวโน้มทำให้ภาวะเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับต่ำอยู่แล้วชะลอตัวลงได้อีก”