จับตา “ทิศทาง”
คอลัมน์ : สามัญสำนึก ผู้เขียน : วรศักดิ์ ประยูรศุข
รัฐบาลที่มีพรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำ กำลังเดินทางผ่านสถานการณ์ไม่ง่ายอีกครั้ง
นับแต่ตั้งพรรคมา การเป็นรัฐบาลครั้งนี้ เป็นสถานการณ์ที่แตกต่างออกไป
แรกทีเดียวใช้ชื่อไทยรักไทย ลงเลือกตั้งครั้งแรกเมื่อปี 2544 ชนะเลือกตั้งขาดลอย ได้จัดตั้งรัฐบาลและบริหารงานอย่างไม่ต้องกังวลกับเสถียรภาพมากนัก
ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาล 2544, 2548, 2550 และ 2554
ส่วน 2562 ชนะเลือกตั้งได้เสียงมากสุด แต่ไม่ได้เป็นรัฐบาล
ครั้งนี้เลือกตั้ง 2566 เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ท่ามกลางสถานการณ์ที่เกิดการล็อกขั้ว
เริ่มจากรัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน ก่อนพ้นไป เป็นรัฐบาล น.ส.แพทองธาร ชินวัตร มารับหน้าที่แทน
ด้วยจำนวนคะแนนเสียง เพื่อไทยเป็นเบอร์ 1 ในภาครัฐบาล รองลงไปคือภูมิใจไทย
มี สส.เกิน 100 คน ถือว่าเป็นพรรคใหญ่ แต่การเมืองหลังจากรัฐประหาร 2557 อยู่ในกรอบที่ตีไว้อย่างเข้มข้นของรัฐธรรมนูญ 2560
การทำงานของรัฐบาลจากพรรคการเมืองจึงไม่ราบรื่นนัก เห็นได้จากการผลักดันนโยบายต่าง ๆ ในยุครัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน
นายกฯ เศรษฐาพ้นไป นายกฯ แพทองธารมารับช่วง หลาย ๆ เรื่องทำต่อได้เลยอย่างไร้รอยต่อ อาทิ ดิจิทัล วอลเลต ที่ปรับมาแจกเงินสดในรอบแรก
แต่อีกหลายเรื่องต้องพบอุปสรรคพอสมควร โดยเฉพาะนโยบายการเมือง
นโยบายการเมือง ได้แก่ การปรับปรุงกฎหมายให้เป็นประชาธิปไตย การแก้ไข ยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ โดยใช้องค์กรที่มาจากประชาชน คือสภาร่างรัฐธรรมนูญ
นโยบายนี้พูดกันมานาน เหมือนจะง่ายแต่ไม่ง่าย รัฐบาลเพื่อไทยประกาศนโยบายนี้ร่วมกับหลายพรรค และมีผลตามมาอย่างที่เห็น
นายกฯอิ๊งค์ เพิ่งรับตำแหน่งเมื่อเดือน ส.ค. กลายเป็น “ผู้ถูกร้อง” ไปแล้วถึงกว่า 20 เรื่อง
คำร้องล่าสุดให้ยุบพรรคเพื่อไทยและพรรคร่วมรัฐบาล จากข้อกล่าวหาว่าปล่อยให้อดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร ครอบงำพรรค
เลขาธิการ กกต.เห็นว่ามีมูล สั่งสอบต่อก่อนส่งให้ กกต.ชุดใหญ่
เหตุการณ์ข้างหน้าดูจะผันผวนอย่างไม่ธรรมดา
สำหรับพรรครัฐบาล นอกจากพรรคเพื่อไทย อีกพรรคที่มีความเข้มแข็งขึ้นมาภายหลังการเลือก สว.ชุดใหม่ ก็คือพรรคภูมิใจไทย
จำนวน สส.อาจไม่มากเท่าเพื่อไทย แต่ก็ถือว่ามีพลัง มีความสำคัญไม่แพ้กัน
เมื่อเร็ว ๆ นี้ ในกระบวนการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประชามติ ซึ่งเป็นด่านแรกของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ขั้นตอนไปถึงวุฒิสภา และเกิดการโหวตที่ทำให้กฎหมายต้องล่าช้าออกไป ส่งผลต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญ
พรรคภูมิใจไทยได้แสดงจุดยืนเกี่ยวกับการร่าง พ.ร.บ.ประชามติ ในแนวทางที่สอดคล้องกับ สว. และต่างไปจากพรรคเพื่อไทย
มีคำถามเกิดขึ้นว่า ความแตกต่างทางความคิดของ 2 พรรคหลักในรัฐบาลอย่างเพื่อไทยและภูมิใจไทย จะนำไปสู่อะไร
ถ้าเป็นเรื่องของการแก้ไข หรือยกร่างรัฐธรรมนูญ คงล่าช้าออกไป หรือสุดท้ายอาจไม่บรรลุเป้าหมาย
ภายในพรรครัฐบาลคงต้องนั่งคุยกันในเรื่องนี้ ว่าจะประนีประนอมกันอย่างไร
เชื่อว่าน่าจะหาทางออกไม่ยาก เพราะระดับซีเนียร์มีการพบปะพูดคุยกัน และจะนัดคุยกันอีกก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้
เพราะถ้าปล่อยไว้ยาว ๆ จะกลายเป็นความเปราะบางระหว่างกัน
จากหลาย ๆ ปัจจัย ทั้งภายในและภายนอก ปัญหาคดีความ, นโยบาย ที่มาบรรจบกันในระยะนี้
ทำให้การเมืองมาถึงจุดที่ต้องจับตามองกันเป็นรายพรรคอีกครั้ง
ว่าจะยังเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกันหรือไม่