คอลัมน์ : สัมภาษณ์
นับเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญอีกครั้งเมื่อ “แคปปิตอล เอ” และกลุ่มสายการบิน “แอร์เอเชีย” ประกาศแยกธุรกิจการบินแบบเดิมออกจากธุรกิจบริการสนับสนุนการบิน โดย “แคปปิตอล เอ” จะมุ่งไปที่การพัฒนาบริการการบินและธุรกิจดิจิทัลที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีและสนับสนุนธุรกิจการบิน ขณะที่ “แอร์เอเชีย” จะโฟกัสในธุรกิจสายการบิน
“โทนี่ เฟอร์นานเดส” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร แคปปิตอล เอ (Capital A) บริษัทแม่ของกลุ่มสายการบินแอร์เอเชีย ให้สัมภาษณ์ถึงทิศทางการดำเนินงานของกลุ่มแอร์เอเชียหลังจากนี้ ไว้ดังนี้
จมวิกฤตโควิด 5 ปี
“โทนี่” ย้อนให้ฟังว่า สถานการณ์ในปี 2019 ทุกอย่างค่อนข้างราบรื่น เต็มไปด้วยการแข่งขันอันบ้าคลั่ง ค่าโดยสารที่ต่ำ ค่าเงินก็ถูก จนกระทั่งโควิด-19 ระบาด และต้องอยู่กับโควิด มานานถึง 5 ปีแล้ว (2020-2024)
“สำหรับผมปี 2024 ยังถือว่าอยู่ในช่วงโควิดอยู่ เพราะว่าเครื่องบินของเรายังกลับมาบินไม่หมด เฉพาะในเดือนมกราคม 2025 เรามีเครื่องบินกลับมาดำเนินการเพียงแค่ 250 ลำเท่านั้น”
โดยแอร์เอเชียไม่ได้ทำการบินระหว่างโควิด-19 เลย ทำให้สูญเสียรายได้ถึง 10,000 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยที่ไม่ได้รับความช่วยเหลือจากรัฐบาลแม้แต่น้อย และต้องระดมเงินทุนกันเอง
“วันนี้แอร์เอเชียมีเครื่องบินเพียงแค่เกือบ 200 ลำเท่านั้นที่กลับมาดำเนินการตามปกติ แต่คาดว่าภายในเดือนมกราคม 2025 เครื่องบินทุกลำจะกลับมาดำเนินการครบทั้งหมด”
Air Asia Group
“โทนี่” บอกว่า ปัจจุบันแอร์เอเชียกำลังปรับโครงสร้างองค์กร หลังจากที่กลุ่มแอร์เอเชียตั้ง Capital A เป็นบริษัทการบินขึ้นมาในช่วงโควิด-19 และตั้งอีก 4 บริษัท ล่าสุดผู้ถือหุ้นของ Capital A อนุมัติให้เสนอขายกิจการการบินให้กับ Air Asia X ทำให้เกิดบริษัทใหม่ชื่อว่า Air Asia Group
โดย Air Asia Group ประกอบด้วย 7 สายการบิน ได้แก่ 1.Air Asia Thailand 2.Air Asia Indonesia 3.Air Asia Philippines 4.Air Asia Cambodia 5.Air Asia Malaysia 6.Air Asia X และ 7.Thai Air Asia X
ส่วน Capital A จะประกอบด้วย 4 บริษัทย่อย คือ 1.Capital A Aviation Services (CAPAS) สร้างมูลค่าผ่านการให้บริการซ่อมบำรุงและปรับปรุงเครื่องบิน (MRO) 2.MOVE Digital นำเสนอนวัตกรรมในการเดินทางและฟินเทค ผ่านแอร์เอเชีย มูฟ และบิ๊กเพย์ 3.teleport บริษัทโลจิสติกส์ และ 4.บริษัท Brand AA บริหารจัดการแบรนด์แอร์เอเชียที่ได้รับการยอมรับทั่วโลก
เรียกว่าหลังจากปรับโครงสร้างธุรกิจ จะมี 2 กรุ๊ปที่มีคุณูปการต่อเศรษฐกิจไทย ได้แก่ Capital A กับ Air Asia X ที่รีแบรนด์ใหม่เป็น Air Asia Group
ทั้งนี้ ในมาเลเซีย กลุ่มแอร์เอเชียจะรวม Air Asia X เข้ากับ Air Asia และไม่มี Air Asia X อีกต่อไป (ยังอยู่ในขั้นตอนเจรจา)
“Airbus ให้เครื่องบินลำใหม่แก่เรา คือ รุ่น A321 Long Range (A321 LR) และ A321 XLR ทำให้เราบินได้ไกลขึ้นกว่าเดิม จากจุดเริ่มต้นที่กัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย เราสามารถบินไปจนถึงออสเตรเลีย”
ตั๋วถูก-กำไรมาก
สิ่งดี ๆ ที่จะเกิดขึ้นคือ ค่าตั๋วเครื่องบินจะถูกลงอย่างมาก ทำกำไรได้สูงขึ้น ขณะที่เครื่องบินลำตัวแคบ A321 LR นั้นทำให้สามารถเปิดเส้นทางจากเมืองรองสู่เมืองรองได้มากขึ้น และสามารถบินไปได้หลายที่มากขึ้น
เช่น จากภูเก็ต สามารถบินไปยังจีนได้ ซึ่งมีจุดหมายปลายทางถึง 22 แห่งให้เลือกไป หรือจากเชียงใหม่ไปทุกสนามบินในอินเดีย หรือสามารถพัฒนาให้เที่ยวบินจากเชียงใหม่ ภูเก็ต และหาดใหญ่ บินไปยังต่างประเทศได้มากขึ้น
“ด้วยเครื่องบินลำตัวแคบเราจึงไปได้มากขึ้น แถมยังถูกสำหรับเราอีกด้วย เนื่องจากเราเปิดจุดหมายปลายทาง 136 แห่งไว้เรียบร้อยแล้ว เพียงแค่ต่อจุดทั้งสองเข้าด้วยกัน เรามีสถานีที่ภูเก็ต และเสิ่นเจิ้นอยู่แล้ว การเพิ่มเส้นทางใหม่จึงมีต้นทุนที่ต่ำมากสำหรับเรา”
และนี่คือเหตุผล ว่าทำไมจึงสร้าง Air Asia Group อนาคตของ Air Asia Group คือใช้เครื่องบินลำตัวกว้างที่น้อยลง มีเครื่องบินลำตัวแคบที่มากขึ้น ซึ่งหมายความว่า ค่าตั๋วจะถูกลง และมีเที่ยวบินมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือทำกำไรได้มากขึ้น
รุกคาซัคฯ
“โทนี่” บอกด้วยว่า อีก 5 ปีต่อจากนี้จะเป็นช่วงเวลาที่น่าตื่นเต้นสำหรับ Air Asia เนื่องจากในภูมิภาคนี้มีผู้คนมากมาย แถมยังมีอัตราการเติบโตที่สูงมาก จีนกลับมาแล้วและสถานการณ์ค่อนข้างดี อินเดียก็ถือว่าดี อาเซียนยิ่งดีมาก ๆ มีคนมากมายเดินทางมายังอาเซียน คนไทยไปมาเลเซียมากขึ้น คนมาเลเซียก็มาเที่ยวไทย คนฟิลิปปินส์เที่ยวมาเลเซียและไทยมากขึ้น คนอินโดนีเซียมากรุงเทพฯ
ในมาเลเซีย แอร์เอเชียเพิ่งเริ่มเส้นทางบินไปยังคาซัคสถาน และมีแผนจะเปิดเส้นทางบินจากไทยไปยังมองโกเลียเร็ว ๆ นี้
“สาเหตุที่เราเริ่มที่คาซัคสถานเป็นเพราะเราสามารถดูหิมะในราคาถูกได้ที่คาซัคสถาน ถูกกว่าซัปโปโร ญี่ปุ่น สิบเท่า และผู้คนที่คาซัคสถานก็จะมาภูเก็ต หรือบาหลีได้เช่นกัน”
และในอนาคตก็จะไปให้หมดทุกสถานคือ อุซเบกิสถาน เติร์กเมนิสถาน คาซัคสถาน รวมถึงแอฟริกาด้วย โดยในเดือนพฤศจิกายนนี้จะเริ่มเส้นทางบินไปยังแอฟริกา ซึ่งจะเริ่มที่เคนยา จากนั้นไปแทนซาเนีย
“แอฟริกา” จะเป็นโอกาสใหญ่สำหรับแอร์เอเชีย เพราะปัจจุบันยังมีเที่ยวบินจากแอฟริกามาอาเซียนไม่มากนัก
“เราอยากจะไปอียิปต์ ตูนิเซีย โมร็อกโก แทนซาเนีย เคนยา แอฟริกาใต้ ทั่วชายฝั่งตะวันออก ส่วนฝั่งแอฟริกาตะวันตกยังต้องรอไปก่อน”
กลับมาโตอีกครั้งในปี 2025
พร้อมย้ำว่า วันนี้แอร์เอเชียมีความได้เปรียบอย่างมาก และจะกลับมาเติบโตอีกครั้งเพราะมีเครื่องบินรวม 400 ลำ ขณะที่รายอื่น ๆ ไม่สามารถหาซื้อเครื่องบินได้ ใครสั่งเครื่องบินจากแอร์บัสในวันนี้ต้องรอถึงปี 2031 กว่าจะได้เครื่องบินลำแรก
“เราจะกลับมาอยู่ระดับเดิมในเดือนมกราคม 2025 และเราจะเติบโตอีกครั้ง ผมหวังว่า ปี 2025 จะเป็นปีที่ดี และปี 2026 จะเป็นปีที่ยอดเยี่ยมของแอร์เอเชีย”
ขณะที่ประเทศไทยกำลังมีผู้โดยสารเพิ่มขึ้นจนมีเครื่องบินไม่เพียงพอ ซึ่งเป็นเรื่องที่ยอดเยี่ยมมาก และขณะนี้รัฐบาลก็กำลังดำเนินงานขยายสนามบิน ซึ่งเป็นจังหวะที่เหมาะสมมากสำหรับแอร์เอเชีย
สั่งซื้อเครื่องใหม่อีกเกือบ 400 ลำ
ซีอีโอแคปปิตอล เอ บริษัทแม่ของกลุ่มสายการบินแอร์เอเชียให้ข้อมูลอีกว่า กลุ่มแอร์เอเชียมียอดคำสั่งซื้อเครื่องบิน A321 Neo ทั้งหมด 361 ลำ A321 XLR Neo 15 ลำ และ A330 Neo 20 ลำ รวมเกือบ 400 ลำ โดยมีการส่งมอบเฉลี่ยต่อไปปีละ 10 ลำ ซึ่งเป็นจุดแข็งที่ทำให้ Air Asia มีข้อได้เปรียบ
“วันนี้เรามีจุดหมายปลายทางทั้งหมด 136 แห่ง 258 เส้นทางบิน นับเป็นการลงทุนที่ใหญ่มาก ในจำนวนนี้มี 92 จุดหมายปลายทางที่ไม่มีเจ้าอื่นบิน แต่เราจะขยายเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ”
ขณะเดียวกันยังสามารถเชื่อมต่อจุดแต่ละแห่งจาก 136 จุดหมายปลายทางด้วยเครื่องบินลำใหม่ แอร์เอเชียจะบินจากภูเก็ตไปยังที่ใดก็ได้ในอินเดีย รวมถึงทุกจุดหมายปลายทางในจีน สายการบินส่วนใหญ่จะบินไปยังปักกิ่งและเซี่ยงไฮ้ แต่แอร์เอเชียสามารถบินไปจีนได้ถึง 22 จุดหมายปลายทาง
หรือจากที่ก่อนหน้านี้ต้องเริ่มบินจากกรุงเทพฯ หรือกัวลาลัมเปอร์ แต่ตอนนี้สามารถบินจากเมืองเล็ก ๆ ไปยังปลายทางที่ต้องการได้มากขึ้น
นอกจากนี้ “แอร์เอเชีย” ยังได้รางวัล World’s Best Low-Cost Airline 15th ปีติดต่อกัน และยังเป็นสายการบินอันดับ 1 ในเรื่อง On Time Performance และมี Cancellation Rate ต่ำสุดในเอเชีย-แปซิฟิก