บาททรงตัว รอรับปัจจัยใหม่
เงินบาททรงตัว รอรับปัจจัยใหม่ ปิดตลาดที่ระดับ 33.85/86 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ CNN เปิดเผยผลสำรวจก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ โดนัลด์ ทรัมป์ และ คามาลา แฮร์ริส มีคะแนนเสียงเท่ากัน
ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพ รายงานว่า สภาวะการเคลื่อนไหวตลาดปริวรรตเนตราประจำวันจันทร์ที่ 28 ตุลาคม 2567 ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้าวันนี้ (28/10) ที่ระดับ 33.77/78 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ทรงตัวจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (25/10) ที่ระดับ 33.78/79 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
โดยผลสำรวจของมหาวิทยาลัยมิชิแกนระบุว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคสหรัฐปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 70.5 ในเดือน ต.ค. ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือน เม.ย. และสูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 68.9 จากระดับ 70.1 ในเดือน ก.ย. โดยได้แรงหนุนจากการที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ปรับลดอัตราดอกเบี้ย 0.50% ในเดือน ก.ย.
ดัชนีดอลลาร์ซึ่งเป็นดัชนีวัดความเคลื่อนไหวของดอลลาร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก 6 สกุลในตะกร้าเงิน เพิ่มขึ้น 0.19% แตะที่ 104.257 ดอลลาร์สหรัฐ แข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก และปรับตัวขึ้นเป็นสัปดาห์ที่ 4 ติดต่อกัน ในด้านการคาดการณ์เกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ยังคงไม่เปลี่ยนแปลงจากสัปดาห์ก่อนหน้า
ในด้านสถานการณ์การเลือกตั้งสหรัฐ สำนักข่าวซีเอ็นเอ็น (CNN) ได้เปิดเผยผลการสำรวจก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ ในวันที่ (5/11) นี้ระบุว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ผู้สมัครจากพรรครีพับลิกัน และคามาลา แฮร์ริส คู่แข่งจากพรรคเดโมแครต มีคะแนนเสียงเท่ากันที่ 47% ในกลุ่มผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่มีแนวโน้มจะออกมาลงคะแนน โดยในสัปดาห์นี้นักลงทุนจับตาการเปิดเผยข้อมูลผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ไตรมาส 3/2567 (ประมาณการเบื้อต้น) และข้อเสนอการจ้างงานของสหรัฐ
สำหรับปัจจัยภายในประเทศ สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ รายงานภาวะการค้าระหว่างประเทศของไทย เดือน ก.ย. 67 โดยการส่งออก มีมูลค่า 25,983 ล้านดอลลาร์ ขยายตัว 1.1% จากเดือนเดียวกันของปีก่อน จากที่ตลาดคาดโต 3% ส่วนการนำเข้า มีมูลคา 25,589 ล้านดอลลาร์ ขยายตัว 9.9% ส่งผลให้ในเดือน ก.ย.นี้ ไทยเกินดุลการค้า 394 ล้านดอลลาร์ โดยเป็นการเกินดุลการค้าต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2
ขณะที่มูลค่าการส่งออกของไทย ในช่วง 9 เดือนแรกปีนี้ (ม.ค.-ก.ย.) มีมูลค่ารวม 223,176 ล้านดอลลาร์ ขยายตัว 3.9% ส่วนการนำเข้า มีมูลค่าร่วม 229,132 ล้านดอลลาร์ ขยายตัว 5.5% โดยภาพรวมไทยยังคงขาดดุลการค้าที่ 5,956 ล้านดอลลาร์
ผู้อำนวยการ สนค.มั่นใจว่า การส่งออกของไทยในปีนี้ มีโอกาสจะโตเกินกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ที่ 2% ขณะที่มูลค่าการส่งออกทั้งปี ก็มีแนวโน้มจะทำ New High แตะที่ 290,000 ล้านดอลลาร์ จากในปี 65 ที่เคยทำ New High ไว้แล้วที่ 287,000 ล้านดอลลาร์ จากการขยายตัวได้อย่างต่อเนื่องในทุกกลุ่มสินค้า โดยสินค้าเกษตรขยายตัว 0.2% ที่มูลค่า 2,370 ล้านดอลลาร์ ขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3
สำหรับสินค้าสำคัญที่การส่งออกขยายตัวได้ดี เช่น ยางพารา, ข้าว และไก่แปรรูป สินค้าอุตสาหกรรมเกษตร ขยายตัว 7.8% ที่มูลค่า 1,973 ล้านดอลลาร์ โดยขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 สำหรับสินค้าสำคัญที่การส่งออกขยายตัวได้ดี เช่น ไขมันและน้ำมันจากพืชและสัตว์, อาหารสัตว์เลี้ยง อาหารทะเลกระป๋อง และแปรรูป และสินค้าอุตสาหกรรม ขยายตัว 2% ที่มูลค่า 20,831 ล้านดอลลาร์ โดยขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 6
สำหรับสินค้าสำคัญ ที่การส่งออกขยายตัวได้ดี เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ, เครื่องปรับอากาศ และส่วนประกอบ, ผลิตภัณฑ์ยาง, เครื่องจักรกล และส่วนประกอบ, เคมีภัณฑ์ ทั้งนี้ในระหว่างวันบาทเคลื่อนไหวในกรอบระหว่าง 33.75-33.84 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 33.85/86 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโรเปิดตลาดเช้าวันนี้ (28/10) ที่ระดับ 1.0795/96 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร อ่อนค่าขึ้นจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (25/10) ที่ระดับ 1.0826/27 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร จากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) คาดการณ์ว่า เศรษฐกิจของเยอรมนีจะไม่มีการเติบโตในปีนี้ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อแนวโน้มเศรษฐกิจของยูโรโซนโดยรวม ส่งผลให้นักลงทุนคาดการณ์ว่า ธนาคารกลางยุโรป (ECB) จะปรับอัตราดอกเบี้ยลงประมาณ 1.30% ภายในสิ้นปี 2568
ขณะที่คริสติ ลาการ์ด ประธาน ECB กล่าวว่า อัตราเงินเฟ้อในสหภาพยุโรปอาจลดลงสู่ 2% เร็วกว่าที่คาดไว้ก่อนหน้านี้ โดยค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวในกรอบระหว่าง 1.0780-1.0813 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดที่ระดับ 1.08/05 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร
สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยนเปิดตลาดเช้าวันนี้ (28/10) ที่ระดับ 153.52/53 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (25/9) ที่ระดับ 151.98/99 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ โดยพรรคเสรีประชาธิปไตย (LDP) พร้อมด้วยพรรคร่วมรัฐบาลญี่ปุ่นสูญเสียเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรจากการเลือกตั้งเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา
นับเป็นความพ่ายแพ้ครั้งใหญ่ของนายกรัฐมนตรีชิเงรุ อิชิบะ ซึ่งตอนนี้ต้องหาเสียงสนับสนุนจากพรรคอื่นนอกเหนือจากพรรคร่วมรัฐบาลเดิม เพื่อให้สามารถบริหารประเทศได้อย่างมั่นคง ฝ่ายรัฐบาลได้ที่นั่งในสภาเพียง 215 จากทั้งหมด 465 ที่นั่ง ลดลงอย่างมากจากเดิมที่เคยมี 288 ที่นั่ง ทำให้ไม่สามารถรักษาเสียงข้างมากในสภาไว้ได้ตามเป้ามาย
ผลการเลือกตั้งที่ย่ำแย่นี้สะท้อนให้เห็นว่าประชาชนไม่ไว้วางใจพรรค LDP มากขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจากคดีอื้อฉาวเรื่องเงินทุนสำหรับให้สินบน (Slush fund) ถือเป็นสัญญาณการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของฐานเสียงที่เคยช่วยให้พรรคกลับมามีอำนาจในปี 2555 หลังจากที่ต้องเป็นฝ่ายค้านมาระยะหนึ่ง โดยในระหว่างวันค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 152.95-153.53 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 152.96/97 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ
ส่วนตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญในสัปดาห์นี้ ได้แก่ ดัชนีการผลิตเดือน ต.ค. จากเฟดสาขาดัลลัส (28/10), ราคาบ้านเดือน ส.ค. จากเอสแอนด์พี/เคส-ชิลเลอร์ (29/10), ตัวเลขการเปิดตัวสมัครงานและอัตราการหมุนเวียนของแรงงาน (JOLTS) เดือน ก.ย. (29/10), ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือน ต.ค. จาก Conference Board (29/10), ตัวเลขจ้างงานภาคเอกชนเดือน ต.ค.จาก ADP (29/10), ผลิตภัณฑมวลรวมภายในประเทศ (GDP) ไตรมาส 3/2567 (ประมาณการเบื้องต้น) (30/10),
ยอดทำสัญญาขายบ้านที่รอปิดการขาย (Pending Home Sale) เดือน ก.ย. (30/10), สต๊อกน้ำมันรายสัปดาห์จากสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานสหรัฐ (EIA) (30/10), จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ (31/10), ดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) เดือน ก.ย. (31/10), ตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตรเดือน ต.ค. (1/11), ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตขั้นสุดท้ายเดือน ต.ค. จาก S&P Global (1/11), ดัชนีภาคการผลิตเดือน ต.ค. จากสถาบันจัดการด้านอุปทานของสหรัฐ (ISM) (1/11), การใช้จ่ายด้านการก่อสร้างเดือน ก.ย. (1/11),
สำหรับอัตราป้องกันความเสี่ยง (Swap point) ภาคเช้า 1 เดือนในประเทศอยู่ที่ -6.50-6.3 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ และอัตราป้องกันความเสี่ยงภาคเช้า 1 เดือนต่างประเทศอยู่ที่ -4.55/-3.45 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ