เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

พิชัยรับลูก “แพทองธาร” เข้มสินค้านำเข้าด้อยคุณภาพ-นอมินี ยันปิดจ็อบ 1 เดือน

30 ต.ค. 2567 | 17:06น.

“พิชัย” นั่งหัวโต๊ะประชุมบอร์ดนัดแรกถกด่วน 16 หน่วยงานตามข้อสั่งการนายกฯ  ตั้ง 2 คณะอนุกรรมการ แก้ปัญหาสินค้านำเข้าด้อยคุณภาพ-ธุรกิจนอมินี ตั้งเป้าเห็นผลภายใน 1 เดือน ด้านแอป TEMU เตรียมจดทะเบียนในไทย สั่งกรมการค้าต่างประเทศประสานต่อ

นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ตามที่นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการบริหารจัดการแก้ไขปัญหาสินค้าและธุรกิจต่างประเทศที่ฝ่าฝืนกฎหมาย เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2567 ที่ผ่านมา เพื่อดำเนินการเชิงรุกในการติดตามและเร่งรัดมาตรการในการแก้ไขปัญหาให้เห็นผลเป็นรูปธรรมโดยเร็ว ไม่ให้เกิดผลกระทบต่อผู้บริโภค และผู้ประกอบการ SMEs ของไทย ซึ่งนายกฯมีความห่วงใยมาก

โดยเฉพาะสินค้าที่ด้อยคุณภาพและมีผลกระทบต่อประชาชน การประชุมในวันนี้ (30 ตุลาคม 2567) จึงเป็นการดึงทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันเร่งรัดมาตรการเพื่อแก้ไขปัญหาให้เห็นผลเป็นรูปธรรมโดยเร็ว และตั้งใจดำเนินการตามข้อสั่งการท่านนายกฯ ทำให้เห็นผลเป็นรูปธรรมภายใน 1 เดือน และจะจัดประชุมอย่างต่อเนื่อง เพื่อติดตามความคืบหน้าและพิจารณามาตรการที่เกี่ยวข้องต่อไป

วันนี้ได้มีการตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมา 2 ชุด โดยให้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานคณะอนุกรรมการ ทั้ง 2 ชุด ประกอบด้วย   1.คณะอนุกรรมการส่งเสริมและยกระดับ SMEs ไทยและแก้ไขปัญหาสินค้าที่ไม่มีคุณภาพจากต่างประเทศ  ทำหน้าที่กำหนดมาตรการ ดำเนินการควบคุมและกำกับดูแลการจำหน่ายสินค้า

ตลอดจนเจรจากับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหรือแพลตฟอร์มพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ เพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาสินค้าที่ไม่มีคุณภาพจากต่างประเทศอย่างเป็นรูปธรรม และ 2.คณะอนุกรรมการป้องกันและป้องปรามธุรกิจอำพรางของคนต่างด้าว (Nominee) เพื่อกำหนดแนวทางการกำกับดูแลและป้องปราม รวมถึงสืบสวน สอบสวนหรือตรวจสอบพฤติกรรมของบุคคลและนิติบุคคลที่อาจมีพฤติกรรมเป็นนอมินี

นายพิชัย นริพทะพันธุ์

โดยเมื่อวันที่ 26 ก.ย.ที่ผ่านมา ได้หารือร่วมกับนายหาน จื้อเฉียง เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย ซึ่งทางจีนยินดีให้ความร่วมมือ และต้องการรักษาความรู้สึกที่ดีกับไทย และวันที่ 4-6 พ.ย.นี้ ตนจะเดินทางไปจีนจะพบกับผู้บริหารระดับสูงของจีน จะได้ปรึกษาหารือกัน เพราะไทยยังต้องพึ่งพาจีนทั้งด้านการค้าและการลงทุน และไทยมีสินค้าหลายชนิดที่ต้องพึ่งพาจีน เช่น มันสำปะหลัง วัว เหล็ก เป็นต้น ซึ่งหวังว่าเรากับจีนจะพึ่งพากันได้และไม่กระทบผู้ประกอบการไทย โดยวางแผนที่จะร่วมมือกับภาคเอกชนขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการ ผ่าน “กลไกประสานงานและส่งเสริมธุรกิจไทย-จีน อย่างยั่งยืน” ที่จัดตั้งโดยคณะกรรมการหอการค้าและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย หอการค้าไทย-จีน และสมาคมการค้าวิสาหกิจจีนอีกด้วย

นอกจากนี้ ล่าสุดแพลตฟอร์มซื้อขายออนไลน์สัญชาติจีน TEMU ได้ติดต่อขอเข้าจดทะเบียนในประเทศไทยในเร็ว ๆ นี้ โดยกรมการค้าต่างประเทศได้เข้าไปติดต่อพูดคุยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทุกอย่างเป็นไปตามข้อกฎหมายที่มีและเข้มงวดมากขึ้น เพื่อไม่ให้กระทบกับผู้บริโภคและผู้ประกอบการไทย

”ขณะนี้ทางจีนเข้ามาลงทุนในประเทศไทยมากที่สุดเป็นอันดับ 1 แซงประเทศญี่ปุ่น และไทยได้ส่งออกสินค้าไปยังจีนเป็นอันดับต้น ๆ โดยเฉพาะมันสำปะหลังที่กำลังเป็นปัญหาอยู่ในขณะนี้ ก็จะมีการพูดคุยกันว่าทางการจีนจะสามารถรับซื้อได้หรือไม่ รวมถึงปัญหาเหล็กจีนเข้าทุบตลาดในไทยจะมีการแก้ไขปัญหานี้อย่างไร“ นายพิชัยกล่าว

ด้านนายยุทธนา พูลพิพัฒน์ รองอธิบดีกรมศุลกากร เปิดเผยว่า ทางศุลกากรมีการตรวจสอบอย่างเข้มข้นมาโดยตลอด ที่มีประเด็นเรื่องสินค้าที่ด้อยคุณภาพ ที่ผ่านมาการนำเข้าที่มีปริมาณเล็กน้อย สมอ.ยินยอมให้นำเข้ามาได้โดยไม่ต้องขออนุญาต แต่ปัจจุบัน สินค้าที่จำหน่ายภายในประเทศ จำเป็นต้องติด หรือมีใบอนุญาตจาก มอก.

นายสุรโชค ต่างวิวัฒน์ เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา ระบุว่า ในส่วนของ อย.เราดำเนินการตั้งแต่ที่ด่าน การคัดกรองเข้มข้นมากขึ้น รวมทั้งการแก้ไขกฎหมายให้มีการนำสินค้าติดตัว ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นกองทัพมด เราลดความถี่และจำนวนที่นำเข้าติดตัวมาแต่ละครั้ง รวมทั้งมีการตรวจในพื้นที่ทั้ง กทม.และภูมิภาค ใน กทม. ดำเนินการลงพื้นที่ทุกสัปดาห์ ในต่างจังหวัดร่วมมือกับสาธารณสุขจังหวัดทุกจังหวัด ดูว่ามีสินค้าที่ไม่ผ่านการรับรอง อย. นำมาขายโดยไม่ถูกต้องอย่างเข้มข้นอยู่ตลอด

นางสาวทรงศิริ จุมพล รองเลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) กล่าวว่า สคบ.ได้เข้าไปดูแลความปลอดภัยของสินค้าผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ สำหรับการนำเข้าสินค้าจะต้องมีการเตรียมข้อมูลรายละเอียดและต้องมีการติดฉลากอย่างละเอียด

ซึ่งขณะนี้มีปัญหาสินค้าจากเว็บไซต์ต่างประเทศที่ส่งตรงไปยังผู้บริโภคผ่านผู้ให้บริการสินค้า จะมีการตรวจสอบว่ามีผู้ที่เกี่ยวข้องทางศุลกากรหรือไม่ เบื้องต้นอาจจะมีการพูดคุยทำความร่วมมือกับทางแพลตฟอร์มออนไลน์หรือปรับปรุงกฎหมายการจำหน่ายสินค้าจำเป็นต้องมีการแจ้งรายละเอียดของสินค้า สำหรับกรณีการเก็บเงินปลายทางผู้บริโภคมีสิทธิตรวจสอบสินค้าได้ หากไม่พึงพอใจสามารถคืนให้กับผู้ให้บริการขนส่งและชะลอการจ่ายเงินได้ภายในระยะเวลา 5 วัน

นายพิชัย นริพทะพันธุ์

นายนนทิชัย ลิขิตาภรณ์ ผู้อำนวยการกองตรวจการมาตรฐาน 1 สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) กล่าวว่า ได้มีการปิดช่องทางการนำเข้าสินค้าที่ สมอ.ควบคุม ที่นำเข้ามาโดยมิได้มีวัตถุประสงค์เพื่อการจำหน่ายและไม่เกินจำนวนที่กำหนด หรือ EXEMPT 5 ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2567 ที่ผ่านมา

เพื่อป้องกันการลักลอบนำเข้าสินค้าไม่ได้มาตรฐาน และเปิดให้มายื่นขอบริการผ่านทางช่องทาง National Single Window (NSW) แทน ซึ่งการนำเข้าสินค้าควบคุมทั้ง 144 รายการไม่ว่าจะเพื่อวัตถุประสงค์ใด หรือนำเข้ามาจำนวนเพียงไม่กี่ชิ้นก็ตาม จะต้องยื่นคำขอผ่านระบบ NSW เพื่อแจ้งข้อมูลการนำเข้ากับ สมอ.ทุกกรณีโดยไม่มีข้อยกเว้น และร่วมกันตั้งศูนย์ปฏิบัติการหากไม่มีใบอนุญาต จะสแกนสินค้านั้นโดยละเอียด และที่เขต Free Zone (เขตปลอดอากร) จะมีการตรวจสินค้าที่ออกจากเขตอย่างเข้มงวด

นอกจากนี้ คณะกรรมการชุดนี้พร้อมจะร่วมมือกับภาคเอกชนขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการ ผ่าน “กลไกประสานงานและส่งเสริมธุรกิจไทย-จีน อย่างยั่งยืน” ที่จัดตั้งโดยคณะกรรมการหอการค้าและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย หอการค้าไทย-จีน และสมาคมการค้าวิสาหกิจจีน เพื่อแก้ไขปัญหาการนำเข้าสินค้าที่ไม่มีคุณภาพมาตรฐานและธุรกิจต่างประเทศที่ผิดกฎหมาย ให้เห็นผลเป็นรูปธรรมชัดเจนภายใต้กรอบระยะเวลาที่กำหนดอีกด้วย