Market-think : ปริศนา “บุญ”
boon
คอลัมน์ : Market-think ผู้เขียน : สรกล อดุลยานนท์
เคยได้ยินแต่คำว่า “ปริศนาธรรม”
แต่วันนี้ “ปริศนา” ที่คนตีความไม่ออกจนถึงวันนี้
คือ ปริศนา “บุญ”
เพราะตอนนี้คนยังตีปริศนาไม่ออกว่าที่ หมอบุญ วนาสิน หลอกยืมเงินคนไป 2,000 กว่าล้านบาท
เขาเอาไปทำอะไร ?
อย่าลืมว่าตอนนี้หมอบุญอายุ 86 ปี
แม้ตัวเองจะถือหุ้นในโรงพยาบาลกรุงธนบุรีแค่ 5 ล้านหุ้น หรือ 0.68%
แต่ภรรยา คุณจารุวรรณ วนาสิน ถือหุ้นอยู่ 14.2% หรือประมาณ 120.5 ล้านหุ้น
และ คุณณวรา วนาสิน ลูกสาวถือหุ้นอยู่ 3% หรือ 25.6 ล้านหุ้น
ในขณะที่บริษัท ราชธานีพัฒนาการ (2014) จำกัด ที่ตระกูลวนาสินถือหุ้นใหญ่ ถือหุ้นในโรงพยาบาลกรุงธนบุรีอยู่ 3.7% หรือ 31.3 ล้านหุ้น
รวมทั้งหมดประมาณ 21% หรือ 182 ล้านหุ้น
ราคาหุ้นตอนนี้ประมาณ 18 บาท
หมายความว่าตระกูลวนาสินมีหุ้นเฉพาะโรงพยาบาลกรุงธนบุรี คิดเป็นเงินประมาณ 3,200 กว่าล้านบาท
คำถามก็คือ รวยขนาดนี้แล้วหมอบุญจะหลอกกู้เงินคนไปทำอะไร
จะบอกว่าไปลงทุน 7 โครงการที่นำเสนอนักลงทุนทั้งหลายก็ไม่ได้
เพราะจนถึงวันนี้ยังไม่มีอะไรเลย
นอกจากรูปในกระดาษและโมเดลของโครงการที่โชว์นักลงทุน
เงินส่วนตัวก็มี
ทรัพย์สินก็มี
ชื่อเสียงก็มี
แล้วหมอบุญเอาเงินไปทำอะไร
ภรรยาหรือลูกสาวจะรู้เรื่องด้วยหรือโดนหลอก เรื่องนี้ก็ยังคงเป็นปริศนาอยู่เช่นกัน
จะบอกว่าเอาไปเล่นการพนัน
ติดพนันแค่ไหน เงินเป็นพันล้านหมดภายในไม่ถึงปี
ไม่น่าจะเป็นไปได้
ที่สำคัญ หมอบุญอายุ 86 ปีแล้ว ประสบการณ์ชีวิตโชกโชนไม่น่าจะผิดพลาดอะไรขนาดนี้
ไม่เป็นไรครับ สักพักหนึ่งคงได้รู้ว่าหมอบุญเอาเงินไปทำอะไร ?
นี่คือ ปริศนา “บุญ” ของสังคมไทยในวันนี้
จากกรณีของหมอบุญ ผมนึกถึงเรื่องที่เคยอ่านและฟังมา
เรื่องแรก เป็นคำพูดของคุณบุญคลี ปลั่งศิริ
ทุกครั้งที่สอนในคอร์สที่มีคนเรียนเป็นนักธุรกิจ เขาจะบอกทุกครั้ง
“รวยแล้วต้องสบาย รวยแล้วยังเหนื่อยและลำบาก อย่ารวยดีกว่า”
ครับ ถ้า “ความรวย” เป็น “ความโชคดี” หนึ่งในชีวิต
มีคนจำนวนไม่มากที่โชคดีได้อยู่บนยอดพีระมิด
เราควรใช้ “ความโชคดี” ให้เป็น
อย่านำมาเสี่ยงแบบนี้
“รวย” แล้ว “ติดคุก”
ไม่รู้จะ “รวย” ไปทำไม
เรื่องที่สอง เป็นปาฐกถาของ “พี่เตา” บรรยง พงษ์พานิช เมื่อ 11 ปีที่แล้วกับนิสิตคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ
เขาแนะนำนิสิตเรื่องวิธีการตั้งเป้าหมายชีวิต
ก่อนจะสรุปว่าเมื่อหาสมดุลระหว่างความอยากเป็นอยากได้ กับความเป็นจริงเรียบร้อยแล้ว
อย่าลืมกำหนดกรอบมาตรฐานคุณธรรม จริยธรรมของตนครอบไว้ด้วย
“แน่นอนครับ กฎหมายเป็นกรอบขั้นต่ำ แต่ใครจะมีสูงกว่านั้นก็เป็นเรื่องของปัจเจก ตามระดับความละอายของแต่ละคน”
“พี่เตา” บอกว่าที่คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์สั่งสอนนิสิตว่า “โตไปอย่าโกง”
เขาขอแถมให้ว่า “ไม่โกง” ไม่พอ ต้องไม่ยอมให้ใครโกงด้วยจึงจะได้ผล
และเล่าถึงอุดมการณ์ร่วมของกลุ่มภัทรฯ ที่ตั้งกันไว้ตั้งแต่ 20 กว่าปีก่อน (ตอนนี้ก็ 30 กว่าปีแล้ว)
อุดมการณ์ของเขา เขียนว่า “พวกเราจะอ้วนให้ได้ โดยไม่ต้องเหี้ย”
ผมชอบคำสอนนี้
เพราะการรวยจากการโกง
น่าละอายใจ
มากกว่าภาคภูมิใจ