3 ข้อเสนอจาก UN สำหรับประเทศไทย ในการเปลี่ยนผ่านแบบไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง
มิเกลล่า ฟิลแบรย์-สตอเร่ ผู้ประสานงานสหประชาชาติประจำประเทศไทย กล่าว 3 ข้อเสนอสำหรับประเทศไทยในการเปลี่ยนแปลงสีเขียวโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ต้องมุ่งเน้นด้านการศึกษา-ลงทุนเทคโนโลยี-การเงินยั่งยืน
มิเกลล่า ฟิลแบรย์-สตอเร่ (Michaela Friberg-Storey) ผู้ประสานงานสหประชาชาติประจำประเทศไทย กล่าวในการประชุมผู้นำความยั่งยืนประจำปี GCNT Forum 2024 พลิกธุรกิจแห่งอนาคต สร้างสังคมที่เท่าเทียม และยั่งยืน ในหัวข้อ ขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงสีเขียวเพื่อวันนี้และเพื่อคนรุ่นต่อ ๆ ไป หรือ Drive an inclusive, green transition for today and for generations to come

โดยได้กล่าวถึงในสถานการณ์ของประเทศไทย ภายใต้การกำกับดูแลของรัฐบาลว่า มีข้อมูลที่สำคัญชี้ให้เห็นว่า กว่า 90% ของจีดีพีประเทศเป็นการลงทุนจากภาคเอกชน โดยกว่า 99% มาจากธุรกิจขนาดกลาง-เล็ก (SMEs) ซึ่งการเปลี่ยนผ่านสีเขียวจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อไม่มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง
สำหรับภาคเอกชน GCNT ได้มีการวางกลยุทธ์อย่างเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง เพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงอย่างยุติธรรมในการบรรลุเป้า SDGs และความเป็นกลางทางคาร์บอน 2050 (Net Zero Emissions) ภายใต้คํามั่นสัญญาด้วยจำนวนเงินกว่า 46,000 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 1.5 ล้านล้านบาท)
“การร่วมลงทุนในมนุษย์ครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เกิดขึ้นในองค์กรขนาดใหญ่ หรือภาคเอกชน แต่ยังรวมไปถึงผู้ประกอบการรายย่อย-กลาง (SMEs) ในการเปลี่ยนผ่านโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง”
ปัจจุบันโลกขาดแคลนแรงงานสีเขียวอย่างมาก เนื่องจากแรงงานเป็นมากกว่าการเปลี่ยนแปลง ซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับการสร้างโอกาสอย่างเท่าเทียม โดยเฉพาะกับผู้ที่เสี่ยงต่อการถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ผู้หญิง ผู้อพยพ กลุ่มคนเปราะบาง ฯลฯ ซึ่งเหล่านี้ต้องอาศัย 3 ประเด็นหลักในการขับเคลื่อน
3 ประเด็นในการขับเคลื่อนแบบไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง
มุ่งเน้นด้านการศึกษา ตั้งแต่ระดับต้น ไปจนถึงรากหญ้า และต้องมีการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา เพื่อให้ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ทุกเพศทุกวัย ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง
รวมไปถึงเรื่องให้ความรู้ด้านความยั่งยืนที่ล้วนมีส่วนเกี่ยวของกับทุกภาคส่วน ทั้งเศรษฐกิจ สังคม ต้องมีการลงทุนด้านการศึกษา เพื่อต่อยอดทรัพยากรมนุษย์เป็นแรงงานสีเขียว ตอบโจทย์เศรษฐกิจสีเขียวในอนาคต
ลงทุนเทคโนโลยีและนวัตกรรม การพัฒนาของเทคโนโลยีและวัตกรรมไม่อาจเกิดขึ้นได้หากไม่มีการลงทุนอย่างกล้าหาญในธุรกิจ ยกตัวอย่างเช่น การลงทุนในแพลตฟอร์มด้านการศึกษา การลงทุนในพลังงานสะอาด การลงทุนในเทคโนโลยีเอไอ และอื่น ๆ อีกมากมาย ซึ่งมนุษย์อาจเข้าใจในความต้องการของโลกเพิ่มมากขึ้นได้หากมีการลงทุนในงานวิจัยด้านวิทยาศาสตร์ที่เพียงพอ
การเงินที่ยั่งยืน จำเป็นต้องมีการตรวจสอบว่ามีการใช้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ส่วนรวมสำหรับทุกคน ดังที่เลขาธิการสหประชาชาติได้กล่าวในการประชุม COP29 ณ อาเซอร์ไบจานที่ผ่านมาว่า “การเงินด้านสภาพอากาศไม่ใช่การกุศล แต่คือการลงทุน การดำเนินการด้านสภาพอากาศนั้นคือความจำเป็น ไม่ใช่ทางเลือก”

มิเกลล่ายังได้กล่าวถึงการประชุม COP29 เพิ่มเติมอีกว่า จากการระดมทุนในการประชุมที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นถึงความร่วมมือในระหว่างนานาประเทศบนโลก รวมถึงประเทศไทย ที่มีเป้าหมายร่วมกันอย่างยิ่งใหญ่ที่สุดในการระดมทุนเพื่อแก้ปัญหาภาวะการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศร่วมกัน โดยสามารถระดมทุนได้กว่า 1.3 ล้านล้านดอลลาร์ หรือเทียบเท่า 44 ล้านล้านบาท
ทั้งนี้ ในปีงบประมาณ 2568 ประเทศไทยเป็นผู้นำในการออกพันธบัตรความยั่งยืนกว่า 1.9 หมื่นล้านดอลลาร์ (ประมาณ 6.54 แสนล้านบาท) และมีการระดมทุนผ่านโครงการ ESG เป็นมูลค่ากว่า 3,800 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 1.3 แสนล้านบาท) ซึ่งการลงทุนเหล่านี้เป็นตัวชี้วัดว่าไทยกำลังก้าวไปสู่เป้าหมายของสหประชาชาติที่ได้กำหนดไว้