เปิดผลเซอร์เวย์ 249 ซีอีโอ บจ. มองเศรษฐกิจ-ความเสี่ยงปี’68
ตลาดหลักทรัพย์ฯเปิดผลเซอร์เวย์ 249 ซีอีโอบริษัทจดทะเบียน SET และ mai มองเศรษฐกิจไทยปี’ 67-68 โตระดับ 2-3% แรงหนุน “ท่องเที่ยวฟื้นตัวต่อเนื่อง-มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ-เบิกจ่ายงบประมาณรัฐ” มองปัจจัยเสี่ยง “หนี้ครัวเรือน-กำลังซื้อ-เสถียรภาพการเมือง” ประเมินปีหน้าเสถียรภาพการเมืองโลก-ต้นทุนค่าจ้างแรงงาน มีส่วนกดดันเศรษฐกิจ
นายจิรวุฒิ เฮ้งตระกูล ฝ่ายวิจัย ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยถึงผลสำรวจความคิดเห็นผู้บริหารบริษัทจดทะเบียนเกี่ยวกับทิศทางเศรษฐกิจ การดำเนินธุรกิจ และประเด็นที่น่าสนใจในปี 2567-2568 (SET CEO SURVEY : ECONOMIC OUTLOOK 2024-2025) โดยรวบรวมข้อมูลในช่วงวันที่ 1 สิงหาคม-27 กันยายน 2567 มีบริษัทจดทะเบียนจาก SET และ mai ร่วมแสดงความคิดเห็นทั้งสิ้น 249 บริษัท จาก 26 หมวดธุรกิจ รวม 53.9% ของมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2657) พบว่า
ด้านเศรษฐกิจ 63% ของ CEO คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2567 และปี 2568 จะเติบโตได้ที่ระดับ 2-3% โดยปัจจัยสำคัญทางเศรษฐกิจที่จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจในปี 2567 และต่อเนื่องถึงปี 2568 คือการท่องเที่ยวที่ฟื้นตัว มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ และการเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐ โดยในปี 2568 CEO มองว่า นโยบายการคลังและการใช้จ่ายภาครัฐ และการส่งออกจะเข้ามามีบทบาทต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจมากขึ้น

ขณะที่ปัจจัยเสี่ยงที่อาจกดดันเศรษฐกิจคือ หนี้ครัวเรือน กำลังซื้อภายในประเทศ และเสถียรภาพทางการเมือง สำหรับอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในปี 2567 CEO ส่วนใหญ่ราว 60% เชื่อว่าน่าจะอยู่ภายในกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อ (1-3%) และ 27% มองว่าอาจจะต่ำกว่ากรอบเงินเฟ้อ
อย่างไรก็ตาม มองว่าในปี 2568 เสถียรภาพการเมืองโลกและต้นทุนค่าจ้างแรงงานอาจมีส่วนกดดันเศรษฐกิจมากขึ้น รวมไปถึง CEO บางรายมีความเห็นเพิ่มเติมเกี่ยวกับโครงสร้างการผลิตของประเทศไทยที่ยังเป็นอุตสาหกรรมรูปแบบเก่า ซึ่งต้องมีการปรับตัว และการเข้ามาทำตลาดของสินค้าราคาถูกจากต่างประเทศ
ถัดมาด้านการดำเนินธุรกิจ CEO เกินกว่า 70% คาดการณ์รายได้ของบริษัทยังคงเติบโตต่อเนื่องในปี 2567 โดยในปี 2567 CEO ที่คาดการณ์ว่ารายได้ของธุรกิจจะเติบโตเล็กน้อยถึงปานกลาง (0.1-10%) มีจำนวนรวม 55% สอดคล้องกับแนวโน้มการเติบโตของรายได้ของบริษัทจดทะเบียนในครึ่งปีแรก 2567 ที่เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 6.3% และ 7.7% สำหรับบริษัทใน SET และ mai ตามลำดับ
สำหรับปี 2568 CEO คาดว่ารายได้ของธุรกิจจะเติบโตเพิ่มขึ้นจากปี 2567 ในทุกระดับการเติบโต สะท้อนว่าในภาพรวม CEO คาดว่าอัตราการเติบโตของรายได้น่าจะเร่งตัวขึ้นในปีหน้า
โดยในช่วง 12 เดือนข้างหน้า CEO ส่วนใหญ่ห่วงปัญหาหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง อาจเป็นความเสี่ยงต่อการดำเนินธุรกิจมากที่สุด ตามด้วยปัจจัยต้นทุนการผลิตทั้งด้านวัตถุดิบพลังงาน และต้นทุนทางการเงิน และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐ รวมทั้ง CEO บางรายมีความเห็นเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเข้ามาทำตลาดของสินค้าราคาถูกจากต่างประเทศ ซึ่งเป็นปัจจัยใหม่ที่ถูกระบุเพิ่มเข้ามาในการสำรวจรอบนี้
ด้านการลงทุน CEO 3 ใน 4 มองว่าช่วงเวลา 12 เดือนข้างหน้า มีความน่าสนใจลงทุนหรือขยายกิจการเพิ่มเติม โดยจากกลุ่มดังกล่าว จำนวนประมาณ 2 ใน 3 มีความสนใจในภูมิภาคอาเซียน (69%) นำโดยประเทศไทยและตามมาด้วยเวียดนาม และให้ความสนใจรอง ๆ ลงมา ในประเทศจีน (12%) และประเทศอินเดีย (10%) ซึ่งเป็นภูมิภาคหรือประเทศที่มีฐานลูกค้าขนาดใหญ่และเศรษฐกิจกำลังพัฒนารวดเร็ว
อย่างไรก็ตาม CEO จำนวนมากยังมีความกังวลในด้านสภาพคล่องของกิจการที่เกี่ยวกับยอดขายที่ชะลอตัวลง (64%) และการชำระเงินของลูกหนี้การค้า (55%) และส่วนหนึ่งมีความกังวลเกี่ยวกับการขอสินเชื่อธนาคารและวงเงินสินเชื่อ
ด้านการปรับตัวทางธุรกิจเพื่อรับมือความท้าทายนั้น บริษัทจดทะเบียนดำเนินการปรับกลยุทธ์ทางธุรกิจเพื่อรับมือกับความท้าทาย โดยมีการปรับโครงสร้างธุรกิจ กำหนดกลยุทธ์และเป้าหมายการลงทุน ปรับกลยุทธ์ทางการตลาดและปรับปรุงสินค้าหรือบริการให้สามารถเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคเป้าหมาย ตลอดจนการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและการบริการเพื่อให้สามารถแข่งขันได้
ในด้านโครงสร้างธุรกิจและการลงทุน CEO ส่วนใหญ่เลือกที่จะปรับโครงสร้างภายในบริษัทเองมากกว่าที่จะปรับโครงสร้างผ่านการควบรวมกิจการหรือเปิดให้มีผู้ถือหุ้นใหญ่รายใหม่เข้ามาเพิ่มเติม และ 70% เน้นการขยายการลงทุนภายในประเทศ โดยมีบริษัท 40% ที่พิจารณาขยายการลงทุนในต่างประเทศ ซึ่งใกล้เคียงกับสัดส่วนบริษัทจดทะเบียนราว 35% ที่มีการรายงานรายได้จากต่างประเทศในปีล่าสุด และมีบริษัทราว 20% และ 30% ที่มีการพิจารณาทางเลือกแหล่งเงินทุนเพิ่มเติมจากการเสนอขายตราสารทุนและหุ้นกู้ ตามลำดับ
ในด้านการดำเนินงานและการตลาด CEO จำนวนมากระบุว่าได้ดำเนินการหรือมีแผนในการเพิ่มประสิทธิภาพด้านแรงงานและสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าหรือบริการ ควบคู่ไปกับการทำวิจัยและพัฒนา ปรับปรุงผลิตภัณฑ์และราคาให้เหมาะสม เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของสินค้าหรือบริการ รวมทั้งมีการปรับช่องทางการโฆษณาสินค้าและวิธีการสื่อสารเฉพาะกลุ่มให้ตรงกับกลุ่มลูกค้าเป้าหมายแทนกลยุทธ์ทางการตลาดแบบเดิม
นอกจากนี้มีประเด็นเพิ่มเติมคือ CEO จำนวนประมาณ 70% มองเทรนด์โลกอย่างเทคโนโลยี Generative AI และการปรับตัวด้านความยั่งยืน เป็นผลดีต่อเศรษฐกิจและการดำเนินธุรกิจ แต่กังวลสงครามการค้าระหว่างประเทศ และการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ อาจส่งผลกระทบเชิงลบต่อเศรษฐกิจ