เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

วิจัยกสิกรไทย คาดสินเชื่อระบบแบงก์ไทยปี’68 โต 0.6%

25 ธ.ค. 2567 | 13:02น.
วิจัยกสิกรไทย คาดสินเชื่อระบบแบงก์ไทยปี'68 โต 0.6%

วิจัยกสิกรไทย คาดสินเชื่อระบบแบงก์ไทยปี'68 โต 0.6%

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินสินเชื่อระบบแบงก์ไทยในปี 2568 เติบโตในระดับต่ำที่ 0.6% จากปี 2567 หดตัวประมาณ 1.8% ถือเป็นการขยายตัวต่ำกว่ามูลค่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจติดต่อกันเป็นปีที่ 4 มองสินเชื่อรายย่อยหดตัวต่อเนื่องตามการฟื้นตัวของรายได้อย่างจำกัด

นางสาวกาญจนา โชคไพศาลศิลป์ ผู้บริหารงานวิจัย บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กล่าวว่า ศูนย์วิจัยคาดว่าสินเชื่อธุรกิจและสินเชื่อรายย่อยอาจหดตัวลงในปี 2567 ซึ่งจะส่งผลทำให้สินเชื่อระบบแบงก์ไทยมีโอกาสปิดสิ้นปี 2567 ที่ระดับหดตัวประมาณ 1.8% โดยนับเป็นการหดตัวครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2553

สำหรับในปี 2568 คาดว่าจะยังคงเห็นสินเชื่อของระบบแบงก์ไทยเติบโตอย่างช้า ๆ และอยู่ในระดับต่ำที่ประมาณ 0.6% สอดคล้องกับหลายปัจจัยเสี่ยงที่มีผลกระทบต่อแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย แม้สินเชื่อธุรกิจในปี 2568 อาจกลับมาเติบโตที่ 1.5% ตามบรรยากาศการลงทุนของภาคเอกชนและภาครัฐในปี 2568 ที่น่าจะดีขึ้นเมื่อเทียบกับปี 2567

อย่างไรก็ดี สินเชื่อรายย่อยยังอาจหดตัวต่อเนื่อง เนื่องจากกรอบการฟื้นตัวที่จำกัดของรายได้ในภาคครัวเรือนและภาระหนี้สินที่มีอยู่เดิม ซึ่งยังมีผลกระทบต่อความสามารถในการก่อหนี้ก้อนใหม่

สินเชื่อระบบแบงก์ไทยปี 2567 หดตัวเป็นครั้งแรกในรอบ 15 ปี

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่ายอดคงค้างของสินเชื่อระบบธนาคารพาณิชย์จดทะเบียนในประเทศ (ระบบแบงก์ไทย) มีโอกาสปิดสิ้นปี 2567 ในระดับต่ำกว่าสิ้นปี 2566 หรือหดตัวลงประมาณ 1.8% ซึ่งนับเป็นการหดตัวลงของสินเชื่อเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2553 ซึ่งภาพการลดลงของสินเชื่อดังกล่าวมีนัยสะท้อนการปรับตัวทั้งจาก “ฝั่งผู้กู้” และ “ฝั่งสถาบันการเงิน” ในช่วงหลังโควิด-19

โดยเป็นที่น่าสังเกตว่า ในปี 2567 ผู้กู้ โดยเฉพาะภาครัฐและผู้ประกอบการในภาคธุรกิจ มีการบริหารจัดการสภาพคล่องเพื่อทยอยชำระคืนหนี้และใช้ความระมัดระวังในการก่อหนี้ก้อนใหม่ ขณะที่สถาบันการเงินก็รักษาความสมดุลในการดูแลความเสี่ยงด้านเครดิตสำหรับการให้สินเชื่อใหม่ เร่งปรับโครงสร้างเพื่อช่วยเหลือลูกหนี้เดิม และจัดการกับปัญหา NPLs ไปพร้อมกัน

สินเชื่อธุรกิจและสินเชื่อรายย่อยอาจหดตัวลงในปี 2567 สอดคล้องกับสัญญาณฟื้นตัวช้าของภาพรวมเศรษฐกิจไทย หลังจากที่แรงส่งต่อสินเชื่อรวมทั้งระบบแบงก์ไทยจากสินเชื่อธุรกิจและสินเชื่อรายย่อย (Contribution จากสินเชื่อธุรกิจและสินเชื่อรายย่อย) เริ่มทยอยถดถอยลงตั้งแต่ในช่วงไตรมาสที่ 2/2567 โดยแรงฉุดหลัก ๆ ของสินเชื่อธุรกิจมาจากการชำระคืนสินเชื่อของธุรกิจขนาดใหญ่ และการลดลงอย่างต่อเนื่องของสินเชื่อธุรกิจ SMEs ซึ่งปรับตามความเสี่ยงด้านเครดิตที่เพิ่มสูงขึ้นของผู้กู้ที่มีความอ่อนไหวต่อสัญญาณฟื้นตัวล่าช้าของภาวะเศรษฐกิจและกลุ่มอุตสาหกรรม

ขณะที่สินเชื่อรายย่อยมีภาพอ่อนแอลงเกือบทุกผลิตภัณฑ์ โดยเฉพาะสินเชื่อสำหรับ Big-Ticket Items ของครัวเรือน ทั้งสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ที่หดตัวลงตามภาวะซบเซาของตลาดรถยนต์ใหม่ และการทรุดตัวลงของราคารถมือสอง (ซึ่งศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่ามีความเป็นไปได้ที่จะเห็นสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ปิดสิ้นปี 2567 ในอัตราติดลบเป็นตัวเลขสองหลัก)

และสินเชื่อบ้านที่ชะลอตัวลงในหลาย Segment ตามข้อจำกัดด้านกำลังซื้อและรายได้ของผู้กู้ ซึ่งมีผลต่อเนื่องไปยังยอดสินเชื่อปล่อยใหม่ของสถาบันการเงิน ขณะที่สินเชื่อบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้กำกับ (PLoans) หดตัวลงท่ามกลางสัญญาณของปัญหา NPLs ที่เพิ่มสูงขึ้น

ภาพดังกล่าวสอดคล้องกับรายงานของ ธปท. ซึ่งสะท้อนว่ามาตรฐานการให้สินเชื่อภาคธุรกิจและสินเชื่อภาคครัวเรือนมีการปรับให้สอดคล้องกับความเสี่ยงที่สูงขึ้นสำหรับผู้กู้บางกลุ่ม

ปี 2568 สินเชื่อของระบบแบงก์ไทยเติบโตอยู่ในระดับต่ำ

สินเชื่อธุรกิจมีโอกาสฟื้นตัวได้ดีกว่าสินเชื่อรายย่อยในปี 2568 โดยคาดว่าสินเชื่อธุรกิจอาจพลิกจากที่หดตัวลงตลอดช่วงปี 2565-2567 มาขยายตัวที่ระดับประมาณ 1.5% ในปี 2568 โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากบรรยากาศการลงทุนของภาคเอกชนและภาครัฐในปี 2568 สามารถทยอยกลับมาดีขึ้นกว่าปี 2567

อย่างไรก็ดี แรงขับเคลื่อนของสินเชื่อธุรกิจอาจเริ่มจากการเริ่มเบิกใช้สินเชื่อเพื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียน และสินเชื่อเพื่อการลงทุนของธุรกิจรายใหญ่ ขณะที่การฟื้นตัวของสินเชื่อสำหรับผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ยังคงอ่อนแอ ท่ามกลางข้อจำกัดในการฟื้นตัวของธุรกิจ เพราะต้องเผชิญปัญหาเฉพาะหน้า ทั้งกำลังซื้อที่อ่อนแอ การแข่งขัน และการฟื้นตัวแบบไม่ทั่วถึงของกิจกรรมทางเศรษฐกิจในภาพรวม

สำหรับสินเชื่อรายย่อยในระบบแบงก์ไทย คาดว่าสินเชื่อรายย่อยยังคงมีแนวโน้มที่จะหดตัวต่อเนื่องในปี 2568 โดยอาจหดตัวลงประมาณ 1.0% ต่อเนื่องจากที่คาดว่าจะหดตัวลงประมาณ 2.0% ในปี 2567 เนื่องจากกรอบการฟื้นตัวที่จำกัดของรายได้ในภาคครัวเรือนและภาระหนี้สินที่มีอยู่เดิม มีผลกระทบต่อความสามารถในการก่อหนี้ก้อนใหม่ โดยเฉพาะหนี้ที่มีวงเงินต่อสัญญาที่ค่อนข้างสูง เช่น หนี้บ้าน และหนี้รถยนต์

ดังนั้น หากถอยออกมาประเมินภาพที่ใหญ่ขึ้น เป็นสถานการณ์สินเชื่อของระบบแบงก์ไทยในปี 2568 แล้ว ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่าภาพรวมสินเชื่ออาจเติบโตในระดับต่ำที่ประมาณ 0.6% แม้จะเป็นระดับที่ดีขึ้นเมื่อเทียบกับที่คาดว่าสินเชื่อจะปิดสิ้นปี 2567 ในแดนลบ

แต่ก็คงต้องยอมรับว่าอัตราการเติบโตของสินเชื่อปี 2568 ที่ระดับดังกล่าวเป็นระดับที่ไม่สูง และต่ำกว่าอัตราการเติบโตของมูลค่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจ (Nominal GDP Growth) ติดต่อกันเป็นปีที่ 4 ซึ่งสะท้อนถึงผลกระทบจากความไม่แน่นอนของแนวโน้มเศรษฐกิจไทยที่ไม่เพียงมีผลต่อการเบิกใช้สินเชื่อและความสามารถในการกู้ยืมของทั้งภาคธุรกิจและครัวเรือน

แต่ยังมีผลต่อการพิจารณาความเสี่ยงด้านเครดิตและการเฝ้าระวังดูแลปัญหาคุณภาพหนี้ในฝั่งของสถาบันการเงิน หลังสินเชื่อด้อยคุณภาพ (หรือ NPLs) และสินเชื่อที่มีการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญของความเสี่ยงด้านเครดิต (หรือ Stage 2) ยังคงปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

 

 

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย