ดีอีดันแก้กฎหมายอาชญากรรมไซเบอร์เสร็จปีนี้ บีบแบงก์-ค่ายมือถือ ร่วมรับผิดชอบกรณีปล่อยปละให้เกิดอาชญากรรมไซเบอร์ เพิ่มโทษโจร คืนเงินเหยื่อ จับตา พ.ร.ก.ฉบับแก้ไขครอบคลุมแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียร่วมรับผิดชอบหรือไม่
“ประชาชาติธุรกิจ” รายงานความคืบหน้าและเจาะประเด็นสำคัญของกฎหมายมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ที่คาดว่าจะเริ่มบังคับใช้ในปี 2568 นี้ มีความมุ่งมาดเพื่อแก้ไขปัญหามิจฉาชีพและแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่ระบาดในประเทศ
หลังค้างคามาหลายเดือนสำหรับการแก้ไขกฎหมายฉบับนี้ โดยมีส่วนสำคัญคือแนวทางคืนเงินให้เหยื่อแก๊งมิจฉาชีพ และการดึงเอาสถาบันการเงิน/ธนาคาร และค่ายมือถือ ซึ่งเป็นต้นทางที่อาชญากรไซเบอร์ใช้ในหลอกลวงและโอนเงิน ร่วมรับผิดชอบหากพบว่าปล่อยปละให้อาชญากรใช้งานซิม-บัญชีธนาคาร
ล่าสุดมีรายงานว่าร่าง พ.ร.ก.มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ฉบับแก้ไขเพิ่มเติมผ่านขั้นตอนกฤษฎีกา และกำลังกลับเข้ามาพิจารณาในการประชุมคณะรัฐมนตรีอีกครั้ง
“ประเสริฐ จันทรรวงทอง” รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยก่อนหน้านี้ ว่า การปรับแก้กฎหมายนี้มีความสำคัญมาก ทั้งในแง่การเพิ่มโทษอาชญากรรมและการเปิดทางให้มีการคืนเงินให้กับผู้ที่ได้รับความเสียหายจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์ลวงลงทุน ปัจจุบันมีทรัพย์สินที่ตรวจยึดได้จากโจรไซเบอร์กว่าหนึ่งหมื่นล้านบาท ยังไม่สามารถคืนเงินให้ผู้เสียหายได้ เนื่องจากการดำเนินคดียังไม่สิ้นสุด หรือยังติดขัดข้อกฎหมาย กฎระเบียบที่ล้าสมัย
ดังนั้น กฎหมายดังกล่าวจึงต้องเร่งทำในระดับ “พระราชกำหนด” ไม่ต้องผ่านรัฐสภา จึงจะเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมเงื่อนไขใน พ.ร.ก.ฉบับเดิม และผ่านแค่คณะรัฐมนตรีไปก่อน ส่วนจะทำเป็นพระราชบัญญัติต่อไปให้ขึ้นอยู่กับสภา
เมื่อแก้ไขข้อกฎหมายเดิมแล้ว จะมีการเพิ่มโทษการซื้อขายข้อมูลส่วนบุคคล รวมถึงซิมผี บัญชีม้าด้วย โดยมีการกำหนดบทลงโทษผู้ที่เกี่ยวข้องและคนร้ายในอัตราโทษจำคุกเพิ่มขึ้นจาก 1 ปี เป็น 5 ปี
นอกจากนี้ กฎหมายใหม่ให้อำนาจการระงับ หรือยกเลิกการใช้ซิม หรือการสื่อสารต้องสงสัย ซึ่งทั้งค่ายมือถือ และธนาคาร ล้วนมีมาตรการในการตรวจสอบแล้ว เช่น ฝั่งค่ายมือถือหากพบว่ามีเบอร์โทร.ออกมากกว่า 100 ครั้ง จะระงับไว้ก่อนเพื่อตรวจสอบ
ดังนั้น ส่วนที่สำคัญคือการ “เพิ่มความรับผิดชอบ” ของสถาบันการเงินหรือธนาคาร ผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์ ผู้ให้บริการโทรคมนาคม ตลอดจนแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ ในความเสียหายของผู้เสียหายที่ถูกหลอกลวงออนไลน์
“กรณีของธนาคาร หากศาลพิจารณาแล้วเห็นว่ามีการปล่อยปละให้เปิดบัญชีม้า หรือการกระทำใด ๆ ที่เอื้อให้โจร ก็อาจจะต้องให้มีการชดใช้ค่าเสียหาย 100% แต่หากทำให้เห็นว่าป้องกันแล้วก็ยังเกิดเป็นช่องทางให้โจรใช้ ก็ขึ้นอยู่กับศาลท่านว่าจะให้ธนาคารชดใช้อย่างไร”
ความรับผิดร่วมกัน ธนาคาร-ค่ายมือถือ รวมโซเชียลมีเดียหรือไม่
อย่างไรก็ตาม หากเทียบกับกฎหมายร่วมรับผิดชอบของธนาคาร-ผู้ให้บริการมือถือของสิงคโปร์ หรือ Shared Responsibility Framework (SRF) ที่ประกาศใช้ไปเมื่อ 16 ธ.ค. 2567 กรอบนี้จะกำหนดให้สถาบันการเงินและบริษัทโทรคมนาคมมีส่วนรับผิดชอบแบบ Waterfall Approach คือธนาคารและสถาบันการเงินมีหน้าที่หลักในการชดเชยเหยื่อ เนื่องจากเป็นผู้จัดการเงินของลูกค้าโดยตรง บริษัทโทรคมนาคมทำหน้าที่เป็นผู้ตอบสนองรอง ซึ่งรับผิดชอบโครงสร้างพื้นฐานที่ทำให้เกิดการหลอกลวงเหล่านี้ เช่น การส่ง SMS
เงื่อนไขที่ธนาคารต้องดำเนินการตามขั้นตอนมีอยู่ 5 อย่างสำคัญ ได้แก่
- ตรวจจับธุรกรรมที่น่าสงสัย เพื่อป้องกันการหลอกลวง
- หยุดธุรกรรมที่มีความเสี่ยง
- แจ้งเตือนแบบเรียลไทม์ เมื่อตรวจพบกิจกรรมผิดปกติในบัญชี
- ให้ความรู้ผู้ใช้งาน
- จัดการระบบความปลอดภัย
บริษัทโทรคมนาคมต้องทำ 3 อย่างคือ
- กรองข้อความที่เป็นสแปมหรือปลอมแปลง
- ปิดกั้นลิงก์ที่น่าสงสัย ที่อาจนำไปสู่เว็บไซต์ฟิชชิ่ง
- ตรวจสอบและอัพเดตระบบความปลอดภัย เพื่อป้องกันการกระทำผิดทางไซเบอร์อย่างมีประสิทธิภาพ
เมื่อธนาคารและค่ายมือถือทำตามเงื่อนไขข้างต้นแล้ว ยังต้อง “พิสูจน์” การหลอกลวง ที่คาดว่าจะใช้เวลาพอสมควร
ส่วนสุดท้ายที่กรอบ SRF ของสิงคโปร์ไม่มีคือ การนำแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียมาร่วมรับผิดชอบ อาจด้วยไม่ใช่ผู้ที่จัดการการเงินของลูกค้าโดยตรง แต่ถือว่าเป็นหนึ่งในช่องทางที่มิจฉาชีพใช้ในการยิงโฆษณาและหลอกลวงประชาชน ทั้งทางตรงและทางอ้อม
การเอาผิดแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย เป็นหนึ่งในประเด็นที่ถูกกล่าวถึงบ่อยครั้งในการประชุมคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี แต่การดึงแบงก์และค่ายมือถือมารับผิดรับชอบโดยตรง มีเจ้าภาพคือ ธนาคารแห่งประเทศไทย และสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.)
จึงต้องจับตาต่อไปว่า พ.ร.ก.อาชญากรรมไซเบอร์ฯ ฉบับแก้ไขใหม่นี้ จะจัดวางตำแหน่งความรับผิดชอบร่วมกันของ “แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย” ที่ล้วนเป็น “บิ๊กเทค” ข้ามชาติไว้อย่างไร
ยกระดับเป็นพระราชบัญญัติ
ล่าสุดกรรมาธิการป้องกันปราบปรามการฟอกเงินและยาเสพติด ได้แถลงเมื่อ 26 ธ.ค. 2567 ที่ผ่านมาว่า กฎหมายมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีควรยกระดับเป็น “พระราชบัญญัติ” เนื่องจากอาชญากรรมออนไลน์ทำให้ประชาชนเสียหาย สูญเสียเงินเป็นจำนวนมาก ทำให้มีผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของประชาชน สภาพสังคม และระบบเศรษฐกิจของประเทศอย่างรุนแรง
จึงได้เสนอร่างพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ…. โดยกำหนดสาระสำคัญ ดังนี้
1.กำหนดองค์ประกอบของการกระทำที่เป็นความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี และกำหนดความหมายของสถาบันการเงิน ผู้ประกอบธุรกิจ ผู้ให้บริการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ และการติดต่อสื่อสารให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น เพื่อให้เกิดความร่วมมือกันมากยิ่งขึ้นในการปฏิบัติตามกฎหมาย
2.กำหนดให้มีบัญชีที่ถูกกำหนด (บัญชีที่ถูกใช้โอนหรือรับโอนเงิน) เพื่อให้สถาบันการเงิน ผู้ประกอบธุรกิจ และผู้ให้บริการ มีความชัดเจนในการระงับการทำธุรกรรมทางการเงินกับบัญชีที่ถูกกำหนดดังกล่าวได้ทันที
3.กำหนดมาตรการในกรณีที่สถาบันการเงิน ผู้ประกอบธุรกิจ หรือผู้ให้บริการพบเหตุอันควรสงสัย หรือในกรณีที่ได้รับแจ้งจากผู้เสียหาย สามารถปฏิเสธ ระงับ หรือยุติการทำธุรกรรมกับบัญชีที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี และกรณีที่ถือว่าเป็นบัญชีที่ถูกกำหนด ก็จะสามารถโอนเงินจากบัญชีที่ถูกกำหนดกลับคืนไปยังบัญชีของผู้เสียหายได้อย่างทันท่วงที
4.กำหนดให้มีคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี มีหน้าที่และอำนาจในการกำหนดนโยบาย และแนวทางที่เกี่ยวข้องในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี และให้มีสำนักงานตรวจสอบการบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี เพื่อทำหน้าที่ในการคืนเงิน หรือทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยีให้กับผู้เสียหาย
5.กำหนดกระบวนงานของพนักงานเจ้าหน้าที่ในการตรวจสอบธุรกรรมทางการเงินหรือทรัพย์สิน เพื่อคุ้มครองสิทธิ คืนเงิน หรือทรัพย์สินให้กับผู้เสียหาย ทำให้เกิดผลดีในการคืนเงิน หรือทรัพย์สินให้กับผู้เสียหายได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
มาตรการตามพระราชบัญญัติที่ยกร่างขึ้นมาดังกล่าวข้างต้น เป็นมาตรการใหม่ที่ส่วนใหญ่มิได้มีอยู่ในบทบัญญัติของพระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ. 2566 จึงจำเป็นต้องมีการยกร่างขึ้นเป็นกฎหมายฉบับใหม่