ตลาดหุ้น หุ้น
สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทยเผย กรมส่งเสริมสหกรณ์เข้มเกณฑ์ลงทุน ขีดเส้น “สหกรณ์” ลงทุนไม่เกิน 1 เท่าของทุนเรือนหุ้นบวกทุนสำรอง คาดกดดันสหกรณ์รายใหญ่ 150 แห่ง ที่ลงทุนหุ้นกู้เกินอยู่ 3-4 เท่า ต้องชะลอลงทุน-ทยอยลดสัดส่วน หวั่นกระทบยอดจองซื้อหุ้นกู้ตั้งแต่ปี 2568 ให้เวลาปรับตัวภายใน 10 ปี สมาคมคาดเป้ามูลค่าการออกหุ้นกู้ปีนี้เหลือ 8.5-9 แสนล้าน กลุ่มเสี่ยงสูงยังชะลอการออก-Investment Grade เชื่อโรลโอเวอร์ได้ แต่มีความกังวลต่อการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ ปีนี้ครบดีล 8.9 แสนล้าน จับตา 3 เซ็กเตอร์ “ไฟแนนซ์-อสังหาฯ-พลังงาน”
นางสาวอริยา ติรณะประกิจ รองกรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (Thai BMA) เปิดเผยว่า ในปี 2568 คาดการณ์มูลค่าการออกตราสารหนี้ภาคเอกชน (หุ้นกู้) จะอยู่ที่ 850,000-900,000 ล้านบาท ลดลงจากปี 2567 ที่มีมูลค่าการออก 913,141 ล้านบาท เนื่องด้วยสถานการณ์ตลาดหุ้นกู้อาจยังคงเห็นกลุ่มหุ้นกู้เสี่ยงสูง (High Yield) ต้องมีการชะลอการออกจากเซนติเมนต์ตลาดไม่เอื้ออำนวยในการเสนอขายที่ต่อเนื่องมาจากปี 2567
และความระมัดระวังของนักลงทุนในการเข้าไปซื้อ หรือแม้แต่หุ้นกู้ระดับลงทุน (Investment Grade) ที่เป็นบริษัทขนาดใหญ่ที่เชื่อว่าสามารถโรลโอเวอร์ได้ครบก็ตาม แต่ยังมีความกังวลต่อสถานการณ์การชะลอตัวทางเศรษฐกิจอยู่ รวมถึงปี 2568 ปฏิเสธไม่ได้ว่าอาจยังคงเห็นหุ้นกู้ที่มีการขอยืดกำหนดชำระหนี้หรือขอปรับโครงสร้างหนี้ออกไป
นอกจากนี้เกณฑ์การลงทุนใหม่ของกรมส่งเสริมสหกรณ์ที่มีผลตั้งแต่ปลายปี 2567 ที่กดดันให้สหกรณ์ซึ่งส่วนใหญ่ลงทุนอยู่ในหุ้นกู้ ต้องลงทุนอย่างระมัดวังและมีการกระจายความเสี่ยงที่ดีมากขึ้น โดยเกณฑ์ดังกล่าวกำหนดการลงทุนของสหกรณ์ต้องไม่เกิน 1 เท่าของทุนเรือนหุ้นบวกทุนสำรอง หมายความว่าหากสหกรณ์มีทุนเรือนหุ้น 10,000 ล้านบาท จะลงทุนได้ไม่เกิน 10,000 ล้านบาทด้วย ซึ่งจากเดิมที่สหกรณ์รายใหญ่ที่ปัจจุบันพบว่ามีอยู่ราว 150 แห่ง (มีสินทรัพย์เกิน 4,000 ล้านบาทขึ้นไป) ลงทุนหุ้นกู้อยู่เกินระดับ 3-4 เท่า แต่ทั้งนี้กรมส่งเสริมสหกรณ์ให้เวลาปรับตัวตามเกณฑ์ภายใน 10 ปี

อย่างไรก็ตาม ประเมินว่าผลกระทบจากเกณฑ์ดังกล่าว จะส่งผลให้สหกรณ์ต้องมีการชะลอการลงทุนออกไป ซึ่งกระทบยอดตอบรับในการจองซื้อหุ้นกู้ได้ โดยเฉพาะหุ้นกู้เรตติ้ง A- ขึ้นไป (เกณฑ์ปัจจุบันกำหนดให้สหกรณ์ลงทุนหุ้นกู้ได้เฉพาะเรตติ้ง A- ขึ้นไป) นอกจากนี้สหกรณ์ต้องทยอยลดสัดส่วนการลงทุนหุ้นกู้ให้เป็นไปตามเกณฑ์ภายใน 10 ปี จากปัจจุบันสหกรณ์มีมูลค่าคงค้างหุ้นกู้อยู่ประมาณกว่า 5 แสนล้านบาท คิดเป็น 12% ของมูลค่าคงค้างทั้งตลาดหุ้นกู้
โดยปี 2568 จะมีมูลค่าครบกำหนดราว 2.5 หมื่นล้านบาท ทั้งนี้เชื่อว่าสหกรณ์คงจะหันไปปล่อยกู้เพื่อช่วยเหลือสมาชิก หรือปล่อยกู้ให้กับสหกรณ์รายอื่นมากขึ้นเพื่อสนับสนุนองคาพยพ
สำหรับในปี 2568 จะมีหุ้นกู้ครบกำหนดไถ่ถอนมูลค่า 893,275 ล้านบาท เป็นหุ้นกู้ระดับลงทุน (Investment Grade) มูลค่า 762,049 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 85% และเป็นหุ้นกู้เสี่ยงสูง (High Yield) มูลค่า 131,227 ล้านบาท อีกสัดส่วน 15%
โดยไตรมาส 1/2568 จะมีหุ้นกู้ครบกำหนด 204,976 ล้านบาท ไตรมาส 2/2568 จะมีหุ้นกู้ครบกำหนด 262,853 ล้านบาท ไตรมาส 3/2568 จะมีหุ้นกู้ครบกำหนด 2202,281 ล้านบาท และไตรมาส 4/2568 จะมีหุ้นกู้ครบกำหนด 223,166 ล้านบาท โดย 3 เซ็กเตอร์หลักที่จะมีมูลค่าหุ้นกู้ครบกำหนดสูงสุดคือ 1.ธุรกิจไฟแนนซ์ มูลค่า 185,179 ล้านบาท 2.ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ มูลค่า 168,211 ล้านบาท และ 3.ธุรกิจพลังงาน มูลค่า 105,909 ล้านบาท
