เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ไชน่า ช็อก 2.0 สะเทือนโลก
World ไชน่า ช็อก 2.0 สะเทือนโลก
ราคาบิตคอยน์วันนี้ (22 ก.ค. 69) ขยับขึ้น 1.7% อยู่ที่ 66,589 เหรียญสหรัฐ
Finance ราคาบิตคอยน์วันนี้ (22 ก.ค. 69) ขยับขึ้น 1.7% อยู่ที่ 66,589 เหรียญสหรัฐ
‘ดารา’ หนีตายทีวีซบเซา เดบิวต์เป็นอินฟลู-ไลฟ์ขายของ รับเงินไว รายได้สูง
Business ‘ดารา’ หนีตายทีวีซบเซา เดบิวต์เป็นอินฟลู-ไลฟ์ขายของ รับเงินไว รายได้สูง
พยากรณ์อากาศ (22 ก.ค. 69) เตือนทั่วไทยฝนเพิ่ม เหนือ-อีสาน-ตะวันออก ฝนตกหนักบางแห่ง
News พยากรณ์อากาศ (22 ก.ค. 69) เตือนทั่วไทยฝนเพิ่ม เหนือ-อีสาน-ตะวันออก ฝนตกหนักบางแห่ง
กทม. รื้อใหญ่อัตราภาษีที่ดิน ดัดหลังเศรษฐีปลูกกล้วย-มะนาว
Real Estate กทม. รื้อใหญ่อัตราภาษีที่ดิน ดัดหลังเศรษฐีปลูกกล้วย-มะนาว
Take Toys ปั้น IP สัญชาติไทย ส่งตุ๊ตาชิงตลาดแคแร็กเตอร์
Business Take Toys ปั้น IP สัญชาติไทย ส่งตุ๊ตาชิงตลาดแคแร็กเตอร์
MAZDA6e สวยสะดุด ขับดีเกินคาด
Automotive MAZDA6e สวยสะดุด ขับดีเกินคาด
DKSH ชูโลจิสติกส์สีเขียว ยกระดับห่วงโซ่อุปทานสาธารณสุข
Biz Movement DKSH ชูโลจิสติกส์สีเขียว ยกระดับห่วงโซ่อุปทานสาธารณสุข
ตระกูลใหญ่แย่งซื้อ ‘รอยัลออคิดเชอราตัน’
Finance ตระกูลใหญ่แย่งซื้อ ‘รอยัลออคิดเชอราตัน’
วาระใหญ่รอประธานใหม่ กสทช. รื้อมติดีลยักษ์มือถือ ?
Politics วาระใหญ่รอประธานใหม่ กสทช. รื้อมติดีลยักษ์มือถือ ?
ดูทั้งหมด

เมื่อ “ทรัมป์” เริ่มต้น ทำ “สงครามการค้า”

05 ก.พ. 2568 | 08:40น.
Ttrump
คอลัมน์ : ชีพจรเศรษฐกิจโลก
ผู้เขียน : ไพรัตน์ พงศ์พานิชย์

ตั้งแต่ 1 กุมภาพันธ์ 2025 ที่ผ่านมา “สงครามการค้า” ของประธานาธิบดี “โดนัลด์ ทรัมป์” รอบใหม่ก็เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม เมื่อพิกัดอัตราภาษีศุลกากรใหม่ที่กำหนดขึ้นสำหรับ 3 ประเทศคู่ค้าใหญ่ที่สุดของสหรัฐอเมริกา อย่างแคนาดา, จีน และเม็กซิโก มีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการ ผู้ที่นำเข้าสินค้าใดก็ตามจากแคนาดาและเม็กซิโกมาสู่ตลาดในสหรัฐอเมริกา จำเป็นต้องจ่ายภาษีนำเข้าสูงถึง 25% เพราะทรัมป์ต้องการบีบบังคับให้ทั้งสองประเทศ ควบคุมการลักลอบขนผู้อพยพและยาเสพติดเข้าสู่สหรัฐอเมริกา

ในส่วนของจีนนั้น ถูกลงโทษด้วยการขึ้นภาษีเพิ่มจากเดิมอีก 10% ในฐานะที่ล้มเหลว ไม่สามารถควบคุมการลักลอบส่งสารเคมีที่เป็นสารตั้งต้นในการผลิต “เฟนทานิล” ไปยังแคนาดาและเม็กซิโก ที่สุดท้ายก็มาลงเอยระบาดอยู่ในสหรัฐอเมริกา

ความเคลื่อนไหวของสหรัฐอเมริกาครั้งนี้ มีข้อสังเกตที่น่าสนใจอยู่บางประการ แรกสุดก็คือการประกาศกำแพงภาษีครั้งนี้ ดูเหมือนไม่ได้พุ่งเป้าไปที่ “จีน” ที่ผู้สันทัดกรณีทั่วไปเชื่อว่าเป็นเป้าหมายหลักในการทำสงครามการค้าของทรัมป์ ตรงกันข้ามกลับเป็นเพื่อนบ้านที่เป็นชาติพันธมิตร อย่างแคนาดาและเม็กซิโก

ถัดมาก็คือ อำนาจที่ทรัมป์ใช้รองรับในการประกาศตั้งกำแพงภาษีครั้งนี้ ไม่ใช่เกิดขึ้นจากช่องทางทางการค้าปกติ หากแต่เป็นการใช้อำนาจพิเศษ ที่บัญญัติไว้ในกฎหมายภายใต้ชื่อ “รัฐบัญญัติว่าด้วยอำนาจทางเศรษฐกิจในสถานการณ์ฉุกเฉินระหว่างประเทศ” (International Emergency Economic Powers Act-IEEPA)

ซึ่งจะใช้ได้ ทรัมป์ก็ต้องประกาศให้สถานการณ์ผู้อพยพและเฟนทานิล ให้เป็นสถานการณ์ระดับ “วิกฤตการณ์ของชาติ” เสียก่อน ซึ่งนำไปสู่ข้อสังเกตประการสุดท้าย นั่นคือ ที่ผ่านมา ไม่เคยมีผู้นำอเมริกันคนไหน ใช้มาตรการอย่างพิกัดอัตราภาษีศุลกากร เป็นนโยบายเพื่อบรรลุเป้าหมายทำนองนี้มาก่อน

การใช้นโยบายขึ้นภาษีขาเข้า เพื่อเป้าหมายในการควบคุมจำนวนผู้อพยพและยาเสพติดในครั้งนี้ จึงเท่ากับเป็นการส่งสัญญาณออกไปทั่วโลกว่า “สหรัฐอเมริกา สามารถใช้วิธีการขึ้นภาษีแบบเดียวกันนี้เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ใด ๆ ก็ได้ ตามแต่ความปรารถนาของประธานาธิบดี”

ในเอกสารชี้แจงข้อเท็จจริงเรื่องการขึ้นพิกัดอัตราภาษีครั้งนี้ของทำเนียบขาว ระบุเอาไว้ชัดเจนว่า “พิกัดอัตราภาษีศุลกากร เป็นเครื่องมือทรงอานุภาพ ที่ผ่านการพิสูจน์มาแล้วสำหรับนำมาใช้เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของชาติ”

นี่เองคือเหตุผลสำคัญ ที่ทำให้การเคลื่อนไหวของสหรัฐอเมริกาครั้งนี้ ส่งผลสะเทือนออกไปเป็นวงกว้างทั่วโลก ไม่จำกัดอยู่แต่เฉพาะภาคพื้นอเมริกาเหนือเท่านั้น เพราะเท่ากับเป็นการแสดงอุทาหรณ์อย่างเป็นรูปธรรมให้เห็นได้อย่างชัดเจนว่า ทรัมป์สามารถใช้วิธีการตั้งกำแพงภาษี สร้างความไม่แน่นอนให้เกิดขึ้นกับระบบการค้าและเศรษฐกิจของทั้งโลกได้อย่างไร

ที่ผ่านมา ทรัมป์เคยใช้วิธีการขึ้นพิกัดอัตราภาษีศุลกากรนี้ “ข่มขู่” โคลอมเบีย เพื่อให้รับผู้อพยพที่ถูกเนรเทศออกไปจากสหรัฐอเมริกา และใช้เรื่องเดียวกันนี้ ขู่บรรดาประเทศในกลุ่มบริกส์ ไม่ให้เคลื่อนไหวเพื่อลดความสำคัญของสกุลเงินดอลลาร์ ซึ่งล้วนเป็นตัวอย่างที่ดีว่า ไม่มีเหตุผลใด ๆ ที่จะไปคิดว่า ทรัมป์จะยุติการใช้วิธีการนี้ลงเพียงแค่นี้เท่านั้น

ปัญหาก็คือ สหรัฐอเมริกามีผลประโยชน์ที่เกี่ยวพันเชื่อมโยงอยู่มากมายทั่วโลก ดังนั้น เลิกคิดกันได้เลยว่า จะมีประเทศหนึ่งประเทศใด รอดพ้นจากการใช้กำแพงภาษีเป็นอาวุธเช่นนี้ได้ตลอดไป

ปัญหาใหญ่อีกประการที่ผู้สันทัดกรณีทางการค้าระหว่างประเทศชี้ให้เห็นว่า เกิดขึ้นจากการเริ่มต้นประกาศสงครามทางการค้าครั้งนี้ก็คือ ไม่มีใครมีทางล่วงรู้ได้ชัดว่า การตั้งกำแพงภาษีดังกล่าวนี้จะสิ้นสุดลงเมื่อใด และสิ้นสุดลงภายใต้เงื่อนไขใด ไม่มีใครรู้ว่า ถ้าหากภาวะการใช้เฟนทานิลเกินขนาดในสหรัฐอเมริกาหมดไป กำแพงภาษีจะยุติลงหรือไม่

หรือต้องรอจนไม่มีผู้อพยพใด ๆ เดินทางเข้าไปตั้งรกรากในสหรัฐอเมริกาแล้ว หรือต้องรอจนกว่า ทรัมป์สามารถทำรายได้จากภาษีศุลกากรได้มากพอจนสามารถลดภาษีให้อเมริกันที่ร่ำรวยได้มากจนถึงระดับที่พอใจ

แต่ที่แน่ ๆ ก็คือ หากทรัมป์ต้องการกำแพงภาษีเหล่านี้ก็สามารถคงอยู่ต่อไปได้ เพราะการแสวงหาเหตุให้ขึ้นภาษีศุลกากรนั้นทำได้ง่ายมาก ๆ นั่นเอง

ภายใต้สภาพการณ์เช่นนั้น ทำให้การกระทำเพื่อตอบโต้การตั้งกำแพงภาษีของสหรัฐอเมริกายากที่จะคาดการณ์ตามไปด้วย ในกรณีของแคนาดา กับเม็กซิโก ทั้งสองประเทศประกาศออกมาชัดเจนแล้วว่า จะตอบโต้ด้วยการขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากสหรัฐอเมริกาในระดับที่สาสม

ปัญหาก็คือ ทรัมป์เองก็เตือนไว้เช่นกันว่า การกระทำเช่นนั้นรังแต่จะทำให้อัตราภาษียิ่งสูงมากขึ้นไปอีก ซึ่งในที่สุดแล้วก็ยากที่จะรู้ได้ว่า ศึกพิกัดอัตราภาษีศุลกากรที่ว่าจากนี้จะลุกลามออกไปมากน้อยเพียงใด

แน่นอน ความสับสนอลหม่าน หรืออาจถึงระดับโกลาหล ที่เกิดขึ้นกับระบบการค้าและเศรษฐกิจของโลก อาจเอื้อประโยชน์บางอย่าง ในบางด้านต่อสหรัฐอเมริกาและทรัมป์ ด้วยเหตุที่ว่า ในโลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน โลกที่ไม่อาจคาดการณ์ใด ๆ ได้ “เงินทุน” อาจหลั่งไหลเข้ามายังอาณาบริเวณที่ปลอดภัยที่สุดในตลาดใหญ่อย่างสหรัฐอเมริกา

แต่นั่นไม่ใช่ความเป็นไปได้เพียงอย่างเดียว ยังคงมีความเป็นไปได้เช่นกันที่บรรดาเงินทุนเหล่านั้นอาจไหลไปสู่ “จีน” ซึ่งแน่นอนต้องกระตือรือร้นสนใจที่จะขยายการค้ากับประเทศใด ๆ ก็ได้ที่ทรัมป์ทอดทิ้งไป หรือไม่ก็เกิดสภาวการณ์ชะงักงันขึ้น

เมื่อบรรดาบริษัททั้งหลายพากันหยุดนิ่ง กอดเงินทุนที่มีเอาไว้เฉย ๆ รอคอยจนกว่า จะมีสัญญาณแสดงให้เห็นชัดว่า จะบังเกิดข้อกำหนดกฎเกณฑ์และความตกลงใหม่ ๆ ขึ้น ในอีกไม่ช้าไม่นาน ซึ่งจะทำให้สถานการณ์ที่ความแน่นอนและความเป็นเหตุเป็นผลที่สามารถคาดการณ์ได้ หวนกลับคืนมาสู่ระบบการค้าอีกครั้งหนึ่ง

สุดท้าย โลกก็จะมานั่งถกกันอีกครั้งว่า จะดีกว่าหรือไม่ ถ้าหากจะปล่อยให้ระบบการค้าโลกมีข้อกำหนดกฎเกณฑ์ที่เห็นพ้องตรงกันอยู่บ้าง แทนที่จะปล่อยให้ไร้กฎเกณฑ์ใด ๆ โดยสิ้นเชิงเช่นนี้