เปิดคำพิพากษา “พิรงรอง รามสูต” ของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ชี้ กสทช. ไม่มีอำนาจคุม OTT-ส่อเจตนากลั่นแกล้ง
รายงานข่าวจากศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ซึ่งได้อ่าน คำพิพากษาคดีบริษัท ทรูดิจิทัลกรุ๊ป จำกัด ผู้ให้บริการแพลตฟอร์ม True ID เป็นโจทก์ ฟ้องศาสตราจารย์กิตติคุณ พิรงรอง รามสูต กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157
ถ้อยความปรากฏว่า จากการที่มีผู้บริโภคร้องเรียนมาที่สำนักงาน กสทช. ในปี 2566 พบว่าบนแพลตฟอร์ม True ID ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งวิดีโอผ่านระบบอินเทอร์เน็ต (OTT-Over the Top) มีการโฆษณาแทรกในช่องรายการทีวีดิจิทัลของผู้ได้รับใบอนุญาตจาก กสทช. ซึ่ง True ID ได้นำสัญญาณมาถ่ายทอดในแพลตฟอร์มของตนเอง
ต่อมาคณะอนุกรรมการพิจารณาอนุญาตด้านกิจการโทรทัศน์ ได้พิจารณาและเสนอความเห็นในเรื่องดังกล่าว และสำนักงาน กสทช.ได้ออกหนังสือแจ้งไปยังผู้ประกอบการที่ได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโทรทัศน์
หนังสือนั้นทำให้ผู้ได้รับอนุญาตเข้าใจว่า โจทก์ (True ID) เป็นผู้ทำผิดกฎหมาย ซึ่งอาจส่งผลให้ผู้รับอนุญาตอาจระงับเนื้อหารายการต่าง ๆ ที่บริษัทส่งไปออกอากาศ ส่อแสดงเจตนากลั่นแกล้งให้บริษัทได้รับความเสียหาย
ทั้งนี้ คำพิพากษาฉบับย่อที่ระบุในข่าวแจกสื่อมวลชน ระบุตอนหนึ่งว่า ศาลพิเคราะห์แล้ว เห็นว่า โจทก์เป็นผู้ให้บริการแอปพลิเคชั่น True ID มาตั้งแต่ปี 2559 จนถึงปัจจุบัน โดยแอปพลิเคชั่น True ID เป็นการให้บริการประเภทผ่านอินเทอร์เน็ตสาธารณะหรือ OTT และเป็นการให้บริการผ่านอินเทอร์เน็ตสาธารณะของผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตทั่วไป ซึ่ง กสทช.ไม่เคยกำหนดให้ผู้ให้บริการแอปพลิเคชั่นหรือแพลตฟอร์มดังกล่าวต้องขอรับใบอนุญาตแต่อย่างใด
จำเลยเป็นกรรมการใน กสทช. มีอำนาจหน้าที่จัดทำแผนแม่บทการบริหารคลื่นความถี่ ระหว่างกำหนดการจัดสรรคลื่นความถี่ระหว่างคลื่นความถี่ที่ใช้ในกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ กิจการโทรคมนาคม กำหนดลักษณะและประเภทของกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และจำเลยยังได้รับแต่งตั้งให้เป็นประธานคณะอนุกรรมการพิจารณาอนุญาตด้านกิจการโทรทัศน์ มีอำนาจหน้าที่ให้ข้อเสนอแนะ ข้อพิจารณา กลั่นกรอง และให้ความเห็นเกี่ยวกับการอนุญาตและกำกับดูแลการประกอบกิจการโทรทัศน์
รวมทั้งปฏิบัติหน้าที่อื่นใดตามที่ กสทช.มอบหมาย จำเลยจึงเป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมาย ตามพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุ โทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553 มาตรา 25 ในการประชุมคณะอนุกรรมการพิจารณาอนุญาตด้านกิจการโทรทัศน์ ครั้งที่ 3/2566 เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2566 จำเลยทำหน้าที่เป็นประธานในที่ประชุม
โดยมีวาระที่ต้องพิจารณาเกี่ยวกับการตรวจสอบการแพร่เสียงแพร่ภาพผ่านการให้บริการกล่องรับสัญญาณโทรทัศน์ผ่านระบบอินเทอร์เน็ต และแอปพลิเคชั่น True ID โดยในที่ประชุมได้มีการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับลักษณะหรือพฤติการณ์ในการให้บริการของ True ID แต่ที่ประชุมยังไม่สามารถหาข้อสรุปได้
ประกอบกับที่ประชุมเห็นว่า ปัจจุบันมีผู้ให้บริการในลักษณะโอทีที เช่นเดียวกับ True ID จำนวนมาก ซึ่งไม่ได้ เป็นผู้รับใบอนุญาตและไม่ได้รับการกำกับดูแลจาก กสทช., การนำเอาประเด็นลักษณะของการให้บริการของ True ID มาพิจารณาเพียงรายเดียว อาจส่งผลต่อการพิจารณาในประเด็นต่าง ๆ ในอนาคตได้ แสดงให้เห็นว่า ในการประชุมของคณะอนุกรรมการพิจารณาอนุญาตด้านกิจการโทรทัศน์คราวดังกล่าว ยังไม่ได้ข้อสรุปเกี่ยวกับการให้บริการ True ID ของโจทก์ว่าจะต้องขอรับใบอนุญาตจาก กสทช.หรือไม่ อย่างไร
อีกทั้งก่อนที่จำเลยจะได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการ กสทช. มีข้อมูลระบุว่า บริการ True ID ของโจทก์เป็นบริการโอทีที และยังไม่มีความชัดเจนเกี่ยวกับกฎหมายในการกำกับดูแลการประกอบกิจการดังกล่าว ซึ่งสอดคล้องกับคำชี้แจง ข้อเท็จจริงของสำนักงาน กสทช. ที่ยื่นต่อศาลในคดีนี้ว่า กสทช.ยังไม่ได้มีการประกาศกำหนดนิยามของคำ
ทั้งนี้ คำพิพากษาฉบับย่อที่ระบุในข่าวแจกสื่อมวลชน ระบุตอนหนึ่งด้วยว่า จำเลยมีการใช้ถ้อยคำทำนองพยายามโน้มน้าวและรวบรัดการพิจารณา อีกทั้งก่อนจบการประชุมของคณะอนุกรรมการ จำเลยให้เตรียมความพร้อมที่จะล้มหรือระงับการให้บริการแอปพลิเคชั่น True ID ของโจทก์ โดยใช้คำพูดว่า “ต้องเตรียมตัวจะ จะล้มยักษ์” และจำเลยก็ยอมรับว่า คำว่า “ยักษ์” หมายถึงโจทก์ ถ้อยคำดังกล่าวเป็นการสื่อความหมายชัดเจนว่า ประสงค์ให้กิจการของโจทก์ได้รับความเสียหาย พฤติการณ์ของจำเลยดังกล่าว เป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ชอบ เจตนามุ่งประสงค์กลั่นแกล้งโจทก์ และใช้อำนาจหน้าที่ของตนไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์และขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย เพราะภายหลังจากมีหนังสือดังกล่าวแจ้งไปยังผู้ประกอบการรวม ๑๒๗ รายแล้ว มีผู้ประกอบกิจการหลายรายได้ชะลอหรือขยายระยะเวลาเข้าทำนิติกรรมกับโจทก์ การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ส่วนพยานหลักฐานของจำเลยไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้
พิพากษาว่าจำเลยกระทำผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ฐานปฏิบัติและละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ให้ลงโทษจำคุกเป็นเวลา 2 ปี


