สงครามภาษีของทรัมป์ !
ศ.กิตติคุณ ดร.สุรชาติ บำรุงสุข
กำแพงภาษีของประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา โดนัลด์ ทรัมป์ สะเทือนไปทั้งโลก
แม้ต่อมา “ทรัมป์” จะออกคำสั่งประธานาธิบดี ขยายการเก็บภาษีออกไป 90 วัน ยกเว้นแต่จีน นอกจากไม่ได้รับการยกเว้นให้ขยายเวลา ยังถูกเก็บภาษีเพิ่มเป็นเท่าตัว สงครามการค้าในเวทีโลกกำลังร้อนระอุ และบานปลาย
ศ.กิตติคุณ ดร.สุรชาติ บำรุงสุข คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วิเคราะห์สถานการณ์อันร้อนแรง ผ่านบทความ “สงครามภาษีของทรัมป์” มองว่า Trade War กำลังถูกยกระดับเป็นการแข่งขั้นภูมิรัฐศาสตร์ของรัฐมหาอำนาจใหญ่ เป็นการ “บีบ” ให้ทุกชาติกลายเป็น “คู่ค้า” ที่ไม่ใช่ “พันธมิตร” นี่กำลังเป็น “ข้อสอบ” ของผู้นำทั่วโลก ไม่เว้นผู้นำไทย
สงครามการค้าทวีความรุนแรง
ในวันพุธที่ 9 เมษายน ที่ผ่านมา ผู้นำหลายประเทศทั่วโลกดูจะถอนหายใจคลายความกังวลได้สักหน่อย เพราะประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศที่จะชะลอการบังคับใช้มาตรการที่จะเก็บภาษีกับประเทศต่าง ๆ ตามที่ประกาศไว้ออกไปอีก 90 วัน อย่างน้อยทุกประเทศได้คลายแรงกดดันออกไปอีก 3 เดือน แต่ก็ไม่ได้บอกว่าคำประกาศเก็บภาษีในอัตราใหม่ของทรัมป์จะยุติลงแต่อย่างใด
ผู้นำสหรัฐยังคงเตรียมเก็บภาษีในอัตราใหม่ ในภาวะที่ทรัมป์ยอมขยับเวลาออกไปเช่นนั้น อัตราภาษีพื้นฐานที่ทรัมป์จะใช้กับสินค้าที่นำเข้าสหรัฐอเมริกาที่ร้อยละ 10 จะยังคงบังคับใช้ไม่เปลี่ยนแปลง ขณะเดียวกัน มาตรการภาษีกับสินค้านำเข้าจากจีนจะขยับสูงขึ้นมากอย่างคาดไม่ถึง คือเป็นร้อยละ 125 (จากเดิมที่ประกาศว่าเป็นร้อยละ 84) (ข้อมูลทางการ ณ วันที่ 9 เมษายน ตามเวลาสหรัฐ)
ทั้งหมดนี้บอกเราชัดเจนว่า สงครามการค้าในเวทีโลกระหว่างสหรัฐกับจีน ไม่ใช่เพียงเกิดขึ้นแล้วเท่านั้น แต่ยังเป็นการต่อสู้ที่กำลังถูกยกระดับ และมีแนวโน้มที่อาจทวีความรุนแรงมากขึ้นได้
ว่าที่จริง ก่อนหน้านี้โลกได้เห็นปรากฏการณ์สงครามการค้าเช่นนี้ในยุค “ทรัมป์ 1” มาแล้ว (ค.ศ. 2017-2020) แต่ก็ไม่รุนแรงมากนัก ในยุค “ทรัมป์ 2” สถานการณ์สงครามชุดนี้ดูจะมีความเข้มข้นของการต่อสู้ระหว่าง 2 รัฐมหาอำนาจใหญ่มากขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ อีกทั้งต้องตระหนักว่าสงครามการค้าที่ดำเนินการผ่านการสร้าง “กำแพงภาษี” นั้น เป็นส่วนหนึ่งของการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ของรัฐมหาอำนาจใหญ่ในศตวรรษที่ 21 ไม่ใช่การแข่งขันต่อสู้ที่มีมิติทางเศรษฐกิจอย่างเป็นเอกเทศ
บี้จีนให้ยอมสหรัฐ
ดังจะเห็นได้ว่าข้าศึกที่สำคัญในสงครามการค้าของสหรัฐครั้งนี้คือจีน และยังเห็นได้ในมิติความมั่นคงจากมุมมองของผู้นำสหรัฐว่า จีนเป็น “ภัยคุกคามหลัก” ภัยคุกคามสำหรับสหรัฐในยุคนี้ ไม่ได้มาจากรัสเซีย (สหภาพโซเวียตแต่เดิม) อีกต่อไป ในทำนองเดียวกัน ผู้นำสหรัฐในยุคปัจจุบันดูจะมีไมตรีกับผู้นำรัสเซียอย่างคาดไม่ถึง ดังจะเห็นได้ชัดเจนว่า ผู้นำสหรัฐไม่ได้มองรัสเซียเป็น “ผู้รุกราน” ในสงครามยูเครนแต่อย่างใด
แต่ทรัมป์กลับมองว่ายูเครนต่างหากที่เป็น “ตัวปัญหา” และเป็นผู้ที่ทำให้เกิดสงคราม น่าสนใจว่าทรรศนะของทรัมป์สอดรับกับคำอธิบายของปูตินอย่างไม่น่าเชื่อ สงครามการค้าของทรัมป์จึงมุ่งกระทำกับจีนเป็นเป้าหมายหลัก ซึ่งสหรัฐหวังว่าสงครามเช่นนี้จะทำให้จีนอ่อนแอลง และในที่สุดต้องยอมด้วยการหันมาเจรจากับสหรัฐ กล่าวคือจีนจะต้องยอมสหรัฐ เพราะตลาดที่สำคัญที่สุดของระบบเศรษฐกิจทุนนิยมจีนอยู่ในสหรัฐ
บีบทุกชาติให้เป็น “รัฐคู่ค้า”
แต่ในอีกด้านหนึ่งก็ไม่ได้มีนัยว่าทรัมป์จะไม่ทำสงครามการค้ากับประเทศอื่น ๆ และทั้งไม่มีกฎเกณฑ์ว่าสงครามการค้านี้จะไม่ทำกับชาติพันธมิตรของสหรัฐเดิม เพราะจากตัวเลขที่ทำเนียบขาวประกาศอัตราภาษีใหม่กับทุกประเทศทั่วโลกนั้น กลายเป็นสัญญาณว่าสหรัฐกำลังทำสงครามการค้ากับทุกประเทศทั่วโลก ผลที่ตามมาในทางรัฐศาสตร์คือ แล้วสหรัฐจะเหลือประเทศใดเป็นชาติพันธมิตร และมีสถานะเป็นพันธมิตรที่ไว้วางใจสหรัฐในอนาคต
สำหรับในมิติทางเศรษฐศาสตร์นั้น ด้วยนโยบายแบบทรัมป์ทำให้ทุกชาติมีสถานะเป็น “รัฐคู่ค้า” กับสหรัฐ และมีความแตกต่างอันเป็นผลจากการได้เปรียบทางการค้ากับสหรัฐ ไม่ใช่ความแตกต่างในมิติของการเป็นพันธมิตรทางการเมืองและความมั่นคงในแบบเดิมแต่อย่างใด
ทรัมป์ไม่เปลี่ยนใจง่าย ๆ
อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาจากการขับเคลื่อนนโยบาย “กำแพงภาษีสูง” เช่นนี้ อาจอธิบายในอีกมุมหนึ่งจากปัจจัยภายในของสหรัฐเองได้ว่า ทรัมป์มีวัตถุประสงค์ที่สำคัญในอีกส่วนคือ ความหวังที่จะปรับโครงสร้างของระบบเศรษฐกิจอเมริกันให้ได้ทั้งหมด หรือเป็นการผลักดันให้ระบบเศรษฐกิจเกิดการปรับตัวทั้งระบบ คงไม่แปลกนักที่จะต้องกล่าวว่า ทรัมป์กำลัง “คิดการใหญ่” และเราอาจแปลกใจที่ทรัมป์ไม่แคร์กับการตกลงของตลาดหุ้นในอเมริกา เพราะทรัมป์กล่าวเสมอว่า การดำเนินการเช่นนี้ สังคมอเมริกันอาจต้องเผชิญหน้ากับ “ความไม่สบาย” ทั้งในชีวิตและในทางเศรษฐกิจสักระยะหนึ่ง
แม้อาจจะต้องเจอกับ “ภาวะถดถอย” ทางเศรษฐกิจบ้างก็ตาม ซึ่งเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ในระยะยาวแล้ว สิ่งนี้จะพิสูจน์ว่านโยบายของเขาถูกต้อง แต่ปัญหาคือ “จุดของความไม่สบายที่สุด” นั้นอยู่ตรงไหน และจะใช้เวลาอีกนานเท่าใดที่ถึงจุดนั้น
ประกอบกับสหรัฐมีเศรษฐกิจขนาดใหญ่ และมีความยืดหยุ่นในตัวเองอยู่พอสมควร ทั้งยังสามารถรับผลด้านลบจากภาวการณ์ต่าง ๆ ได้พอสมควร จึงทำให้จุดของความไม่สบายที่สุดสำหรับคนอเมริกันอาจใช้เวลาอีกสักระยะ แม้ในปัจจุบันทุกคนจะเห็นถึงการชุมนุมประท้วงต่อต้านทรัมป์ในสังคมอเมริกันที่ขยายตัวมากขึ้น
การตกลงของตลาดหุ้นอเมริกัน ความกังวลของคนอเมริกันต่อการขยับตัวของปัญหาค่าครองชีพอันเป็นผลจากนโยบายกำแพงภาษี รวมถึงปฏิกิริยาทางลบจากนานาชาติต่อปัญหาดังกล่าว แต่สิ่งเหล่านี้ก็มิได้เป็นปัจจัยที่จะทำให้ทำเนียบขาวปรับเปลี่ยนนโยบายกำแพงภาษีแต่อย่างใด
ดังนั้น ความหวังของผู้นำในหลายประเทศที่เชื่อว่า อีกไม่นานนักทรัมป์อาจจะต้องเปลี่ยนใจ เพราะมีแรงกดดันจากปัจจัยดังกล่าว ซึ่งความหวังเช่นนี้อาจไม่เป็นจริงเลย ในระยะสั้น แรงกดดันทั้งหลายอาจจะยังไม่ทำให้คนในสังคมอเมริกันรู้สึกถึง “จุดของความไม่สบายที่สุด”
ข้อสอบผู้นำประเทศชุดใหญ่
นอกจากนี้ คนอเมริกันอีกส่วนอาจจะสนับสนุนกำแพงภาษีของทรัมป์อย่างมาก เพราะมองว่าประเทศของตนถูกเอาเปรียบจากประเทศอื่น ๆ ในทางการค้า โดยเฉพาะการเอาเปรียบอย่างมากจากจีน ที่กล่าวมาแล้วทั้งหมดเพื่อชี้ให้เห็นว่า ทรัมป์จะยังไม่แพ้ในระยะสั้น และปัญหา “สงครามภาษี” จะเป็นโจทย์สำคัญทั้งทางการเมืองและเศรษฐกิจให้ผู้นำทุกประเทศต้องขบคิด เสมือนหนึ่งต้องเตรียมตัวทำข้อสอบชุดใหญ่
แน่นอนว่า ไม่มีข้อยกเว้นให้ผู้นำไทยในกรณีนี้ …ผู้นำทั่วโลกทุกคน รวมถึงผู้นำไทยด้วย ต้องเตรียมทำข้อสอบวิชา “เศรษฐศาสตร์การเมือง” ของทรัมป์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แล้วการสอบได้หรือสอบตกจะมีนัยอย่างสำคัญกับเศรษฐกิจของประเทศในอนาคตด้วย !