บล.กรุงศรี เผยนักลงทุนต่างชาติแห่ซื้อบอนด์ไทย วานนี้วันเดียว 1.3 หมื่นล้าน สูงสุดนับตั้งแต่ 6 ส.ค. 67 เก็งกำไรค่าเงิน ด้านบอนด์ยีลด์ไทยปรับลง 2-3 bps หนุนโอกาส กนง.ลดดอกเบี้ย ด้าน บล.เอเซียพลัส เผยความผันผวนการค้าโลก เห็นสัญญาณนักลงทุนกระจายเงินลงทุนออกจากสหรัฐมาในตลาดการเงินภูมิภาค ตลาดการเงินไทยมีเม็ดเงินไหลเข้าทุกตลาด
บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า เม็ดเงินลงทุนต่างชาติ (Fund flow) ไหลเข้าซื้อพันธบัตรไทยวานนี้ (16 เม.ย. 2568) วงเงิน 1.3 หมื่นล้านบาท สูงสุดนับตั้งแต่ 6 ส.ค. 2567 บวกกับเช้านี้ซื้ออีก 3 พันล้านบาท พร้อมซื้อหุ้นและ Long TFEX หนุนเช้านี้เงินบาทแข็งค่า 33 บาท เป็นจิตวิทยาบวกต่อดัชนีตลาดหุ้นไทย (SET Index) จึงมองเป็นสัญญาณบวกที่ฟันด์โฟลว์ไหลเข้าจะเร่งขึ้นอีก

โดยมีโอกาสที่นักลงทุนต่างชาติจะสลับมาซื้อหุ้นไทย ผสานกับบอนด์ยีลด์ไทยรุ่นอายุ 5 ปี 10 ปี ปรับลง 2-3 bps สะท้อนโอกาสที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะลดอัตราดอกเบี้ยลงอีกอย่างน้อย 1 ครั้งในปี 2568 ราว 25 bps (ดอกเบี้ยลง -25 bps จะหนุนตลาดหุ้นไทยอิง ERP ประเมินผลบวกต่อ SET ประมาณ 40 จุด)
กลยุทธ์การลงทุน ด้วยภาพดอกเบี้ยที่เป็นขาลงชัดขึ้น เน้นหุ้นในธีมดอกเบี้ยขาลง อาทิ กลุ่มโรงไฟฟ้า เน้น GULF ราคาเป้าหมาย 56.5 บาท เก็งกำไร GPSC, BGRIM กลุ่มการเงิน MTC, JMT
ด้านนายภราดร เตียรณปราโมทย์ รองผู้อำนวยการ สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด กล่าวว่า ภายใต้ความผันผวนของการค้าโลก นักลงทุนมีการกระจายเงินลงทุนออกจากสหรัฐมาในตลาดการเงินภูมิภาค รวมถึงตลาดการเงินไทยมากขึ้น สะท้อนได้จากวันที่ทรัมป์ประกาศตอบโต้ภาษี 185 ประเทศถึงปัจจุบัน (9-16 เม.ย. 2568) กลับมีเม็ดเงินต่างชาติไหลเข้าตลาดตราสารหนี้ไทย 3 ใน 4 วันทำการสูงถึง 1.46 หมื่นล้านบาท เข้าตลาดหุ้น 3 ใน 4 วันทำการ 883 ล้านบาท และเข้าตลาด TFEX 3 ใน 4 วันทำการ 30,854 สัญญา
กลยุทธ์การลงทุนแนะนำเก็งกำไรหุ้นพื้นฐานดีที่มีเม็ดเงินต่างชาติซื้อหนุนต่อเนื่อง ตั้งแต่วันที่มีประเด็นทรัมป์ตอบโต้ภาษี (9-16 เม.ย. 2568) อย่าง CPF, PTTGC, CPALL, STA, DELTA, TTB, TIDLOR, CRC, MINT, BGRIM
สำหรับความคืบหน้าการเจรจากับสหรัฐ ขณะนี้หลายประเทศเริ่มทยอยเจรจากับสหรัฐเพื่อหาวิธีผ่อนปรนภาษีนำเข้า ซึ่งล่าสุดทรัมป์ได้พบกับคณะผู้แทนจากญี่ปุ่น โดยญี่ปุ่นกำลังพยายามเจรจาขอลดหย่อน หรือยกเว้นภาษีนำเข้าจากสหรัฐ (ซึ่งตอนนี้ถูกระงับชั่วคราว แต่ก็ยังมีภาษีพื้นฐาน 10% และภาษีรถยนต์/เหล็ก/อะลูมิเนียม 25% อยู่)
ขณะที่ก่อนหน้านี้ นายกฯ ญี่ปุ่นเคยบอกไว้ว่าจะซื้อก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) จากสหรัฐเพิ่ม และจะเพิ่มการลงทุนในสหรัฐให้ถึง 1 ล้านล้านเหรียญ ซึ่งต้องติดตามว่าผลลัพธ์จะออกมาใกล้เคียงหรือไม่
ส่วนประเทศไทย หลังจากที่กระทรวงการคลัง-ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประชุมกันวานนี้ยังไร้ข้อสรุปที่ชัดเจน แต่นายพิชัย ชุณหวชิร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังกล่าวว่า สิ่งที่กังวลคือผลกระทบกับภาคธุรกิจและภาคส่วนต่าง ๆ โดยเฉพาะผู้ส่งออก ดังนั้น จะต้องหามาตรการที่เหมาะสม และวางแนวทางการรับมือในกรณีร้ายแรง (Worst Case) ไว้ด้วย เพราะอาจทำให้การส่งออกชะลอตัวลง
สำหรับกำหนดการเดินทางไปเจรจากับสหรัฐนั้น รมว.คลังกล่าวว่าขอเตรียมข้อเสนอให้ดี แล้วค่อยดำเนินการ ซึ่งล่าสุดมีแผนเตรียมแผนการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) จากสหรัฐเพิ่มเติมอีก 1 ล้านตัน ภายในระยะเวลา 5 ปี มูลค่าราว 600 ล้านเหรียญ ซึ่งจะเข้ามาแทนสัญญาเดิมที่ใกล้จะหมดลง
ประเด็นดังกล่าวทำให้ตลาดหุ้นในฝั่งเอเชียดูผ่อนคลายลง และเช้านี้ตลาดหุ้นหลายประเทศตอบสนองในเชิงบวกด้วยซ้ำ ซึ่งไทยก็น่าจะได้รับเซ็นติเมนต์เชิงบวกดังกล่าวเช่นกัน
