หุ้นไทยแกว่งขึ้น แนวต้าน 1,165 จุด คาดหวังสงครามการค้า จีน-สหรัฐคลี่คลาย
บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ ประเมินหุ้นไทยวันนี้ แกว่งตัวขึ้น แนวรับที่ 1,148-1,140 จุด แนวต้านที่ 1,165-1,175 จุด ยังคงได้ Sentiment เชิงบวกจากความคาดหวังที่สหรัฐและจีนจะบรรลุข้อตกลงการค้าครั้งใหญ่ รวมทั้งโอกาสที่สหรัฐจะลดภาษีนำเข้าจากจีน
บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด รายงานว่า คาด SET แกว่งตัวขึ้น ยังคงได้ Sentiment เชิงบวกจากความคาดหวังที่สหรัฐและจีนจะบรรลุข้อตกลงการค้าครั้งใหญ่ รวมทั้งโอกาสที่สหรัฐจะลดภาษีนำเข้าจากจีน ขณะที่กลุ่มพลังงานอาจมีแรงกดดันตามราคาน้ำมันที่ลดลงหลัง OPEC+ พิจารณาเพิ่มการผลิตน้ำมันในเดือน มิ.ย. ประเมินแนวรับที่ 1,148-1,140 จุด แนวต้านที่ 1,165-1,175 จุด
ช่วงสั้นมอง SET ยังแกว่งตัวผันผวน และการซื้อขายจะเป็นไปอย่างระมัดระวัง เนื่องจากนักลงทุนยังกังวลความไม่แน่นอนเกี่ยวกับมาตรการภาษีศุลกากรของสหรัฐที่มีต่อประเทศคู่ค้า รวมทั้งยังต้องติดตามความคืบหน้าการเจรจาทางการค้าระหว่างสหรัฐและจีน
ซึ่งหากสถานการณ์ยังยึดเยื้อและทวีความรุนแรงขึ้น จะส่งผลกดดันต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกและบรรยากาศการลงทุนในตลาดสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลก ขณะที่ในประเทศมองยังไร้ปัจจัยบวกใหม่และอยู่ระหว่างจับตาการเข้าเจรจาทางการค้าของรัฐบาลไทยกับสหรัฐ ซึ่งคาดข้อสรุปอาจต้องใช้เวลา 2-3 เดือน ดังนั้นกลยุทธ์ลงทุนจึงคงแนะนำให้ “Selective Buy”
ประเด็นสำคัญที่ต้องติดตาม
- ประธานาธิบดีทรัมป์ส่งสัญญาณพร้อมจะคลี่คลายข้อพิพาทด้านการค้าระหว่างจีน โดยภาษีที่เรียกเก็บจากสินค้าจีน 145% ถือว่าสูงมาก แต่จะไม่เก็บภาษีที่สูงเช่นนั้น และจะปรับลงต่ำกว่านั้นมาก แต่ไม่ถึงระดับ 0% ประธานาธิบดีทรัมป์เผยไม่มีเป้าหมายที่จะปลดเจอโรม พาวเวลล์ ออกจากตำแหน่งประธานเฟดก่อนที่จะครบวาระใน พ.ค. 69 ซึ่งทำให้นักลงทุนคลายความกังวลเกี่ยวกับการแทรกแซงความเป็นอิสระของเฟด
- สมาชิกหลายรายของ OPEC+ ต้องการให้เพิ่มการผลิตน้ำมันต่อเนื่องใน มิ.ย. จาก พ.ค. ที่ได้ประกาศเพิ่ม +411kBD กลุ่ม OPEC+ จะประชุมในวันที่ 5 พ.ค. เพื่อตัดสินใจเกี่ยวกับการกำหนดกำลังการผลิต
- EIA เผยสต๊อกน้ำมันเบนชินลดลง 4.5 ล้านบาร์เรลในสัปดาห์ที่แล้วมากกว่าตลาดคาด ส่วนสต๊อกน้ำมันดิบเพิ่มขึ้น 244,000 บาร์เรล สวนทางตลาดคาดจะลดลง 770,000 บาร์เรล
- คณะกรรมาธิการยุโรป (EC) ปรับ Apple Inc. และ Meta Platform Inc. ฐานละเมิดกฎหมายต่อต้านการผูกขาดตลาดจำนวน 500 และ 200 ล้านยูโร ตามลำดับ ถูกมองเป็นความเสี่ยงถูกตอบโต้โดยประธานาธบดีทรัมป์
- ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยจะเริ่มใช้มาตรการหยุดการซื้อขายอัตโนมัติ (Auto Pause) รายหลักทรัพย์ ตั้งแต่ 6 พ.ค. เพื่อให้นักลงทุนมีเวลาตรวจสอบและจัดการคำสั่งซื้อขายหลักทรัพย์ที่มีคำสั่งสูงกว่าปกติ ซึ่งจะช่วยป้องกันการจับคู่การซื้อขายที่ผิดปกติและลดความเสี่ยงแก่นักลงทุน
- รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เตรียมมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจประคอง GDP ขยายตัวตามเป้า 3% หลังผลกระทบภาษีทรัมป์ส่อรุนแรง ประเมินใช้เม็ดเงิน 5 แสนล้านบาท กระตุ้นผ่านการบริโภค การลงทุนในประเทศ และ Soft Loan
สำหรับกลยุทธ์การลงทุน
มอง SET แกว่งตัวผันผวน และการซื้อขายยังเป็นไปอย่างระมัดระวัง จากกังวลความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าของสหรัฐ และรอติดตามการเจรจาทางการค้าระหว่างสหรัฐและประเทศคู่ค้า โดยเฉพาะจีน กลยุทธ์ลงทุนจึงแนะนำให้ “Selective Buy” ใน 2 ธีมหลักและ 1 ธีมเทรดดิ้ง ที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัว ดังนี้
1. หุ้นที่คาดเป็นเป้าหมาย Thai ESGX โดย 1) ปี 2568 คาดกำไรเติบโต YOY 2) ฐานะการเงินแคร่ง และ 3) จ่ายปันผลสม่ำเสมอ คาดให้ Div. Yield อย่างน้อยปีละ 3% พบหุ้นน่าสนใจ SET50 : ADVANC BBL BDMS CPALL PTT และ SET100 : BCH BTG
2. หุ้น Undervalued ซึ่งปัจจุบันซื้อขายที่ PER และ PBV 68F ระดับต่ำกว่า -1SD และมี SET ESG Rating ระดับ A-AAA ขณะที่ปี 2568 คาดกำไรยังเติบโตได้ดี YOY และมีฐานะการเงินแข็งแกร่ง อีกทั้งมีศักยภาพจ่ายเงินปันผลได้อย่างสม่ำเสมอ โดยคาดให้ Div.Yield ปี 2568 อย่างน้อยปีละ 3% แนะนำ BJC CPF AP HMPRO OR
3. Trading Idea : นักลุงทุนที่รับความเสี่ยงได้สูงและต้องการเก็งกำไรภายใต้สงครามการค้าที่มีท่าทีรุนแรงขึ้น แนะนำหุ้นที่มีรายได้ภายในประเทศเป็นหลัก ซึ่งจะต้านทานความผันผวนของเศรษฐกิจโลกได้ดีกว่า โดยเฉพาะหากสามารถกำหนดราคาและส่งผ่านต้นทุน ก็เพิ่มการแข่งขันได้ อีกทั้งคาดจะได้ประโยชน์จากการปรับลงของราคาน้ำมันและดอกเบี้ย ได้แก่ BCH CPALL CPAXT GULF MTC OR และ TRUE ขณะที่แนะนำหลีกเลี่ยงกลุ่มที่ได้ผลกระทบทางตรงจากส่งออกไปสหรัฐ ได้แก่ อิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ ยาง สินค้าเกษตร เครื่องประดับ และกลุ่มที่ได้ผลกระทบทางอ้อม ได้แก่ นิคม ท่องเที่ยว ธนาคาร