เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

‘เอ็กโก้’ พร้อมรับสงครามทรัมป์ ลงทุนซื้อโรงไฟฟ้าอเมริกาเพิ่มอีก 2 แห่ง

11 พ.ค. 2568 | 08:05น.
power plant

power plant

เอ็กโก้ตั้งทีมบริหารความเสี่ยงรับมือทรัมป์ 2.0 มั่นใจธุรกิจพลังงานได้ผลกระทบน้อย ชี้โรงไฟฟ้าก๊าซเดินเครื่องเชิงพาณิชย์แล้ว ไม่มีความเสี่ยงต้องนำเข้าชิ้นส่วน แค่เลิกซื้อจีนหันใช้โซลาร์เซลล์อเมริกาแทน พร้อมลุยซื้อโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนในอเมริกาเพิ่มอีก 2 โรง “บี.กริม” ชี้ผลกระทบมีทั้งบวกและลบ ยังมั่นใจเดินตามเป้ากำลังผลิต 10,000 เมกะวัตต์ได้ในปี 2030

ดร.จิราพร ศิริคำ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) หรือ EGCO Group เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ความท้าทายที่เกิดขึ้นจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทย รวมถึงผลกระทบจากสงครามการค้า เป็นประเด็นที่ภาคธุรกิจทั่วโลกต้องเผชิญ ไม่ใช่เฉพาะในประเทศไทย EGCO Group

มีการติดตามและเตรียมความพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมทางธุรกิจอยู่เสมอ โดยมีคณะกรรมการกำกับความเสี่ยงและคณะกรรมการบริหารความเสี่ยง ทำหน้าที่ติดตามและบริหารความเสี่ยง เพื่อให้บริษัทปรับตัวและบริหารจัดการภายในได้อย่างทันท่วงที อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าธุรกิจพลังงานจะได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าวบ้าง แต่คงไม่มากนักและคงกระทบเป็นช่วงเวลาสั้น ๆ เนื่องจากธุรกิจไฟฟ้าเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นสำหรับภาคธุรกิจ ภาคอุตสาหกรรม และภาคครัวเรือน

โรงไฟฟ้าในอเมริกาไร้ผลกระทบ

สำหรับธุรกิจของ EGCO Group ในอเมริกาในปัจจุบันยังไม่ได้รับผลกระทบจากนโยบาย Reciprocal Tariffs เนื่องจากโรงไฟฟ้าที่ใช้เชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติทั้งหมดเดินเครื่องเชิงพาณิชย์แล้ว จึงไม่มีความเสี่ยงจากการนำเข้าวัสดุอุปกรณ์หรือชิ้นส่วนจากต่างประเทศในขั้นตอนการก่อสร้าง ประกอบกับโรงไฟฟ้าทั้งหมดใช้ก๊าซธรรมชาติในอเมริกาเป็นเชื้อเพลิง โรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างได้กำหนดต้นทุนและราคาค่าไฟฟ้า รวมถึงได้นำเข้าวัสดุอุปกรณ์ที่จะใช้ในการก่อสร้างเรียบร้อยแล้ว

เลิกใช้โซลาร์เซลล์จากจีน

อย่างไรก็ตาม การพัฒนาโครงการใหม่ในอเมริกา โดยเฉพาะกรณีที่ต้องนำเข้าวัสดุอุปกรณ์จากต่างประเทศ เช่น แผงโซลาร์เซลล์จากประเทศจีน ก็จะมีความเสี่ยงจะได้รับผลกระทบจาก Reciprocal Tariffs เพิ่มขึ้น แต่อย่างไรก็ดี ผู้พัฒนาโครงการได้มีการกระจายการนำเข้าแผงโซลาร์เซลล์จากประเทศอื่น ๆ ด้วย และอุปกรณ์สำหรับกังหันลม (Wind Turbine)

มีการนำเข้าจากยุโรป ในส่วนของนโยบาย Reciprocal Tariffs นี้ EGCO Group ถือเป็นความเสี่ยงที่เกิดใหม่ (Emerging Risk) ที่จะต้องติดตามและวิเคราะห์ผลกระทบอย่างใกล้ชิด รวมถึงพิจารณาปรับกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจในอเมริกา เพื่อบรรเทาผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต เช่น การเปลี่ยนมาใช้วัสดุอุปกรณ์ที่ผลิตในอเมริกา เป็นต้น ส่วนการลงทุนโครงการใหม่ ๆ EGCO Group จะพิจารณาปัจจัยความเสี่ยงอย่างรอบด้านอยู่เสมอ โดยครอบคลุมถึงนโยบายของแต่ละประเทศที่เข้าลงทุน เพื่อให้มั่นใจว่าจะสามารถสร้างรายได้และผลกำไรได้ตามเป้าหมาย และบริษัทสามารถบริหารจัดการความเสี่ยงในพอร์ตโฟลิโอได้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ

ซื้อโรงไฟฟ้าอเมริกาเพิ่มอีก 2

ล่าสุด บริษัท EGCO Pinnacle II, LLC ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่ EGCO ถือหุ้นในสัดส่วน 100% ในสหรัฐอเมริกา ได้ลงนามสัญญาการลงทุนของผู้ถือหุ้น (Equity Capital Contribution Agreement) กับบริษัท Apex Pinnacle II Member, LLC ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของ Apex Clean Energy Holdings, LLC เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2568 เพื่อเข้าถือหุ้นในสัดส่วน 49% ในกลุ่มโรงไฟฟ้า Pinnacle ll กำลังผลิตรวม 251 เมกะวัตต์ ประกอบด้วย

บริษัท Downeast Wind, LLC เจ้าของโรงไฟฟ้าพลังงานลม Downeast กำลังผลิต 126 เมกะวัตต์ ตั้งอยู่ในรัฐเมน และบริษัท Wheatsborough Solar, LLC เจ้าของโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ Wheatsborough กำลังผลิต 125 เมกะวัตต์ ตั้งอยู่ในรัฐโอไฮโอ ทั้งนี้ ปัจจุบันโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนทั้ง 2 แห่งอยู่ระหว่างก่อสร้างในขั้นตอนสุดท้าย โดยหุ้นในสัดส่วน 49% ของโรงไฟฟ้าแต่ละแห่งจะถูกโอนให้แก่ EGCO Group เมื่อโครงการเริ่มเดินเครื่องเชิงพาณิชย์

ปัจจุบัน (ณ 11 เมษายน 2568) EGCO Group มีกำลังผลิตตามสัดส่วนการถือหุ้นรวม 6,608 เมกะวัตต์ (รวมโรงไฟฟ้าที่เดินเครื่องเชิงพาณิชย์แล้วและโครงการที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง) โดยมีกำลังผลิตจากพลังงานหมุนเวียนรวม 1,350 เมกะวัตต์ (คิดเป็น 20% ของกำลังผลิตทั้งหมด) ทั้งจากชีวมวล พลังน้ำ พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลมทั้งบนบกและนอกชายฝั่ง เซลล์เชื้อเพลิงและระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ ทั้งนี้ โรงไฟฟ้าและโครงการต่าง ๆ ตั้งอยู่ใน 7 ประเทศ ได้แก่ ไทย สปป.ลาว ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย เกาหลีใต้ ไต้หวัน และสหรัฐอเมริกา

ทรัมป์ 2.0 มีทั้งผลบวก-ลบ

ด้านนายนพเดช กรรณสูต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การตั้งกำแพงภาษีของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ มีผลทั้งด้านบวกและด้านลบ โดยในด้านลบบริษัทได้ติดตามสถานการณ์และประเมินผลกระทบที่มีต่อลูกค้าที่ส่งออกไปยังสหรัฐว่ามีกลุ่มไหนบ้าง คาดว่าจะกระทบราว 5-10% ถือว่าไม่มากนัก เบื้องต้นจะเป็นกลุ่มอะไหล่รถยนต์ กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งบริษัทพร้อมให้ความช่วยเหลือลูกค้า ขณะเดียวกันมีกลุ่มลูกค้าที่มีความต้องการไฟฟ้าและไอน้ำที่เพิ่มขึ้น เช่น กลุ่มลูกค้าอุปโภคบริโภค กลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม กลุ่มผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีชั้นสูง เซมิคอนดักเตอร์ และกลุ่มดาต้าเซ็นเตอร์

“มีกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายทรัมป์ แต่ก็มีกลุ่มที่ได้รับอานิสงส์ก็มาชดเชยกันได้ อย่างกลุ่มดาต้าเซ็นเตอร์ เราก็เห็นว่ามีความต้องการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง มีความต้องการไฟเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในแถบชลบุรีและระยอง”

เบื้องต้นบริษัทได้มีการประเมินการลงทุนในระยะยาวว่าอาจมีความเสี่ยง เช่น ต้นทุนราคาอาจปรับเพิ่มขึ้นมากน้อยแค่ไหน แต่ก็ยังต้องประเมินต้นทุน งบฯลงทุนต่าง ๆ เช่น ค่าแผงโซลาร์ อินเวอร์เตอร์ ขณะที่ต้นทุนการเงินปรับตัวลดลง ดังนั้นจึงมีผลกระทบทั้งด้านบวกและด้านลบ ซึ่งต้องประเมินความคุ้มค่าการลงทุน แต่ในภาพใหญ่การลงทุนสามารถดำเนินการได้ตามแผนที่วางไว้ตามเป้าหมายกำลังการผลิตติดตั้ง 10,000 เมกะวัตต์ภายในปี 2030 และโครงการที่อยู่ในมือขณะนี้เพียงพอที่จะไปถึงเป้าหมายที่วางไว้