“กฤษฎา” ดันขายยางพาราตลาดใหม่ยุโรป-อเมริกาใต้ ลุ้นออเดอร์ซื้อยาง 300,000ตัน พร้อมหนุนไทยเป็นศูนย์กลางผลิตยาง (OEM) ตามความต้องการผู้ประกอบการจากทั่วโลก ขณะที่กยท.เตรียมเปิดตลาดรับซื้อยางราคาเดียว ดันราคายางครึ่งปีหลังขึ้น10%
นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวในฐานะประธานพิธีเปิดงานโครงการสร้างเสริมศักยภาพเพื่อขยายตลาดคู่ค้ายางพาราไทย ว่า เพื่อส่งเสริมการตลาดยางพารา โดยเฉพาะประเทศคู่ค้ายางรายใหม่ๆ กระทรวงเกษตรฯได้เชิญประกอบการกว่า 50 บริษัทจาก 10 ประเทศที่มีการนำเข้ายางเพื่อใช้ในประเทศปริมาณมาก เช่น จีน ญี่ปุ่น อินเดีย เม็กซิโก อิหร่าน เป็นต้น และผู้ประกอบการแถบยุโรปและอเมริกาใต้ที่ยังไม่นำเข้ายางจากไทย ซึ่งมีความต้องการยางสูงถึง 65% หรือประมาณ 2-3 ล้านตัน รวมทั้งยังได้เชิญคณะทูตานุทูตที่ประจำอยู่ที่ประเทศไทย 20 คน จาก 15 ประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่นำเข้ายางปริมาณไม่มากนัก อาทิ รัสเซีย ตุรกี ฟินแลนด์ เม็กซิโก บราซิล เป็นต้น มาชี้แจงนโยบาย แลกเปลี่ยนข้อคิดเห็น และศึกษาดูงานการผลิต การแปรรูปผลิตภัณฑ์ยางตั้งแต่วันที่ 28 – 30 มิ.ย. นี้ โดยหวังว่าการพูดคุยครั้งนี้จะผลักดันให้เกิดการซื้อขายยางไม่ต่ำกว่า 200,000 ตัน และเมื่อรวมกับผู้ประกอบการที่แจ้งความประสงค์จะซื้อยางโดยตรงจากการยางแห่งประเทศไทย(กยท.) 100, 000 ตัน รวมทั้งหมดคาดว่าจะเกิดการซื้อขายยาง 300, 000ตัน
นอกจากนี้ประเทศไทยยังเปิดกว้างในการแสวงหาความร่วมมือกับพันธมิตรคู่ค้าการตลาดยางพาราระดับนานาชาติ เพื่อร่วมกันสร้างให้ไทยกลายเป็นประเทศผู้รับจ้างผลิตในรูปแบบ Original Equipment Manufacturer (Oem) หรือ การรับจ้างผลิตสินค้าหรือชิ้นส่วนให้กับแบรนด์ต่าง ๆ ตามแบบ โดยไทยพร้อมเป็นศูนย์กลางในการรับผลิตยางพาราตามความต้องการของผู้ประกอบการยางพาราและ ผู้นำเข้ายางจากทั่วโลก

ทั้งนี้เพื่อผลักดันการส่งออกยาง ประเทศไทยจึงมีการส่งเสริมการลงทุนด้านอุตสาหกรรมยางพาราโดยจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมยางพารา หรือ Rubber City ขึ้น ที่ จ.สงขลา พื้นที่ 1,218 ไร่ ที่มีศักยภาพพร้อมรับการลงทุนทั้งอุตสาหกรรมนวัตกรรมยางพารา อุตสาหกรรมจากน้ำยางข้น อุตสาหกรรมยางคอมปาวด์ หรือยางที่มีส่วนผสมสารเคมี ใช้ผลิตยางล้อรถยนต์ เป็นต้น
นายเยี่ยม ถาวโรฤทธิ์ รักษาการผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) กล่าวว่า ในวันที่ 2 ก.ค.นี้ จะเป็นวันแรกของการเปิดตลาดรับซื้อยางราคาเดียว ในตลาดกลางของกยท. ทั้ง 6 แห่งทั่วประเทศ อาทิ ตลาดยางพาราจังหวัดสงขลา เป็นต้น โดยอ้างอิงราคาจากต้นทุนของเกษตร ซึ่งจะมีราคาเปิดเท่ากันทั่วประเทศและเปิดให้ผู้ซื้อทำการประมูลโดยราคาจะต้องไม่ต่ำกว่าราคาเปิดตลาด ทั้งนี้กยท.ยืนยันว่าหากไม่มีผู้ซื้อ กยท. จะเข้ารับซื้อเองผ่านโรงงานและตลาดกลางสหกรณ์ทั่วประเทศเพื่อนำไปแปรรูปและส่งออก ซึ่งมาตรการทั้งหมดนี้เชื่อว่าจะทำให้ราคายางครึ่งปีหลังปรับตัวสูงขึ้นไม่ต่ำกว่า 10% และมียอดการส่งออกเพิ่มขึ้นเป็น 4 ล้านตัน สูงขึ้นจากปีที่ผ่านมาที่ส่งออกได้ 3.8 ล้านตัน
สำหรับการดูแลเกษตกรสวนยาง กยท. เตรียมแผนที่จะตั้งฝ่ายพัฒนาชาวสวนยางและสวัสดิการชาวสวนยาง ให้เกษตรกรเข้าถึงกองทุนอัตราการจัดเก็บ ค่าธรรมเนียมการส่งยางออกนอกราชอาณาจักร (เงินเซส) มากขึ้น เพื่อให้ชาวสวนยางมีเงินทุนสำรองชะลอการนำยางออกมาขายในช่วงราคาตกต่ำ และสำหรับเกษตรกรที่ทำสวนยางในพื้นที่ป่า เตรียมจะเสนอแผนให้กระทรวงเกษตรฯ พิจารณา ให้เกษตรกรสามารถเช่าพื้นที่ในการทำสวนยางได้อย่างถูกต้อง ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ประมาณ 4 ล้านไร่