โจทย์ใหม่ SMEs 3.2 ล้านราย เข้าไม่ถึงแบงก์-กู้เงินนอกระบบ สู้ทุนเทา
แสงชัย ธีรกุลวาณิช
เรื่อง : พฤฒินันท์ สุดประเสริฐ ภาพ : ชินวัฒ สมหวัง
ธุรกิจขนาดกลาง-ขนาดย่อม และขนาดจิ๋ว SMEs กว่า 3.2 ล้านราย กลายเป็นยาขมของรัฐบาลทุกยุค
เพราะฐานข้อมูลที่ปรากฏว่า SMEs มีสัดส่วนในจีดีพีประเทศถึง 6.48 ล้านล้านบาท
แต่การสนับสนุน-ส่งเสริม และสางปัญหา ยังต้องเป็นภารกิจของรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง
ทั้งเรื่องการบริหารกิจการ-พัฒนาผลิตภัณฑ์-การทำตลาด และหัวใจสำคัญ คือ การเข้าถึงแหล่งทุน
เมื่อต้องเผชิญหน้ากับสารพัดปัจจัยเสี่ยง-การผันผวนทางเศรษฐกิจ ยิ่งทำให้ตอกย้ำปัญหา SMEs ให้ติดอยู่ในหล่ม ต้องรับมือกับปัญหาใหม่ คือ หนี้ ทั้งในและนอกระบบ
“ประชาชาติธุรกิจ” สัมภาษณ์ แสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานยุทธศาสตร์ สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย วิเคราะห์ปัญหา-ปัจจัย-โอกาส ที่จะทำให้ SMEs ไทยได้ไปต่อ
GDP ไทย โตต่ำกำแพงภาษี กด SMEs ติดหล่ม
แสงชัยเล่าว่า ช่วงที่ผ่านมา GDP ประเทศไทย ขยายตัวต่ำกว่า 3% มาต่อเนื่อง ตั้งแต่ปี 2562-2567 ส่วนปี 2568 มีการคาดการณ์ว่าจะเติบโตในระดับ 1.8% แม้ว่าในไตรมาสแรกของปี 2568 จะเติบโตถึง 3.1% จากการเร่งการส่งออก โดยตัวเลข 1.8% นั้นใกล้เคียงกับ GDP เมื่อปี 2564 ที่อยู่ในช่วงสถานการณ์โควิด-19 ซึ่งเติบโตในระดับ 1.6% และปี 2568 เป็นปีที่ผู้ประกอบการต้องกระโดดฝ่ากำแพงภาษี เพื่อให้พ้นวิกฤตนี้
ขณะเดียวกัน สถานการณ์เรื่องกำแพงภาษีก็ทำให้เป็นที่กังวลต่อสถานการณ์เศรษฐกิจที่ชะลอตัวและกำลังซื้อของประเทศคู่ค้า ซึ่งอาจกระทบต่อเนื่องถึงการส่งออกและการชำระหนี้คืนของผู้ประกอบการภาคการส่งออก ในช่วงไตรมาสที่ 2 และไตรมาสที่ 3 ของปีนี้
ข้อมูลปี 2567 โดยสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ระบุว่า GDP ในภาค SMEs ของประเทศไทย อยู่ที่ 6.48 ล้านล้านบาท จากมูลค่า GDP ประเทศไทยทั้งหมด 18.5 ล้านล้านบาท หรือ 35% จากมูลค่า GDP ทั้งประเทศ โดยปีที่ผ่านมาขยายตัว 3.1% แต่ยังอยู่ในระดับที่ขยายตัวยังไม่ดี โดยตัวเลขที่ถือขยายตัวดี จะต้องไม่ต่ำกว่า 5%
เมื่อเจาะลึกลงไปในแต่ละส่วนพบว่า ภาคการค้า เติบโตสูงสุดถึง 4.6% มีมูลค่าอยู่ที่ 1.366 ล้านล้านบาท รองลงมาคือภาคก่อสร้าง เติบโต 4.5% มูลค่าอยู่ที่ 2.66 แสนล้านบาท ภาคการบริการ เติบโต 3.9% มูลค่าอยู่ที่ 2.618 ล้านล้านบาท อีก 2 ภาคส่วน คือ ภาคการผลิต และภาคธุรกิจเกษตร ถือว่าน่าเป็นห่วง โดยภาคการผลิต เติบโต 0.8% มูลค่าอยู่ที่ 2.08 ล้านล้านบาท และภาคการเกษตร หดตัว 0.3% มูลค่าอยู่ที่ 2.93 หมื่นล้านบาท
นอกจากนี้ในแง่ของการจ้างงาน จากการสำรวจพบว่ามีความต้องการแรงงานใหม่เพียง 1.4% เท่านั้น ส่วนที่เหลือ 98.6% ยังไม่มีความต้องการเปิดรับแรงงานใหม่ และส่วนที่ยังไม่ต้องการเปิดรับแรงงานใหม่ อาจต้องกลับมาทบทวนกลยุทธ์ธุรกิจ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้วยเทคโนโลยี และการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI)
SMEs เข้าไม่ถึงแหล่งเงิน-ทุนเทาทาบทับ
แสงชัยสะท้อนภาพปัญหาที่ผู้ประกอบการ SMEs ไทยกำลังเผชิญ มีตั้งแต่กำลังซื้อที่ลดลง กระทบกลับมาถึงรายได้ของธุรกิจ ต้นทุนการผลิต การดำเนินธุรกิจ การยกระดับมาตรฐาน คุณภาพสินค้า ขีดความสามารถในการแข่งขัน การปรับตัวในด้านเทคโนโลยี จนถึงปัญหาทุนเทา เศรษฐกิจนอกระบบ และกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินธุรกิจ
อีกหนึ่งปัญหาที่น่าสนใจ และเป็นปัญหาที่ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ยังเผชิญ คือ ปัญหาหนี้และการเข้าถึงแหล่งทุน โดยข้อมูลการสำรวจจาก สสว. เมื่อไตรมาส 1/2568 ระบุว่า 88.5% มีปัญหาและอุปสรรคในการเข้าถึงสินเชื่อ สอดคล้องกับข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทยที่ระบุว่า สินเชื่อระบบธนาคารพาณิชย์ไตรมาสที่ 1/68 หดตัว -1.3% สาเหตุสำคัญที่เป็นปัญหาต่อการเข้าถึงสินเชื่อ คือ คุณสมบัติไม่ผ่าน มากถึง 52.7% รองลงมาคือ ขาดหลักทรัพย์ค้ำประกัน 29.7% ขาดหลักฐานด้านรายได้และงบแสดงการเงิน 15.6% และประวัติการชำระเงินไม่ดี 2.0%
นอกจากนี้ยังมีข้อมูลว่า มีผู้ประกอบการสามารถจ่ายหนี้ได้ตามปกติ 64.5% สามารถจ่ายหนี้ได้แต่ผิดเงื่อนไข 31.4% และไม่สามารถจ่ายหนี้ได้ 4.1% และมีผู้ประกอบการ SMEs ประมาณ 31.3% เจออัตราดอกเบี้ยสินเชื่อในอัตราสูงกว่า 15%
ขาดสภาพคล่อง ต้องกู้หนี้นอกระบบ
นอกจากข้อมูลเกี่ยวกับปัญหาหนี้และการเข้าถึงสภาพคล่องแล้ว อีกหนึ่งข้อมูลที่น่าสนใจคือ แหล่งกู้ยืมเงินของ SMEs โดยจากข้อมูลของ สสว.พบว่า อัตราการเข้าถึงสินเชื่อที่อยู่ในระบบสถาบันการเงิน มีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง จาก 56.7% ในไตรมาส 4/2566 เหลือเพียง 22.8% ในไตรมาส 1/2568
ส่วนการกู้นอกระบบ หรือการกู้จากนายทุนหมวกกันน็อกที่คุ้นเคย มีอัตราอยู่ที่ 31.8% ในไตรมาส 1/2568 ซึ่งลดลงจากไตรมาส 4/2567 ที่ระดับ 45.9% แต่ยังสูงกว่าเมื่อไตรมาส 4 ของปี 2566 ซึ่งอยู่ที่เพียง 22.5%
ที่น่าสนใจไปกว่านั้นคือ กลุ่มที่กู้เงินแบบไฮบริด หรือกู้เงินทั้งในระบบสถาบันการเงิน และกู้เงินผ่านนายทุนต่าง ๆ นอกระบบสถาบันการเงิน จากเดิมที่อยู่ในอัตรา 20.8% เมื่อไตรมาส 4/2566 พุ่งสูงขึ้นถึง 45.4% เมื่อไตรมาส 1 ที่ผ่านมา โดยกลุ่มนี้มักเผชิญปัญหาที่ไม่สามารถกู้เงินในระบบเพิ่มได้แล้ว จึงต้องหันมาพึ่งพาการกู้เงินนอกระบบควบคู่กันด้วยเพื่อเพิ่มสภาพคล่อง และตัวเลขของกลุ่มนี้ถือเป็นสัญญาณอันตราย
แสงชัยแชร์ความเห็นว่า สิ่งที่ภาคธุรกิจ SMEs ต้องการจากภาครัฐเพื่อแก้ปัญหาหนี้ คือ แนวนโยบาย “คุณสู้ เราช่วย” แก้ปัญหา-ปรับโครงสร้างหนี้ และการรีไฟแนนซ์ เพื่อดึงเงินกู้ที่อยู่นอกระบบ ให้กลับเข้ามาเป็นสินเชื่อในระบบสถาบันการเงิน และลดภาระดอกเบี้ยของผู้ประกอบการ จากดอกเบี้ยของเงินกู้นอกระบบที่มีอัตราสูงเกินควร และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน
หนึ่งในกลไกที่ยกตัวอย่าง คือการให้บริษัท มีที่ มีเงิน ซึ่งเป็นบริษัทในเครือธนาคารออมสิน เข้ามาให้สินเชื่อแก่ผู้ประกอบการที่กู้นอกระบบ และมีหลักประกัน ซึ่งยังผ่อนชำระได้ เพื่อดึงกลับเข้าสู่ระบบ และจ่ายดอกเบี้ยในอัตราที่ถูกลง
นอกจากการแก้ปัญหาหนี้แล้ว ในแง่ของการค้ำประกันสินเชื่อโดยบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) แสงชัยมองว่า เป็นกลไกที่ดี แต่อาจต้องปรับเปลี่ยนเป้าหมาย มุ่งเป้าที่การค้ำประกันสินเชื่อของสถาบันการเงินรัฐเป็นหลัก เพิ่มโอกาสการเข้าถึงแหล่งทุนที่มีต้นทุนต่ำ
แสงชัยยังกล่าวเพิ่มเติมว่า การจะปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ สิ่งสำคัญต้องปรับโครงสร้างของหนี้และการเพิ่มโอกาสการพัฒนาผู้ประกอบการและแรงงานอย่างเป็นระบบ
ลุ้นร่วมวงผันเงิน 1.57 แสนล้านกระตุ้นเศรษฐกิจ
ขณะที่ประเด็นเงินงบประมาณ 1.57 แสนล้านบาท ที่บอร์ดนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ ตัดสินใจเปลี่ยนจากการแจกเงินดิจิทัลวอลเลตในเฟสที่ 3 และนำมาใช้ในการลงทุนภาครัฐเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ รับมือภาษีทรัมป์ แสงชัยมองว่า เป็นเรื่องที่ดี เงินจำนวนนี้ถือว่าไม่มาก แต่ไม่น้อย แต่สิ่งที่ต้องทำคือ การทำยุทธศาสตร์ภาพรวมของแต่ละมิติที่ต้องทำ ทั้งคมนาคม ทรัพยากรน้ำ การท่องเที่ยว การศึกษา ธุรกิจ SMEs และโครงการพัฒนาชุมชน และกองทุนหมู่บ้าน
รวมถึงต้องมีมาตรการ ตัวชี้วัด และการบูรณาการ ที่จะต้องทำงานร่วมกันของหน่วยงานที่มีภารกิจคล้ายกัน เพื่อไม่ให้งบประมาณกลายเป็น “เบี้ยหัวแตก” หรือทำงานในเรื่องคล้ายกัน แต่อาจสร้างผลลัพธ์ที่ดีได้ไม่เพียงพอ และทำให้การใช้งบประมาณที่น้อย ได้งานที่มาก และสร้างการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจที่เป็นรูปธรรม
SMEs ต้องหนี 5 กับดักอันตราย
แสงชัยระบุว่า ประเทศไทยต้องร่วมสร้างยุทธศาสตร์เพื่อคลาย 5 กับดักเหล่านี้
กับดักหนี้ สร้างกลไกที่ยั่งยืนเพื่อให้เกิดหนี้ที่มีคุณภาพ เพิ่มการปล่อยสินเชื่ออย่างมีความรับผิดชอบ
กับดักคน พัฒนากำลังคน เพิ่มทักษะ คุณภาพ เพื่อให้เกิดการใช้โครงสร้างพื้นฐานที่มีประโยชน์
กับดักทุน สร้างกลไกเพื่อนำไปสู่การลดต้นทุนพลังงาน ค่าครองชีพ ต้นทุนทางการเงิน ภาระดอกเบี้ย และเพิ่มโอกาส
กับดักเทา จัดระเบียบเศรษฐกิจนอกระบบและจัดการทุนเทา รวมถึงการสร้างกลไก กำกับมาตรฐาน สร้างความเชื่อมั่นให้ผู้ประกอบการที่อยู่ในระบบ
กับดักรัฐ สร้างกลไกในภาครัฐที่ทำให้ผู้ประกอบการได้รับความสะดวก รวดเร็ว ลดต้นทุน มีเทคโนโลยีช่วยให้เกิดความโปร่งใส ตรวจสอบได้อย่างมีธรรมาภิบาล
แสงชัยคาดหวังว่า กับดักทั้ง 5 นี้จะนำไปสู่ยุทธศาสตร์ เพื่อประเทศไทยก้าวข้ามกับดักความยากจนข้ามรุ่น กับดักรายได้ปานกลางค่อนข้างสูง ไปสู่ประเทศที่มีรายได้สูงต่อไป