พิชัย แจงแผนจัดงบ 69 ปรับโครงสร้างการผลิตในประเทศ ลดพึ่งพาส่งออก
นายพิชัย ชุณหชิรว
พิชัยแจงยิบแผนจัดงบประมาณ’69 มั่นใจจัดเก็บรายได้ตามเป้า ชี้การลงทุนภาคเอกชนหายไป 40% ต้องรื้อโครงสร้างการผลิตในประเทศ รับมือการส่งออกที่ได้รับผลกระทบ
ที่รัฐสภา นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง อภิปรายว่า ทุกคนอยากเห็นประเทศไทยกินดีอยู่ดี มีการใช้จ่ายที่เติบโต ในเชิงฝ่ายค้านน่าจะมีโครงสร้างทางเศรษฐกิจของการผลิต เพื่อให้เกิดการจ้างงาน ช่องว่างคนรวยคนจนแคบลง
จริง ๆ แล้วโครงสร้างทางเศรษฐกิจของประเทศไทยย้อนหลังไป 30 ปีที่ผ่านมา ที่จีดีพีโต 6% งบประมาณของภาครัฐเป็นแค่ส่วนน้อย เพราะภาครัฐมีหน้าที่ทำให้โครงสร้างต่าง ๆ สาธารณูปโภค หรือโครงสร้างมีความพร้อมเพิ่มความสะดวกสบาย และลดค่าใช้จ่ายให้กับภาคเอกชน
หรือโครงสร้างเศรษฐกิจที่แท้จริงจะต้องผลักดันโดยเอกชน ช่วงที่เรามีจีดีพี 6-10% เมื่อเรานำเงินลงทุนทั้งหมดทั้งของภาครัฐและเอกชนมาวางตรงหน้า จะพบเลยว่าการลงทุนทั้งหมดเป็น 40% ของจีดีพี เช่น ในปี 2540 ก่อนเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ เรามีขนาดเศรษฐกิจ 11 ล้านล้าน มีการลงทุนถึง 40% แปลว่ามีการลงทุนภาคเอกชนสูง ภาครัฐไม่เยอะ แต่ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา การลงทุนเฉลี่ย 20% แปลว่าการลงทุนของประเทศไทยหายไปครึ่งหนึ่ง โดยเฉพาะการลงทุนภาคเอกชน ซึ่งเครื่องจักรตรงนี้ไม่เดิน
“การลงทุนภาคเอกชนหายไป ผู้นำหายไป ไม่มีของใหม่ ๆ เข้ามา SMEs ลดลง Supply Chain ลดลง ผู้ค้าน้อยลง มองไม่เห็นโอกาสการส่งออกก็ไม่มีการจ้างงาน รวมถึงสินค้าที่เราส่งออกมีมูลค่าน้อย โดยเฉพาะภาคการเกษตร ส่งออก 100 บาท ต้นทุน 90 บาท แต่มีบางชนิดต้นทุน 100 ก็มี ส่งไปไม่ได้กำไร ทำงานฟรี นี่คือปัญหาเชิงโครงสร้างการลงทุนภาคเกษตรกรรม” นายพิชัยกล่าว
นายพิชัยกล่าว่า ที่บอกว่าเรามีเงินกองอยู่บนโต๊ะ เช่น ใช้งบประมาณ 3.78 ล้านล้านบาท ประกอบกับงบประมาณที่อยู่ในรัฐวิสาหกิจอีก อยากเรียนว่านั่นคือการลงทุนโดยตรงเพื่อเอกชน ทำให้ต้นทุนถูกที่สุด เช่น ไฟฟ้า น้ำ แต่จริง ๆ แล้วรัฐวิสาหกิจเหล่านี้มีหนี้อยู่ เป็นหนี้สาธารณะ แต่จริง ๆ เลี้ยงตัวเองได้
การขาดดุลงบประมาณ เราขาดดุล 8.5 แสนล้านติดต่อกันมา 2 ปี ซึ่งสูงถึง 4% ของงบประมาณ แต่มุมมองจากข้างนอก เขาอยากเห็นว่าไม่ควรเกิน 3.5% แต่ระบบงบประมาณใน 8.5 แสนล้านบาท มีการคืนเงินต้นอยู่ด้วย 1.5 แสนล้านบาท ความหมายคือเราคืนเงินต้น 1.5 แสนล้าน แล้วเรากลับมากู้ใหม่ เราเรียกว่า ซึ่งจริง ๆ แล้วเราขาดดุล 7 แสน 3% แม้เราเห็นว่าขาดดุล 4% แต่จริง ๆ แล้วแค่ 3% กว่าเท่านั้น