นายกฯย้ำใช้สันติวิธีแก้ปัญหาไทย-กัมพูชา ยันรัฐบาลกองทัพไร้ปัญหา ทำงานไม่ช้า
นายกฯถกแก้ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ชี้รัฐบาลกับกองทัพเคลียร์อำนาจหน้าที่แล้ว ไร้ปัญหา ย้ำทำงานเป็นเอกภาพ รักษาเอกราชอธิปไตยประเทศ ยึดสันติวิธี ยันรัฐบาลไม่ช้า วอนสื่อไม่เสนอข่าวปลุกปั่น ขยายขัดแย้ง ด้าน ผบ.ท.สส.ลั่น กองทัพพร้อมหนุนรัฐบาล
น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี แถลงข่าวหลังการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เพื่อหารือสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยใช้เวลาเกือบ 2 ชั่วโมง
นายกรัฐมนตรีระบุว่า วันนี้มีการพูดคุยถึงมาตรการต่าง ๆ ในการรับมือสถานการณ์ หลังจากเมื่อวานนี้ นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้ไปคุยกับทีมกัมพูชา ซึ่งยืนยันว่าขณะนี้สถานการณ์ยังโอเคอยู่
และยืนยันว่าทุกหน่วย ทุกฝ่าย ทั้งกองทัพและรัฐบาลมีการปรึกษากันตลอดก่อนที่จะดำเนินการใด ๆ อำนาจไหนที่เป็นของใคร และทุกคนทราบในอำนาจของตัวเองเป็นอย่างดี และวันนี้สิ่งที่ต้องการคือความเป็นเอกภาพในการทำงานทั้งหมด ซึ่งวันนี้ได้คุยกับนายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมด้วย ว่าไม่อยากให้เกิดกระแส หรือการปลุกปั่น ว่ารัฐบาลกับกองทัพมีปัญหากัน ซึ่งความจริงแล้วไม่มีปัญหาอะไรทั้งสิ้น มีแต่การสนับสนุนกันอย่างดี และมีการเคลียร์กันว่าอำนาจหน้าที่ เนื้องานเป็นอย่างไร ใครจะตัดสินใจ
ส่วนเรื่องการเจรจาและรายละเอียดอาจจะไม่ได้ให้รายละเอียดทั้งหมด แต่ขณะนี้ยืนยันว่ามีความเข้าใจ และยังไม่มีความรุนแรงที่ขยายมากขึ้น ขณะนี้ทางกองทัพก็ยืนยัน มีการจำกัดวงเพื่อไม่ให้ขยายความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น ซึ่งเป็นแนวทางที่รัฐบาลสนับสนุนอยู่แล้ว
เมื่อถามว่าเรื่องอธิปไตยเป็นเรื่องละเอียดอ่อน แต่หากเปรียบว่าเป็นบ้านจันทร์ส่องหล้า หรือบ้านของนายกรัฐมนตรีเองมีคนมารุกราน นายกฯจะแก้ปัญหาอย่างไรให้รวดเร็วกว่านี้ นายกรัฐมนตรีระบุว่า เมื่อวานนี้มีการพูดคุยกันแล้ว แต่รายละเอียดต้องเคารพทั้ง 2 ฝ่าย ว่าสามารถให้ข้อมูลได้มากน้อยแค่ไหน เพราะขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการเจรจา เข้าใจว่าสื่อมวลชนอยากได้เนื้อข่าว แต่การพูดคุยของทั้ง 2 ฝ่ายโอเคทั้งหมด
ขณะเดียวกัน กองทัพก็ยืนยันแล้วว่ามีความพร้อมทุกรูปแบบ พร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์ ซึ่งกองทัพทราบอยู่แล้วว่าเหตุการณ์หน้างานเป็นอย่างไร ถึงเวลาที่ต้องปะทะหรือยัง และเป็นการตัดสินใจของกองทัพจะเป็นคนประเมินหน้างาน ว่าถึงขั้นที่ต้องปะทะหรือไม่ แต่หากยังไม่จำเป็น การที่จะปะทะไปจะเกิดความเสียหายมากกว่าแรงเชียร์ที่ต้องการให้เกิดการปะทะ พร้อมย้ำว่าต้องใช้สันติวิธีให้ได้มากที่สุด
ยืนยันว่าไม่มีใครช้าในเรื่องนี้ ทุกคนทำกันหมดแหละ คุยกันหมดแล้ว อยู่ที่ว่าจะฟังส่วนไหน ไม่ฟังส่วนไหนมากกว่า และรัฐบาลก็มีการออกแถลงการณ์ไป 2 ฉบับในการดำเนินการและแนวทางที่ประเทศไทยจะไปต่อ
ด้านนายภูมิธรรมย้ำว่า เรายังคงยืนยันในหลักการปกป้องอธิปไตย และดำรงความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับประเทศ โดยการพูดคุยวันนี้หลักการสำคัญมีอยู่สามด้านคือ การต่างประเทศ กองทัพ และการสื่อสาร ซึ่งจะมีการปรับให้ชัดเจนขึ้น เพื่อให้เกิดการร่วมกันทำงาน ก่อนยืนยันว่ากองทัพพร้อมที่จะรักษาเอกราชอธิปไตยของประเทศ และบูรณภาพแห่งดินแดน ซึ่งได้มีการพูดคุยเป็นเนื้อเดียวกัน
โดยกระทรวงการต่างประเทศจะเป็นเจ้าภาพหลักในการชี้แจงเรื่องนี้ และจะประสานกับโฆษกกระทรวงกลาโหม กองทัพบก และดีอี เพื่อไม่ให้บรรยากาศการเจรจาหรือการหาข้อสรุปเกิดขึ้นยากลำบาก
พร้อมกล่าวย้ำว่า สมช.เห็นพ้องกันว่าอธิปไตยถือเป็นเรื่องสำคัญหลักที่ต้องดูแลอย่างเต็มที่ ส่วนเรื่องอื่น ๆ จะประคองให้เกิดความสัมพันธ์ที่ดี ไม่ให้เกิดการเสียประโยชน์ทั้งประเทศเราและประเทศเพื่อนบ้านทั้งหมด ที่จะมีภาระความจำเป็นต่อเนื่องกันอีก อย่างเรื่องยาเสพติด ไซเบอร์ จึงอยากให้ความขัดแย้งจำกัดวงให้ได้มากที่สุด
ด้านนายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศกล่าวว่า ในส่วนของการต่างประเทศและการทหารต้องไปด้วยกันเป็นเนื้อเดียวกัน ซึ่งความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเป็นสิ่งสำคัญ เนื่องจากทั้ง 2 ประเทศมีความสัมพันธ์ที่ดีกันมาอย่างยาวนาน และเห็นพ้องกันว่าการเจรจากับฝ่ายกัมพูชา ต้องใช้กลไกที่มีอยู่ในปัจจุบันเป็นหลัก คือ ทวิภาคี และเป็นสิ่งที่ผู้นำ 2 ฝ่ายได้พูดคุยกันตั้งแต่ต้น คือใช้กลไกคณะกรรมการที่มีอยู่แล้ว ทั้ง JBC, RBC หรือ GBC ที่เป็นกลไกหลักในขณะนี้
และเป้าหมายของการเจรจาในวันที่ 14 มิถุนายนนี้ ระหว่างคณะกรรมการร่วม 2 ฝ่ายจะต้องเน้นเรื่องของจุดปะทะ เพื่อแก้ปัญหาการกระทบกระทั่งกันเป็นหลัก เรื่องอื่น ๆ เราจะยังไม่ให้ความสำคัญ จะพูดเรื่องของการแก้ปัญหาที่มีการเผชิญหน้า และลดความตึงเครียด ในกรอบของกำลังทหารร่วมกัน ให้เป็นเรื่องเป็นราว ซึ่ง JBC มีหน้าที่อยู่แล้ว ที่จะเจรจาเรื่องเขตแดน เพราะฉะนั้นจะดำเนินการไปพร้อมกัน แต่สิ่งที่จะต้องให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก คือ การพูดคุยลดความรุนแรง ลดบรรยากาศ ที่จะมีการกระทบกระทั่งกันเป็นหลัก
ส่วนการชี้แจงจะมีการประสานความร่วมมือกันกับกระทรวงการต่างประเทศ และกองทัพบก ร่วมกับกระทรวงกลาโหม เพื่อให้การสื่อสารแก่ประชาชนให้เข้าใจทุกอย่างไปในทิศทางเดียวกัน พร้อมระบุว่า เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเข้าใจผิดเรื่องข่าวสารมากยิ่งขึ้นกว่านี้ ยืนยันว่าการทหารและการต่างประเทศไปด้วยกันอย่างแน่นอน
ขณะที่ พล.อ.ทรงวิทย์ หนุนภักดี ผู้บัญชาการทหารสูงสุด กล่าวว่า ประเด็นแรกได้เน้นย้ำว่ากองทัพสนับสนุนรัฐบาลในการแก้ปัญหาและคลี่คลายสถานการณ์ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาด้วยสันติวิธี เป็นเรื่องแรก
ส่วนเรื่องที่ 2 กองทัพได้ปฏิบัติหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญในการรักษาอธิปไตย และคุ้มครองปกป้องประชาชนตามแนวชายแดนซึ่งได้ดำเนินการมาตลอด
เรื่องที่ 3 ได้ยืนยันว่าในการประชุมผู้บัญชาการเหล่าทัพวันนี้ เป็นการประชุมตามวงรอบปกติ ทุก 2 เดือน ซึ่งแน่นอนว่าจะมีการพูดคุยเรื่องสถานการณ์ไทย-กัมพูชาด้วย ในลักษณะที่สนับสนุนแนวทางของรัฐบาลและแนวทางของสภาความมั่นคงแห่งชาติที่ได้ประชุมกันวันนี้ และเพื่อความโปร่งใสหลังการประชุมเสร็จจะมีเอกสารการแถลงข่าวออกมา ว่าสิ่งที่คุยกันวันนี้เป็นอย่างไรบ้าง
ส่วนที่ไม่ได้เชิญสื่อมวลชน เพราะเป็นการทำงานแบบมืออาชีพ และอยากให้เป็นการสื่อสารในแนวทางเดียว คือ กระทรวงการต่างประเทศ รัฐบาล กระทรวงกลาโหม และกองทัพ และตนในฐานะผู้ปฎิบัติงานขอสงวนการให้ข้อมูลในเรื่องนี้
จากนั้นนายกรัฐมนตรีได้เดินออกจากวงแถลงข่าว ก่อนที่ผู้สื่อข่าวจะถามว่าจะให้นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีไปพูดคุยกับกัมพูชาด้วยหรือไม่ โดยนายกรัฐมนตรีมีสีหน้าเรียบเฉย และไม่ได้ตอบคำถามก่อนจะขึ้นรถกอล์ฟกลับไปปฏิบัติหน้าที่ที่ตึกไทยคู่ฟ้า
อย่างไรก็ตาม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายกรัฐมนตรีได้ยกเลิกภารกิจการประชุมติดตามมาตรการป้องกันปราบปรามธุรกิจผิดกฎหมาย ณ ห้องสีเขียว ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล