ปลัดแรงงาน แจง คนไทยในอิสราเอล-อิหร่านยังปลอดภัย พร้อมหากต้องอพยพ
นายกฯ ประชุมปลัดกระทรวง รับรายงานสถานการณ์ตะวันออกกลาง คนไทยทั้ง 2 ประเทศ รวมกว่า 4 หมื่นคนยังปลอดภัย ย้ำมีความพร้อม หากต้องอพยพ กต.ตัดสินใจได้ทันที ขณะที่แรงงานกัมพูชาในไทยยังไม่มีการขอกลับประเทศ ที่เห็นตามข่าวส่วนใหญ่เป็นแรงงานชายแดนที่เดินทางไปกลับแต่ละวัน ขณะที่นายกฯ สั่งดีอี เร่งจัดการข่าวปลอม พร้อมย้ำทุกหน่วยงานต้องบูรณาการการทำงานเป็นหนึ่งเดียว
ณ ห้องประชุม The Synergy Hall ชั้น 6 อาคาร C Energy Complex (EnCo) กระทรวงพลังงาน ถนนวิภาวดีรังสิต เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมหัวหน้าส่วนราชการระดับกระทรวงหรือเทียบเท่า ครั้งที่ 5/2568 โดยมีหัวหน้าส่วนราชการระดับกระทรวงหรือเทียบเท่า จำนวน 42 คน เข้าร่วมประชุม
นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีมอบนโยบายในการประชุมหัวหน้าส่วนราชการระดับกระทรวงหรือเทียบเท่าว่า สถานการณ์ในปัจจุบัน ทั้งในประเทศและต่างประเทศ มีความเคลื่อนไหวและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในเรื่องข้อมูลข่าวสาร ซึ่งประชาชนได้รับข้อมูลมากมาย ที่ไม่มีที่มาทั้งบางเรื่องมาจากการสร้างขึ้นของ AI หรือไม่มีแหล่งที่มา
บางครั้งอาจทำให้เกิดความสับสน ขอสั่งการให้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ติดตามและดำเนินการจัดการข่าวปลอม (เฟกนิวส์) อย่างจริงจังและเข้มข้นมากยิ่งขึ้น เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความเข้าใจที่ถูกต้องให้แก่ประชาชน
นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำถึงการผลักดันการเบิกจ่ายงบประมาณ ซึ่ง ณ วันนี้ เหลือเวลาอีกประมาณ 4 เดือน จะสิ้นสุดปีงบประมาณ 2568 ขอความร่วมมือจากทุกหน่วยงานเร่งรัดเบิกจ่ายงบประมาณที่ค้างอยู่ตั้งแต่ปี 2567 ให้แล้วเสร็จ เพราะหากเบิกจ่ายไม่ทัน อาจจะทำให้สูญเสียโอกาสสำคัญในการนำงบประมาณไปพัฒนาประเทศ
นายกรัฐมนตรีกล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับการประชุมหัวหน้าส่วนราชการในวันนี้ กระทรวงพลังงานเป็นเจ้าภาพในการจัดประชุม รัฐบาลมีมาตรการเร่งด่วนในการบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน โดยเฉพาะการลดค่าไฟฟ้าชั่วคราวในช่วงเดือนพฤษภาคม-สิงหาคม 2568 ให้ไม่เกิน 3.99 บาทต่อหน่วย
ทั้งนี้ ในระยะยาว ขอมอบหมายให้กระทรวงพลังงานดำเนินการปรับโครงสร้างราคาพลังงานไฟฟ้าให้มีความสมดุล ครอบคลุม 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่
1. ประชาชนต้องเข้าถึงไฟฟ้าที่มั่นคงมีการผลิตที่เพียงพอ
2. ราคาต้องเป็นธรรม และสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง
3. ต้องมุ่งสู่การผลิตไฟฟ้าอย่างยั่งยืน โดยใช้พลังงานสะอาด พร้อมทั้งมีระบบซัพพลายไฟฟ้าที่ไม่สร้างภาระเกินควรแก่ประชาชน
“สถานการณ์ระหว่างประเทศ โดยเฉพาะความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา รัฐบาลดำเนินการด้วยแนวทางสันติวิธีมาโดยตลอด และจะพยายามทำให้สถานการณ์กลับเข้าสู่ภาวะปกติให้เร็วที่สุด เพื่อให้ประชาชนสามารถกลับไปทำมาหากิน ประกอบอาชีพ และเลี้ยงดูครอบครัวได้อย่างมั่นคง
ขอให้ทุกกระทรวงและผู้บริหารระดับสูงของทุกหน่วยงาน เร่งดูแลพี่น้องประชาชนในความรับผิดชอบของตนเอง ให้ประชาชนเกิดความมั่นใจ และมีความปลอดภัยในการดำรงชีวิต ทุกหน่วยงานต้องทำงานร่วมกันอย่างบูรณาการ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด รวมถึงจะทำให้เรามีฐานข้อมูลที่ครอบคลุม
ซึ่งการรวมข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้วิเคราะห์และวางนโยบายได้ตรงจุดมากขึ้น ยกตัวอย่าง เช่น ChatGPT ที่มีความสามารถจากการรวมข้อมูลจำนวนมหาศาลไว้ในระบบ หากภาครัฐสามารถมีระบบฐานข้อมูลร่วมกันในลักษณะนี้ ก็จะช่วยให้สามารถตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนได้อย่างตรงจุด คุ้มค่ากับงบประมาณที่ใช้ไป และเป็นประโยชน์อย่างมากในการพัฒนาประเทศอย่างแท้จริง” นายกรัฐมนตรีย้ำ
นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังได้รับรายงานจากปลัดกระทรวงแรงงานและปลัดกระทรวงการต่างประเทศ รวมถึงส่วนราชการที่เกี่ยวข้องถึงสถานการณ์ประเทศอิสราเอลและอิหร่านว่า ที่อิสราเอลมีคนงานอยู่ประมาณ 40,000 ราย และที่อิหร่านมีอยู่ประมาณ 300 กว่ารายได้ประสานงานกันเป็นที่เรียบร้อย ซึ่งทั้งหมดปลอดภัยและพร้อมนำแรงงานกลับหากมีสถานการณ์ที่ต้องตัดสินใจให้อพยพ
ซึ่งปัจจุบันยังอยู่ระหว่างการติดตามสถานการณ์อยู่ในขณะนี้ ส่วนสถานการณ์แรงงานกัมพูชาในประเทศไทยยังไม่ได้รับรายงานว่า มีการขอกลับประเทศกัมพูชาแต่อย่างใด ซึ่งที่ปรากฏเป็นภาพข่าวส่วนใหญ่เป็นแรงงานกัมพูชาที่ทำงานอยู่ในแนวชายแดน ซึ่งเดินทางไปกลับอยู่เป็นประจำ