รู้จัก “ช่องแคบฮอร์มุซ” จุดยุทธศาสตร์การค้าน้ำมันโลก
ทำความรู้จัก “ช่องแคบฮอร์มุซ” จุดยุทธศาสตร์สำคัญของการค้าน้ำมันโลก หากปิดจริง มีประเทศไหนบ้างที่ได้รับผลกระทบ รวมถึงไทยจะเสียหายมากน้อยแค่ไหน
แรงสั่นสะเทือนจากสงครามระหว่างสองประเทศ กลายมาเป็นเรื่องราวที่อาจส่งกระทบต่อทั้งโลก หลังรัฐสภาอิหร่านมีมติปิดช่องแคบฮอร์มุซ แม้จะยังไม่มีการตัดสินอย่างเป็นทางการ แต่การตัดสินใจที่จะปิดจุดยุทธศาสตร์การค้าที่สำคัญของหลายประเทศทั่วโลกนี้ ส่งผลให้หลายประเทศต้องเตรียมการรับมือกับเรื่องนี้
ประชาชาติธุรกิจ พาไปทำความรู้จัก “ช่องแคบฮอร์มุซ” หากปิดจริงมีประเทศไหนบ้างที่ได้รับผลกระทบ รวมถึงไทยจะเสียหายมากน้อยแค่ไหน
ช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) เป็นจุดแคบ ๆ ที่เชื่อมต่ออ่าวเปอร์เซียทางตะวันตกเฉียงใต้กับอ่าวโอมานทางตะวันออกเฉียงใต้ ขนาบข้างด้วยอิหร่านทางทิศเหนือและคาบสมุทรมูซานดัมของโอมานทางทิศใต้ ช่องแคบนี้เป็นทางออกทางมหาสมุทรทางเดียวของประเทศที่ส่งออกปิโตรเลียมในอ่าวเปอร์เซีย
ข้อมูลจาก สำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานของสหรัฐอเมริกา (EIA) ระบุว่า ในแต่ละวันจะมีการบรรทุกน้ำมันราว 20 ล้านบาร์เรลที่เดินทางออกจากช่องแคบนี้ตั้งแต่ปี 2020 ซึ่งเทียบเท่ากับประมาณร้อยละ 20 ของการบริโภคน้ำมันทั่วโลก และคิดเป็นกว่า 1 ใน 4 ของการค้าน้ำมันทางทะเลทั่วโลก
นอกจากนี้ช่องแคบยังอนุญาตให้มีการค้าขายก๊าซธรรมชาติเหลวของโลกประมาณ 1 ใน 5 ของปี 2024 ซึ่งส่วนใหญ่มาจากกาตาร์ ทำให้ช่องแคบนี้ถูกขนานนามว่าเป็น “จุดคอขวดสำคัญที่สุดในการขนส่งน้ำมันของโลก”
สินค้าที่ผ่านช่องแคบนี้
ในปี 2024 และไตรมาสแรกของปี 2025 การค้าขายน้ำมันทางทะเลมากกว่า 1 ใน 4 ของโลกต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเท่ากับ1 ใน 5 ของการบริโภคน้ำมันและปิโตรเลียมทั่วโลก ตามข้อมูลการติดตามเรือบรรทุกน้ำมันของ EIA ระบุว่า เกือบ 40% ของบาร์เรลในปีที่แล้วส่งออกจากซาอุดีอาระเบีย ซึ่งเป็นปริมาณที่มากที่สุดเมื่อเทียบกับประเทศอื่น
ทั้งซาอุดีอาระเบียและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ต่างก็มีท่อส่งน้ำมันที่สามารถใช้เป็นทางเลือกของเส้นทางการค้าในกรณีที่ช่องแคบฮอร์มุซถูกปิด แต่ความจุของท่อทั้งสองนั้นก็มีข้อจำกัดอยู่ดี ขณะที่การหยุดขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบจะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อตลาดบางแห่ง เช่น จีน อินเดีย ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ที่เป็นประเทศนำเข้าน้ำมันและก๊าซที่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซเป็นส่วนใหญ่ในปี 2024
ในสหรัฐ สำนักงานฯ รายงานว่าการนำเข้าน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซคิดเป็นเพียง 7% ของการนำเข้าน้ำมันทั้งหมดของประเทศ และคิดเป็นเพียง 2% ของการบริโภคปิโตรเลียมเหลวในช่วงเวลาเดียวกัน
อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่เตือนว่า การขัดขวางการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบนี้อาจส่งผลกระทบต่อตลาดพลังงานระหว่างประเทศและเศรษฐกิจในวงกว้าง โดยการจำกัดอุปทานอาจทำให้ราคาน้ำมันและก๊าซพุ่งสูงขึ้น ซึ่งคาดราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกอาจพุ่งขึ้นเกิน 100 ดอลลาร์ต่อบาเรล และอาจนำไปสู่เงินเฟ้อทั่วโลกทีทำให้เศรษฐกิจโลกชะลอตัว
กระทบประเทศมหาอำนาจ
มาร์โก อันโตนิโอ รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ กล่าวในรายการ Face the Nation with Margaret Brennan ว่า ความพยายามของอิหร่านในการปิดกั้นช่องแคบนี้จะเป็นการกระทำที่ฆ่าตัวตายที่จะทำให้เกิดปฏิกิริยาตอบโต้จากประเทศมหาอำนาจที่ได้รับผลกระทบ
“หากพวกเขาทำแบบนั้น คนแรกที่ควรจะโกรธเคือง คือ รัฐบาลจีน เพราะน้ำมันจำนวนมากของพวกเขาถูกส่งผ่านช่องแคบนี้” รูบิโอ กล่าว
เมื่อถูกถามถึงความเป็นไปได้ที่อิหร่านขัดขวางการเคลื่อนที่ผ่านช่องแคบด้วยหลากวิธี ไม่ว่าจะเป็นการวางทุ่นระเบิดในทะเล โจมตีเรือที่ผ่านไปมาด้วยขีปนาวุธและระเบิด กักเรือ หรือโจมตีทางไซเบอร์ต่อเรือ หากสิ่งนั้นเกิดขึ้นจริง รูบิโอกล่าวว่าจีนจะ “ต้องจ่ายราคาที่สูงมาก” เช่นเดียวกับประเทศอื่น ๆ ในโลก รวมถึงสหรัฐ
“มันจะส่งผลกระทบต่อเราในระดับหนึ่ง แต่จะส่งผลกระทบต่อส่วนอื่น ๆ ของโลกมากกว่า” เขากล่าวถึงผลที่ตามมาในทางทฤษฎี “มันจะเป็นการเคลื่อนไหวที่ฆ่าตัวตายของพวกเขา เพราะผมคิดว่าโลกจะต่อต้าน หากพวกเขาทำเช่นนั้น”
ทั้งนี้ สหรัฐซึ่งมีกองเรือที่ 5 ประจำการอยู่ที่บาห์เรน ได้ให้คำมั่นมานานแล้วว่าจะรักษาเสรีภาพในการเดินเรือในช่องแคบนี้
ไทยกับผลกระทบ “ก๊าซ”
นายพรายพล คุ้มทรัพย์ นักวิชาการอิสระด้านพลังงาน อดีตคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวถึงผลกระทบที่ประเทศไทยจะได้รับผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว Praipol Koomsup ว่า ปัจจุบันประเทศไทยใช้พลังงานจากน้ำมันเป็นสัดส่วนประมาณเกือบ 40% ของพลังงานทั้งหมด และใช้ก๊าซธธรมชาติประมาณเกือบ 30% ของทั้งหมด
ขณะที่ไทยต้องนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศประมาณ 85% ของน้ำมันที่ใช้ทั้งหมด และต้องนำเข้าก๊าซธรรมชาติประมาณ 40% ของก๊าซที่ใช้ทั้งหมด (25% เป็น LNG และอีก 15% เป็นก๊าซผ่านท่อจากเมียนมาร์)
จึงกล่าวได้ว่าไทยต้องพึ่งพาน้ำมันและก๊าซจากต่างชาติในสัดส่วนมากถึง 46% ของการใช้พลังงานทุกชนิดรวมกัน (น้ำมันนำเข้า 34% และก๊าซนำเข้า 12%) ในจำนวนนี้ส่วนใหญ่เป็นน้ำมันจากภูมิภาคตะวันออกกลาง (แหล่งสำคัญคือ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ คูเวต ซาอุดิอาระเบีย และโอมาน) และเป็นน้ำมันที่ขนส่งมาทางเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ
ส่วนก๊าซธรรมชาตินำเข้าจากตะวันออกกลาง ในส่วนของก๊าซธรรมชาติ ไทยนำเข้า LNG จากตะวันออกกลางเป็นสัดส่วนประมาณ 30% ของการนำเข้า LNG ทั้งหมด (25% จากกาตาร์ 5% จากโอมาน) โดยเกือบทั้งหมดต้องขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ
ดังนั้น การปิดช่องแคบฮอร์มุซจะทำให้ไทยขาดพลังงานไปเป็นจำนวนหนึ่งในสามของพลังงานทั้งหมด ที่จะขาดแคลนมากที่สุดคือน้ำมันเพราะมีสัดส่วนที่ลดลงมากที่สุด หากการปิดช่องแคบมีผลเป็นเวลาไม่นานเกินหนึ่งเดือน ไทยก็ยังคงมีน้ำมันเหลือใช้อย่างเพียงพอ โดยอาศัยสต๊อกน้ำมันสำรอง (ซึ่งกระทรวงพลังงานประเมินว่ามีสต๊อกให้ใช้ได้เป็นเวลา 60 วัน)
อีกทั้งยังสามารถซื้อน้ำมันจากแหล่งผลิตในประเทศอื่น ๆ นอกพื้นที่ตะวันออกกลางได้บ้าง แต่ปัญหาที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือราคาน้ำมันที่แพงขึ้นมากและจะทำให้ต้นทุนน้ำมันนำเข้าสูงขึ้นมากเช่นกัน
หากรัฐบาลไม่ใช้เงินอุดหนุนจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ราคาขายปลีกของน้ำมันก็จะสูงขึ้น และก็จะทำให้ค่าขนส่งและราคาสินค้าต่าง ๆ สูงขึ้นด้วยจนกลายเป็นปัญหาภาวะเงินเฟ้อ ซึ่งก็จะเป็นปัญหาซ้ำเติมปัญหาเศรษฐกิจถดถอยที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบันอยู่แล้ว หากรัฐบาลเลือกใช้การอุดหนุนจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ก็ยิ่งจะทำให้กองทุนฯ ติดลบและเป็นหนี้เพิ่มขึ้นไปอีก จากในปัจจุบันที่ติดลบอยู่ประมาณ 36,000 ล้านบาท
ข้อมูลจาก cbsnews