นายกฯสั่ง ครม.เตรียม 7 แนวทาง รับมือสถานการณ์โลก ชายแดนไทย-กัมพูชา
นายกฯสั่งการ 7 ด้านรับมือทุกมิติ ทั้งสถานการณ์โลกและชายแดนไทย-กัมพูชา ย้ำ รมต.ทุกกระทรวงวางแผนรับมือด่วน ทั้งแก๊งคอลฯ พลังงาน หนี้ประชาชน ค่าแรง ท่องเที่ยว ราคาพืชผล และยาเสพติด
นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า วันนี้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ครั้งที่ 24 นายกรัฐมนตรีมีข้อสั่งการดังนี้
1.จากสถานการณ์ระหว่างประเทศที่กระทบต่อประเทศไทย ไม่ว่าเป็นสถานการณ์ความขัดแย้งของอิหร่านและอิสราเอล ย่อมมีผลที่อาจจะขยายเป็นวงกว้างในโลก โดยยังไม่มีเวลาการยุติความขัดแย้งอย่างชัดเจน ทำให้ส่งผลกระทบต่อการเจรจาของหลายประเทศ ต่อนโยบาย Reciprocal Tariffs ของสหรัฐอเมริกา ที่กำหนดกรอบระยะเวลา 90 วัน ในช่วงต้นเดือนกรกฎาคมนี้ ซึ่งฝ่ายไทยได้เริ่มการเจรจาแล้ว 1 รอบ ยังไม่ได้ข้อสรุปอย่างเป็นทางการ
อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ดังกล่าวย่อมส่งผลถึงเศรษฐกิจโลก รวมถึงประเทศไทย ไม่ว่าเป็นผลจากปริมาณและราคาพลังงาน การเงิน การคมนาคมและการท่องเที่ยว ที่จะส่งผลถึงเศรษฐกิจของประเทศไทย และความเป็นอยู่ของประชาชนเป็นอย่างมาก
ส่วนสถานการณ์ชายแดนกัมพูชา ขอให้คณะรัฐมนตรีทุกท่าน ร่วมกันติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งเตรียมหามาตรการรองรับในทุกมิติที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้กระทบกระเทือนพี่น้องประชาชนน้อยที่สุด
โดยนายกรัฐมนตรีกล่าวย้ำว่า สถานการณ์เช่นนี้ เสถียรภาพของรัฐบาลและความสามัคคีภายในประเทศของคนในชาติ เป็นสิ่งสำคัญที่สุด ขอให้รัฐมนตรีทุกท่านต้องใกล้ชิดประชาชน สร้างความมั่นใจ และแก้ไขปัญหาให้ทันการณ์ โดยมีปัญหาสำคัญที่รัฐบาลให้ความสำคัญในการดำเนินการ ได้แก่
1.ปัญหาด้านภัยคุกคามความมั่นคงของชาติ โดยเฉพาะอาชญากรรมข้ามประเทศ Transnational Crimes ตามรายงานของ UNODC (UN on Drugs and Crime) ที่เกี่ยวข้องกับปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ที่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องได้หารือเมื่อวาน ทั้งฝ่ายความมั่นคง การต่างประเทศ ด้านสื่อสารประชาสัมพันธ์ ที่นายภูมิธรรม รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ต้องบูรณาการความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง โดยรัฐบาลขอย้ำถึงการแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธี เพื่อให้สถานการณ์กลับมาเป็นปกติสุข สำหรับประชาชนทั้ง 2 ฝ่ายโดยเร็ว
2.ปัญหาด้านความมั่นคงพลังงาน มอบให้นายพีระพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน รับผิดชอบในการกำหนดมาตรการเตรียมพร้อม รับมือสำหรับพลังงานสำรอง และมาตรการช่วยเหลือประชาชน หากมีภาวะขาดแคลนหรือมีราคาที่สูงขึ้น
3.ปัญหาด้านเศรษฐกิจและการเงิน การแก้ปัญหาหนี้สินของประชาชน มอบหมายให้นายพิชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นผู้รับผิดชอบ หารือหน่วยงานภาครัฐและเอกชน กำหนดมาตรการและเป้าหมายที่ชัดเจน
4.ปัญหาราคาพืชผลเกษตร มอบให้นายพิชัย รองนายกฯและ รมว.กค. หารือร่วมกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ ที่จะต้องเร่งหามาตรการแก้ไขปัญหาโดยด่วน โดยเฉพาะราคาข้าว ที่จะต้องเร่งสรุปมาตรการเยียวยาแก่เกษตรกรให้แล้วเสร็จโดยเร็ว รวมถึงปัญหาการลักลอบนำเข้า สินค้าเถื่อนจากประเทศเพื่อนบ้าน ทำให้ราคาพืชผลเกษตรภายในประเทศตกต่ำ โดยขอให้กรมศุลกากร สรุปปัญหา และมาตรการในการแก้ไขปัญหา มาเสนอพร้อมกับมาตรการยกระดับราคาพืชผลเกษตรภายในสัปดาห์หน้า
5.ปัญหายาเสพติด มอบให้นายภูมิธรรม รอง นรม.และ รมว.กลาโหม เตรียมจัดการประชุมด่วนระหว่างนายกรัฐมนตรี กับผู้ว่าราชการจังหวัด และผู้บัญชาการตำรวจทุกจังหวัด เพื่อมอบนโยบายและกำชับมาตรการที่เป็นรูปธรรม โดยจะต้องกำหนดเป้าหมายให้ชัดเจน ขยายผล ต่อเนื่องจากมาตรการ Seal Stop Safe ภายในสัปดาห์หน้านี้
6.ปัญหาการท่องเที่ยว ที่เป็นเครื่องจักรสำคัญของการสร้างรายได้และกระจายรายได้ มอบให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวฯ เร่งปรับมาตรการกระตุ้นท่องเที่ยว ทั้งในประเทศและต่างประเทศ มาเสนอภายในสัปดาห์หน้า โดยขอให้เน้นย้ำการเสนอมาตรการรักษาความปลอดภัยให้กับนักท่องเที่ยวที่เป็นรูปธรรม และเห็นผลได้อย่างรวดเร็ว
7.ปัญหาเรื่องค่าแรงขั้นต่ำ มอบให้กระทรวงแรงงานเร่งนำมาตรการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ นำมาพิจารณาใน ครม.สัปดาห์หน้า เพื่อให้ทันขึ้นค่าแรงในช่วงต้นเดือนกรกฎาคมนี้