Skip to content

เปิดมุมมองโบรกเกอร์ SET รื้อเกณฑ์ ‘ฟรีโฟลต-IPO’

27 มิ.ย. 2568 | 08:04น.
เปิดมุมมองโบรกเกอร์ SET รื้อเกณฑ์ ‘ฟรีโฟลต-IPO’

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) มีแผนปรับปรุงเกณฑ์ Free Float และการเสนอขายหุ้นต่อประชาชนเป็นการทั่วไป (IPO) สำหรับบริษัทที่จะเข้าจดทะเบียนใน SET และ mai (New Listing) ให้มีความชัดเจน สอดคล้องสากล เพื่อเพิ่มความน่าสนใจในการเข้าจดทะเบียน และเพิ่มศักยภาพการแข่งขันกับตลาดหลักทรัพย์ฯในภูมิภาค หวังผลักดันตลาดหุ้นไทยเป็น “Listing Hub” หรือศูนย์กลางในการระดมทุนของภูมิภาค

ล่าสุด ได้วางแนวทางการปรับปรุงเกณฑ์ดังกล่าว ซึ่งในส่วนของเกณฑ์ Free Float ได้แก่ ยกเลิกหลักเกณฑ์ในการผ่อนผันระยะเวลาการกระจาย Free Float สำหรับบริษัทขนาดใหญ่ เพื่อลดการใช้ดุลพินิจ, ปรับปรุงสัดส่วน Free Float จากขั้นต่ำ 20% เป็นขั้นต่ำ 17% สำหรับบริษัทขนาดใหญ่ เพื่อส่งเสริมบริษัทขนาดใหญ่เข้าจดทะเบียน ซึ่งยังคงเป็นสัดส่วน Free Float ที่สูงกว่าเกณฑ์ดำรงสถานะการเป็นบริษัทจดทะเบียนที่ขั้นต่ำ 15%,

ปรับปรุงการแบ่งกลุ่มขนาดของบริษัท (Tier) ด้วยการใช้ Market Capitalization แทนการแบ่งกลุ่มด้วย Paid-up Capital เพื่อให้สะท้อนมูลค่าที่แท้จริงของกิจการได้ดียิ่งขึ้น และกำหนดจำนวนหุ้น Free Float ขั้นต่ำที่ 30 ล้านหุ้น และเพิ่มหลักเกณฑ์กรณีบริษัทที่จะเข้าจดทะเบียนใน SET และ mai มีการดำเนินการใด ๆ ที่จะส่งผลให้สัดส่วน Free Float ลดลงต่ำกว่าคุณสมบัติเรื่อง Free Float ตามเกณฑ์รับหลักทรัพย์ในทันทีตั้งแต่หุ้นเริ่มเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ โดยจะถือว่าบริษัทดังกล่าวยังไม่มีคุณสมบัติเรื่อง Free Float ตามเกณฑ์รับหลักทรัพย์

ส่วนเกณฑ์การเสนอขายหุ้น IPO จะปรับปรุงการแบ่งกลุ่มขนาดของบริษัท (Tier) ด้วยการใช้ Market Capitalization แทนการแบ่งด้วย Paid-up Capital เพื่อให้สอดคล้องกับเกณฑ์ Free Float และกำหนดจำนวนหุ้น IPO ขั้นต่ำที่ 20 ล้านหุ้น ทั้งนี้ จะมีการเปิดรับฟังความคิดเห็น จนถึงวันที่ 25 มิถุนายน 2568 นี้

นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์ฯ เปิดเผยว่า การปรับปรุงเกณฑ์ Free Float เป็นส่วนหนึ่งที่ตลาดหลักทรัพย์ฯพยายามปรับปรุงและพัฒนาอยู่ตลอด โดยขึ้นอยู่กับสภาวะตลาด ซึ่งปัจจัยหลัก คือ เพื่ออิงกับ Market Capitalization หรือมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดมากขึ้น เพื่อให้มีการสะท้อนมูลค่าที่แท้จริงของกิจการได้ดียิ่งขึ้น จากที่ผ่านมาจะอิงกับ Paid-up Capital หรือทุนที่ชำระแล้วเป็นหลัก โดยไม่ได้บอกว่าธุรกิจนั้นมีขนาดใหญ่หรือเล็ก

“เป็นการปรับปรุงเพื่อให้สอดคล้องความเป็นจริงกับระบบนิเวศการเงินมากกว่า ไม่ได้จะทำให้มี IPO มากขึ้นหรือน้อยลง อย่างไรก็ดี เราก็อยากดึงดูดบริษัทขนาดใหญ่ให้เข้ามาจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯมากขึ้นด้วย แต่เป็นการปรับพื้นฐานในระยะยาวมากกว่า ส่วนจะส่งผลดีต่อตลาดในปีนี้เลยหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับภาวะของตลาดด้วย”

ทั้งนี้ จากต้นปี 2568 มา มีบริษัทที่ไม่เข้าเกณฑ์อยู่ประมาณ 18 บริษัท ซึ่งขณะนี้ได้เร่งดำเนินการเพื่อให้เป็นไปตามเกณฑ์ไปแล้วกว่า 50%

ขณะที่ในมุมมองของบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) นายภราดร เตียรณปราโมทย์ รองผู้อำนวยการสายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเซีย พลัส กล่าวว่า การปรับลดเกณฑ์ Free Float เพื่อให้หุ้นที่จะเข้าจดทะเบียนใหม่ (IPO) เข้ามาง่ายขึ้น โดยประเมินว่า เบื้องต้นอาจจะไม่ได้เห็นผลที่ชัดเจนกับตลาดหุ้นไทยในช่วงระยะสั้นนี้ แต่เป็นลักษณะการเปิดรับบริษัทอย่างมีความหลากหลาย และจูงใจให้บริษัทที่มีขนาดใหญ่เข้ามาในตลาดหุ้นไทยได้ง่ายขึ้น

“ในภาพระยะยาว จะเป็นการเปิดโอกาสให้นักลงทุนมีทางเลือกมากขึ้น ในตลาดหุ้นที่ปัจจุบันอาจมีหุ้นที่จำกัด ดังนั้น จึงเป็นการเปิดช่องทางให้นักลงทุนได้ลงทุนในธุรกิจใหม่ ๆ มากขึ้น และอาจจะมีหุ้นขนาดใหญ่ตามเข้ามาในตลาดหุ้นไทยในอนาคต”

ฟากนายณัฐพล คำถาเครือ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) กล่าวว่า การปรับลดเกณฑ์ Free Float ลงมา อาจจะทำให้บริษัทระดมทุนได้ง่ายขึ้น แต่ไม่ได้การันตีว่าจะได้บริษัทที่คุณภาพดีเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทย เพราะขนาดใช้เกณฑ์เดิม ก็มีหลายบริษัทที่เข้ามาจดทะเบียนแล้วก็มีปัญหา และยังตอบได้ยากว่า ในแง่เชิงปริมาณจะเป็นผลดีกับตลาดหุ้นระยะยาวหรือไม่ เนื่องจากไม่รู้ว่าคุณภาพของบริษัทที่เข้ามาจดทะเบียนมากขึ้น จะช่วยให้ตลาดหุ้นดีขึ้นได้ในระยะยาวหรือไม่

โดยที่ผ่านมา หุ้น IPO ที่เข้ามาจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทย ก็มีบางตัวที่ราคายังติดลบ จากตอนเข้า IPO หรือบริษัทที่เข้าจดทะเบียนก็ราคาต่ำจองบ้าง ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับสภาพของตลาดในระยะเวลานั้นด้วย ทำให้หลายบริษัทก็เลื่อน IPO ออกไป เพราะหากสภาพของตลาดไม่ดี ก็ทำให้ได้เงินเข้าบริษัทไม่มากอย่างที่ต้องการ แต่ตรงนี้ก็ไม่ได้สะท้อนว่าบริษัทที่เข้ามา จะมีปัญหาเสมอไป เพราะหุ้นตัวที่ราคาสูงกว่าราคาจองก็มี

“มองว่าเป็นการผ่อนปรนเกณฑ์เพื่อให้ IPO ง่ายขึ้น แต่ยังสรุปไม่ได้ว่าจะดีกับตลาดระยะยาว อย่างไรก็ตาม อาจจะต้องการให้สอดคล้องกับภูมิภาค ซึ่งก็อาจจะจูงใจให้บริษัทขนาดใหญ่อื่น ๆ ที่อยู่ต่างประเทศเข้ามาจดทะเบียนในไทยได้ ดังนั้น บริษัทที่เข้ามายากหรือง่ายนั้น เป็นส่วนหนึ่งที่จะเพิ่มทางเลือกให้กับนักลงทุน แต่เรื่องของคุณภาพเป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งจะคัดกรองผลประกอบการที่แท้จริง ไม่เพียงแค่เร่งผลประกอบการเพื่อเข้า IPO แล้วหลังจากนั้นก็แผ่วลง”

ข้างต้นนี้เป็นเสียงสะท้อนจากโบรกเกอร์ในฐานะผู้เล่นสำคัญในตลาด ซึ่งสุดท้ายแล้วต้องติดตามดูว่า หลังฟังความเห็นเป็นการทั่วไปเรียบร้อยแล้ว แนวทางการปรับปรุงเกณฑ์จะเหมือนหรือต่างไปจากนี้อย่างไร ต้องติดตามกันต่อไป