ศุภจี สุธรรมพันธุ์ มองปัญหาเป็น (จะ) เห็น ‘โอกาส’
Suphajee
ปี 2025 เป็นปีที่ยากลำบากและเผชิญกับความไม่แน่นอนหลากหลายปัจจัย ทั้งสงครามการค้า ภาษีทรัมป์ ปัญหาตะวันออกกลาง ฯลฯ ขณะที่สถานการณ์ภายในประเทศก็เจอศึกหนักไม่แพ้กัน ไม่ว่าจะเป็นภาคการท่องเที่ยวที่ชะลอตัว การค้าขายประสบปัญหา ทุกเซ็กเตอร์เจอปัญหากันหมด รวมถึงเสถียรภาพทางด้านการเมือง ล้วนเป็นความผันผวนที่ถาโถมเข้ามาอย่างต่อเนื่อง
“ผู้นำ” จึงมีบทบาทสำคัญมาก เพราะ “คน” คือผู้พลิกเกม และเป็นผู้แก้ “ปัญหา” เพื่อนำไปสู่ “โอกาส”
“ศุภจี สุธรรมพันธุ์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) บรรยายพิเศษในหัวข้อ “ปัญหาที่นำไปสู่โอกาส” ในงานสัมมนา “PRACHACHAT EXCLUSIVE FORUM 2025 คน…พลิกวิกฤต” เพื่อแบ่งปันแนวคิดและประสบการณ์ในการรับมือกับความท้าทายต่าง ๆ
มองปัญหาเป็นเห็นโอกาส
“ศุภจี” เกริ่นนำว่า การจะยืนหยัดและเติบโตได้อย่างมั่นคงนั้น จำเป็นต้องอาศัยวิสัยทัศน์ที่เฉียบคมและใจที่แกร่ง และการที่เราจะแก้ปัญหาและนำไปสู่โอกาสได้ต้องมอง 3 เรื่อง หรือ 3 แกนหลัก ที่เปรียบเสมือนเข็มทิศนำทางสู่การสร้างโอกาสใหม่ ๆ ในภาวะวิกฤต ได้แก่ 1.วิธีการมองปัญหา 2.วิธีการแก้ปัญหา และ 3.การดูแลใจตนเองให้มีพลังและเดินต่อไปได้ รวมถึงส่งต่อพลังดี ๆ ให้กับทีมงาน
โดยวิธีการมองปัญหานั้น เราต้อง “มองให้เป็น” คือมองว่า ปัญหาคือข้อมูล คือสัญญาณ และคือจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้ หรือที่เรียกว่า “มองให้เป็น เห็นด้วยใจ” การมองให้เป็นคือการใช้ความเข้าใจ ความเมตตา และความเปิดใจ เพราะการแก้ปัญหานั้นจำเป็นต้องเข้าถึงและเข้าใจ ใช้สายตาแห่งปัญญา มีสติ ไม่วิตก เพราะปัญหาเป็นแค่จุดเริ่มต้น ส่วนที่บอกว่า “เห็นด้วยใจ” คือ ต้องเข้าใจสถานการณ์และเข้าใจผู้ร่วมงาน
หากใช้หลักการนี้ เราจะสามารถเปลี่ยน “ปัญหา” ให้เป็น “โอกาส” ได้
“เราต้องคิดใหม่ ทำใหม่ คิดว่าปัญหาสร้างโอกาสในการเติบโตและเปลี่ยนแปลง และเป็นเวทีพัฒนาปัญญา และนำไปสู่การปรับปรุงและพัฒนาตนเองและองค์กรได้อย่างยั่งยืน”
แบ่งปัญหาเป็น 3 กอง
“ศุภจี” บอกด้วยว่า เพื่อให้การรับมือมีประสิทธิภาพและตรงจุด จึงขอจำแนกประเภทของปัญหาออกเป็น 3 กอง ประกอบด้วย 1.ปัญหาที่ “แก้ได้” คือ สิ่งที่อยู่ในอำนาจควบคุมของเราโดยตรง และสามารถลงมือแก้ไขได้ทันที โดยไม่จำเป็นต้องรอช้าหรือพึ่งพาปัจจัยภายนอก
เช่น ปัญหาภายในองค์กรที่เกี่ยวกับการทำงาน หรือปัญหาในครอบครัวที่สามารถพูดคุยและปรับความเข้าใจกันได้ การพุ่งเป้าไปที่ปัญหาเหล่านี้จะช่วยให้เราสร้างความก้าวหน้าได้อย่างรวดเร็ว
2.ปัญหาที่ “แก้ไม่ได้” คือสิ่งที่เกิดขึ้นไปแล้ว หรืออยู่นอกเหนือการควบคุมของเราอย่างสิ้นเชิง เช่น เหตุการณ์ในอดีตที่ไม่สามารถย้อนกลับไปแก้ไขได้ หรือการตัดสินใจของผู้อื่นที่เราไม่มีอำนาจเปลี่ยนแปลง
ในกรณีนี้สิ่งที่ทำได้ดีที่สุด คือ ปรับที่ตัวเรา ยอมรับและปรับเปลี่ยนวิธีคิดหรือการกระทำของตนเอง ดีกว่าการพยายามไปเปลี่ยนแปลงผู้อื่น หรือสิ่งที่ผ่านไปแล้วโดยเปล่าประโยชน์
และ 3.ปัญหาที่ “ไม่ต้องแก้” คือ เรื่องที่ไม่ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อเป้าหมายหลักของเรา หรือเป็นเรื่องของผู้อื่นที่ไม่ใช่ความรับผิดชอบของเรา การปล่อยวางและไม่เสียพลังงานไปกับปัญหาเหล่านี้จะช่วยรักษาแรงกายแรงใจและทรัพยากรของเราไว้สำหรับสิ่งที่มีความสำคัญกว่า การรู้จักแยกแยะและละทิ้งสิ่งที่ไม่จำเป็นจะช่วยให้เรามีสมาธิกับการเดินหน้า
“ไม่ใช่ทุกปัญหาที่เราต้องแก้ บางปัญหาเราต้องเข้าใจ บางปัญหาเราต้องปล่อยวาง ซึ่งคนเราอาจเข้าใจคำว่าปัญหาและอุปสรรคที่แตกต่างกัน ถ้าสิ่งนั้นเป็นอุปสรรคเราต้องใช้ความอดทนและความพยายามในการแก้ไข แต่ถ้าสิ่งนั้นเป็นปัญหามันคือสิ่งที่ไปต่อไม่ได้ เปรียบเสมือนถนนที่ขาด เราไม่สามารถเดินหน้าต่อไปได้ด้วยวิธีการเดิม จำเป็นต้องคิดใหม่ ทำใหม่ หรือสร้างสะพานใหม่ขึ้นมาเพื่อเชื่อมต่อเส้นทางให้เดินหน้าต่อได้”
สร้างเป้าหมายที่ชัดเจน
และบอกด้วยว่า การมองปัญหาในมิติของ “งาน เงิน และคน” ในแต่ละองค์กรจะช่วยให้เข้าใจรายละเอียดที่แตกต่างกันและซับซ้อนได้มากยิ่งขึ้น การมองปัญหาอย่างรอบด้านทั้งแนวกว้างและแนวลึกจะเป็นรากฐานสำคัญในการวางกลยุทธ์เพื่อลงมือแก้ไขได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
ส่วนวิธีการแก้ไขปัญหานั้น เราต้องเริ่มต้นด้วย “เป้าหมายที่ชัดเจน” ว่า เราอยากทำอะไร ทำเพื่ออะไร และมีเป้าหมายอย่างไร ซึ่งทุกคนในองค์กรต้องรู้ ยกตัวอย่างของ “กลุ่มดุสิตธานี” ที่มุ่งมั่นทำแบรนด์ดุสิตธานี เป็นต้นแบบของแบรนด์ไทย และจะนำแบรนด์ไทยไปสู่ระดับโลก สร้างวัฒนธรรมองค์กรให้ทุกคนมีส่วนร่วมในการคิดกลยุทธ์และวิธีการเดินไปข้างหน้า และการทำงานเพื่อพนักงานกว่า 20,000 ชีวิต
เป้าหมายอันยิ่งใหญ่และชัดเจนนี้เป็นแรงที่ขับเคลื่อนให้ทุกคนเดินหน้าไปด้วยกันอย่างเป็นหนึ่งเดียว และเป็นแรงผลักดันให้เกิดการคิดค้นกลยุทธ์และลงมือทำอย่างมุ่งมั่น
“การคิดกลยุทธ์ก็ไม่ควรคิดจากข้างในอย่างเดียว ควรคิดจากมุมข้างนอกเข้าไปด้วย เพื่อเอาข้อมูลทั้ง 2 ส่วนมารวมกันและวิเคราะห์ว่า ช่วงไหนเราควรรุก ช่วงไหนเราควรถอย หรือที่เรียกว่า รู้ใน รู้นอก และรู้จังหวะในการรุก รับ ปรับ ถอย”
ชูกลยุทธ์ TAM Model
“ศุภจี” ยังได้นำเสนอ “โมเดล T A M” หรือ TAM Model ซึ่งเป็นแนวทางในการสร้างกลยุทธ์ที่สามารถนำไปใช้ได้จริง และพิสูจน์แล้วว่าประสบความสำเร็จ ได้แก่ T : Think Big (คิดใหญ่) การมองภาพรวมทั้งในระดับมหภาคและจุลภาค การทำความเข้าใจบริบทของตลาด โลก และคู่แข่ง
รวมถึงการวางกลยุทธ์ทั้งในระยะสั้นเพื่อการอยู่รอด และระยะยาวเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน การคิดใหญ่ไม่ได้หมายถึงการเพ้อฝัน แต่เป็นการมองเห็นศักยภาพและโอกาสที่ไม่จำกัด
A : Act Small (ทำเล็ก) หลังจากที่กำหนดเป้าหมายใหญ่แล้ว สิ่งสำคัญคือการซอยเป้าหมายใหญ่นั้นให้เป็นเป้าหมายย่อย ๆ หรือที่เรียกว่า “Baby Steps” เพื่อให้คนในองค์กรเห็นความสำเร็จเป็นขั้นเป็นตอนและไม่รู้สึกท้อแท้ เรียกว่า ทำให้สำเร็จและขายผล
นอกจากนี้ ยังต้องมุ่งเน้นไปที่การ “Win Fast” คือการชนะเล็ก ชนะบ่อย เพื่อสร้างความมั่นใจ ความรู้สึกถึงความก้าวหน้า และกำลังใจให้กับทีมงานอย่างต่อเนื่อง
และ M : Move Right (เคลื่อนที่ถูกทาง) การสร้างกลยุทธ์ไม่ใช่จุดสิ้นสุด แต่เป็นจุดเริ่มต้น สิ่งสำคัญคือการตรวจสอบกลยุทธ์ที่สร้างขึ้นอย่างต่อเนื่องว่าถูกต้อง ตรงไปตรงมา และสอดคล้องกับจังหวะและโอกาสที่เกิดขึ้นในปัจจุบันและอนาคต
การปรับเปลี่ยนและปรับปรุงกลยุทธ์ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง
กล้าทิ้งสิ่งเก่าเพื่อสร้างสิ่งใหม่
นอกจากนี้ ต้องกล้าที่จะปล่อยสิ่งเดิมเพื่อสร้างสิ่งใหม่ ซึ่งเป็นหลักการที่จำเป็นอย่างยิ่งในการปรับตัวและอยู่รอดในยุคที่ทุกสิ่งเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว พร้อมยกตัวอย่าง โครงการ “ดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค” ที่ต้องตัดสินใจรื้อถอนโรงแรมเดิมซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของดุสิตธานี เพื่อสร้างสิ่งใหม่ที่ดีกว่า และตอบรับกับวิสัยทัศน์ในอนาคต
เช่นเดียวกับช่วงวิกฤตโควิด-19 ที่แม้จะยากลำบาก แต่ก็เป็นโอกาสให้ดุสิตธานีได้เชื่อมโยงกับพนักงานมากขึ้น จนกลายเป็น “ครอบครัวเดียวกัน” ซึ่งแสดงให้เห็นว่าในทุกวิกฤตย่อมมีโอกาสซ่อนอยู่เสมอ
“ถ้าปัญหามันใหญ่มาก เราควรแยกปัญหาออกเป็นส่วน ๆ ที่เรียกว่าหลักเศษส่วน เพราะปัญหามันต้องแก้ทีละเปลาะ เพื่อให้แต่ละส่วนสามารถโฟกัสและแก้ไขได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น ปัญหาเรื่องคนให้ฝ่ายบุคคลดูแล ปัญหาเรื่องงานให้ฝ่ายปฏิบัติการดูแล เพื่อไม่ให้เกิดความสับสนหรือภาระงานที่มากเกินไป”
พร้อมกับการจัดลำดับความสำคัญตามหลัก 80-20 ซึ่งหมายถึงการโฟกัสไปที่ 20% ของปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อ 80% ของผลลัพธ์ เพื่อให้เกิดการลงมือทำที่ตรงจุดและมีประสิทธิภาพสูงสุด อยู่กับคุณค่า รับฟังข้อเท็จจริง ไม่โทษใคร สร้างเกราะป้องกันใจในยุคที่ท้าทาย
ยึดมั่นใน “คุณค่า-เป้าหมาย”
ซีอีโอดุสิตธานีทิ้งท้ายด้วยว่า ในยุคที่ข้อมูลข่าวสาร คำวิพากษ์วิจารณ์เกิดขึ้นได้ง่าย และปัญหามากมายถาโถมเข้ามา การดูแลสภาพจิตใจของตนเองหรือการฮีลใจจึงเป็นสิ่งสำคัญซึ่งหลักคือ 1.อยู่กับคุณค่า มั่นใจในคุณค่าและจุดมุ่งหมายที่เราทำ เพื่อไม่ให้หลงทางหรือไขว้เขวไปจากเส้นทางที่ตั้งใจไว้ เพื่อให้เรามีพลังใจที่จะก้าวเดินต่อไป
2.ฝึกให้ได้ยินแต่เนื้อหาและข้อเท็จจริง เปิดใจรับฟังและนำมาปรับปรุงในส่วนที่จำเป็น โดยไม่ต้องสนใจคำพูดที่บั่นทอนกำลังใจหรือความคิดเห็นส่วนตัวที่ไม่ได้อยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริง การแยกแยะสิ่งเหล่านี้ได้จะช่วยให้เราเติบโตและพัฒนาได้โดยไม่เสียพลังงานไปกับเรื่องที่ไม่จำเป็น
และ 3.ไม่หยุดหย่อนในเหตุและปัจจัยเมื่อเผชิญปัญหา สิ่งแรกที่ควรทำคือการมองกลับมาที่ตนเองก่อนเสมอว่าสามารถทำอะไรได้บ้าง ไม่ชี้นิ้วโทษผู้อื่น หรือโทษปัจจัยภายนอกที่ไม่สามารถควบคุมได้ การทำหน้าที่ของตนเองให้เต็มที่ในส่วนที่ควบคุมได้ คือสิ่งสำคัญที่สุด ส่วนปัจจัยภายนอกที่ควบคุมไม่ได้ ก็ต้องเรียนรู้ที่จะยอมรับผลลัพธ์และปรับตัวเพื่อก้าวเดินต่อไป
ใจเปลี่ยน-กลยุทธ์เปลี่ยน
พร้อมสรุปข้อคิดสำคัญที่เป็นหัวใจในการพลิกวิกฤตเป็นโอกาส และเป็นแนวทางปฏิบัติที่สามารถนำไปใช้ได้จริงในทุกองค์กรและในชีวิตประจำวันไว้ 4 ประการ คือ 1.ใช้ปัญหาเป็นเวทีพัฒนาปัญญา เพราะทุกปัญหามีบทเรียนซ่อนอยู่ การมองปัญหาเป็นโอกาสในการเรียนรู้และพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง จะช่วยให้เราแข็งแกร่งและเติบโตยิ่งขึ้น
2.ถ้าปัญหาใหญ่อย่าทำคนเดียว ทุบให้แตกเป็นก้อน ๆ แก้ไปทีละเปราะ อย่าท้อแท้กับปัญหาที่ดูเหมือนใหญ่โต การแบ่งปัญหาใหญ่ให้เป็นส่วนย่อย ๆ แล้วแก้ไขไปทีละส่วน จะช่วยให้ไม่เสียกำลังใจ และเห็นความก้าวหน้าอย่างชัดเจน
3.ทำในสิ่งที่คุณรู้ 100% โดยโฟกัสไปที่สิ่งที่เรารู้และสามารถทำได้ดีที่สุด และส่งเสริมให้ทีมงานทำในสิ่งที่พวกเขาเชี่ยวชาญ การเล่นตามจุดแข็งของตนเองและทีมงานจะนำมาซึ่งประสิทธิภาพและความสำเร็จ สุดท้ายนี้ ชนะเล็ก ชนะบ่อย
และ 4.ทุกวิกฤตมีโอกาส โดยสร้างความมั่นใจให้ทีม การได้รับชัยชนะเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างต่อเนื่อง จะช่วยสร้างขวัญกำลังใจ ความเชื่อมั่น และแรงผลักดันให้กับคนในองค์กร ทำให้ทุกคนรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จและพร้อมที่จะเผชิญความท้าทายต่อไป
โดยย้ำว่า ทุกสิ่งเริ่มต้นที่ “ใจ” เมื่อใจเปลี่ยน มุมมองต่อปัญหาและวิธีการลงมือแก้ปัญหาก็จะเปลี่ยนตาม และนั่นคือหนทางสู่การสร้างโอกาสจากทุกวิกฤต และนำพาธุรกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืนในทุกสถานการณ์