เงินบาท
หากย้อนหลังไปเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2540 ประเทศไทยเกิดเหตุการณ์สำคัญ จนนำมาสู่ “วิกฤตต้มยำกุ้ง” โดยเป็นวันประกาศ “ลอยตัวค่าเงินบาท” ซึ่งเป็นผลพวงมาจากความไม่สมดุลของเศรษฐกิจภายในประเทศ และการผูกค่าเงินบาทไว้กับตะกร้าเงิน และการล่มสลายของระบบสถาบันการเงินในประเทศ และวันนี้ 2 กรกฎาคม 2568 ครบรอบ 28 ปี ของการประกาศ “ลอยตัวค่าเงินบาท” ในปี 2540
โดยประเด็นดังกล่าว ดร.กาญจนา โชคไพศาลศิลป์ ผู้บริหารงานวิจัย บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด เปิดเผยกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ประเทศไทยได้ผ่านวิกฤตมาหลายรอบ แต่หนักที่สุด คือ วิกฤตปี 2540 หรือ วิกฤตต้มยำกุ้ง หากเปรียบบริบทเศรษฐกิจปี 2568 และ เศรษฐกิจปี 2540 ช่วง “วิกฤตต้มยำกุ้ง” จะเห็นว่าสถานการณ์ “ไม่เหมือนกัน” ในหลายมิติ ทั้งในแง่ทุนสำรอง ระบบธนาคารพาณิชย์มีความเข้มแข็ง และการเติบโตเศรษฐกิจ
ซึ่งหากดูในมิติ “ค่าเงินบาท” จะพบว่า ค่าความผันผวนของเงินบาทไม่ได้สูงเท่าในปี 2540 โดยดูค่าความผันผวนเฉลี่ยในปี 2566-2567 และครึ่งแรกของปี 2568 ค่าเฉลี่ยความผันผวนจะอยู่ที่ 8.4% แม้ว่าความผันผวนดังกล่าวจะสูงกว่าช่วงปกติ แต่หากเทียบความผันผวนหลังประกาศ “ลอยตัวค่าเงินบาท” ในปี 2540-2541 จะเห็นค่าเฉลี่ยความผันผวนของเงินบาทสูงถึง 20.7%
ดังนั้น หากเปรียบเทียบ “ค่าเงินบาท” ในช่วงวิกฤตต้มยำกุ้ง “เงินบาทอ่อนค่าหนัก” ไปถึง 56.45 บาทต่อดอลลาร์ ณ กลางเดือนมกราคม 2541 ซึ่งเป็นไปตามปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจ แต่ปัจจุบัน “เงินบาทแข็งค่า” โดยในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 เงินบาทแข็งค่า 5% สาเหตุมาจากค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่า และราคาทองคำปรับสูงขึ้น ซึ่งเป็นโจทย์ล่าสุดของปีนี้
ด้านทุนสำรองระหว่างประเทศ (Gross FX Reserves) ในปี 2540 มีทรัพยากรไม่เพียงพอที่จะครอบคลุมหนี้ต่างประเทศระยะสั้น โดย ณ สิ้นปี 2540 ประเทศไทยมีทุนสำรองระหว่างประเทศอยู่ที่ 2.7 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็น 70.4% ของหนี้ต่างประเทศระยะสั้น หากเทียบปัจจุบันไทยมีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศ ณ วันที่ 20 มิถุนายน 2568 เพิ่มขึ้นเป็น 2.58 แสนล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็น 304% ของหนี้ต่างประเทศระยะสั้น
และหากเทียบเงินทุนสำรองระหว่างประเทศต่อหนี้ต่างประเทศทั้งหมด (External Debts) ในปี 2542 คิดเป็น 72.9% ของจีดีพี แต่ปัจจุบันสัดส่วนดังกล่าว ณ ไตรมาสที่ 1/2568 ลดลงมาอยู่ที่ 35.4% ของจีดีพี หรือสูงกว่าหนี้ต่างประเทศระยะสั้นถึง 3 เท่า
ขณะที่หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ของระบบธนาคารเพิ่มสูงขึ้น โดยเดือนพฤษภาคม 2542 สัดส่วนหนี้เสียอยู่ที่ 52.3% ต่อสินเชื่อรวม และเทียบครึ่งแรกของปี 2568 อยู่ที่ 2.90% ต่อสินเชื่อรวม ส่วนหนึ่งมาจากธนาคารมีการเร่งบริหารจัดการหนี้เสียได้ค่อนข้างดีในปัจจุบัน
สำหรับในแง่การขยายตัวทางเศรษฐกิจไทยในปี 2568 ถือว่าอยู่ในช่วงของการเติบโต แม้ว่าจะมีความเสี่ยงชะลอตัวลงในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ แต่หากเทียบเศรษฐกิจในปี 2540-2541 เฉลี่ยอัตราการเติบโตอยู่ที่ -5.2% ต่อปี เทียบกับตัวเลขจีดีพีไตรมาสที่ 1/2568 ขยายตัว 3.1%
อย่างไรก็ดี โจทย์เศรษฐกิจปี 2568 มี 3 เรื่องสำคัญ ได้แก่ 1.ความกังวลต่อทิศทางแข็งค่าของเงินบาท แม้ความผันผวนของเงินบาทปี 2568 จะน้อยกว่าช่วงปี 2540 และ 2.แนวโน้มเศรษฐกิจไทยชะลอตัว จากผลของนโยบายการขึ้นภาษีนำเข้าสินค้า (Tariffs) ของสหรัฐฯ และเศรษฐกิจโลกที่เสี่ยง และปัญหาเชิงโครงสร้างของไทย และ 3.กระสุนทางการคลังเผชิญข้อจำกัดมากขึ้น ทำให้เม็ดเงินในการกระตุ้นเศรษฐกิจมีจำกัดและค่อนข้างน้อย
“บริบทเศรษฐกิจปี 2568 ได้ปรับเปลี่ยนไปมากจากช่วงวิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 ทั้งในมิติของทุนสำรองระหว่างประเทศที่อยู่ในระดับสูง และสูงกว่าหนี้ต่างประเทศระยะสั้นถึง 3 เท่า ขณะที่ ระบบธนาคารพาณิชย์มีความเข้มแข็ง เงินสำรองอยู่ในระดับสูง และมีกลไกเร่งจัดการปัญหาหนี้เสีย เพราะได้บทเรียนจากช่วงวิกฤตต้มยำกุ้ง ทำให้ไทยมีความระมัดระวังมากขึ้น”