สหรัฐยืนยันให้ความสำคัญกับภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกต่อไปอีกนานในระหว่างการประชุมอาเซียนเพื่อคานอิทธิพลจีนและพื้นที่นี้จะไม่ถูกประเด็นระดับโลกอื่น ๆ แย่งความสนใจ
นายมาร์โค รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐและรักษาการที่ปรึกษาความมั่นคงสหรัฐ ซึ่งร่วมประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน (AMM) ครั้งที่ 58 และการประชุมอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ยืนยันระหว่างการหารือกับรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน-สหรัฐ ว่าภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกยังคงเป็นประเด็นสำคัญในนโยบายต่างประเทศของสหรัฐ
“เมื่อผมได้ยินข่าวว่าสหรัฐและโลกอาจถูกรบกวนจากสถานการณ์ในพื้นที่อื่น ผมขอบอกว่ามันเป็นไปไม่ได้ เพราะพวกเรามองว่าศตวรรษนี้และเรื่องราวในอีก 50 ปีข้างหน้าจะถูกเขียนขึ้นในภูมิภาคแห่งนี้เป็นส่วนใหญ่” รูบิโอกล่าว
รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐยังกล่าวด้วยว่า นี่คือความสัมพันธ์และความเป็นหุ้นส่วนที่เราตั้งใจจะพัฒนาและสานต่อ โดยไม่ขอความเห็นชอบหรืออนุญาตจากผู้มีบทบาทอื่นใดในภูมิภาคนี้ ซึ่งดูเหมือนว่าจะหมายถึงจีน
อย่างไรก็ดี ดูเหมือนความพยายามในการเพิ่มแรงผลักดันผ่านการทูตอาจเจออุปสรรคจากนโยบายภาษีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เนื่องจากชาติสมาชิกอาเซียน 8 จาก 10 ประเทศ ต่างได้รับหนังสือแจ้งการขึ้นภาษีใหม่ของทรัมป์ในสัปดาห์นี้
มาเลเซียเผชิญภาษีนำเข้า 25% ลาวและเมียนมา 40% กัมพูชาและไทย ซึ่งเป็นพันธมิตรของสหรัฐ 36% อินโดนีเซีย 32% บรูไน 25% ฟิลิปปินส์ 20% เริ่มมีผล 1 สิงหาคม 2025
เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา รูบิโอได้พบกับนายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ซึ่งดำรงตำแหน่งประธานอาเซียน ซึ่งเตือนว่าการค้าโลกกำลังถูกนำไปใช้เป็นอาวุธเพื่อบีบบังคับประเทศที่อ่อนแอกว่า พร้อมกับเรียกร้องให้สหภาพยุโรปเสริมสร้างความร่วมมือด้านการค้าในภูมิภาคและลดการพึ่งพาชาติภายนอก
สำหรับกำหนดการในวันนี้ (11 กรกฎาคม) รูบิโอเข้าประชุมสุดยอดเอเชียตะวันออกที่สมาชิก ได้แก่ อาเซียน และอีก 8 ประเทศ รวมสหรัฐ จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินเดีย รัสเซีย ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ซึ่งมีกำหนดเสร็จสิ้นราว 13.00 น.
นอกจากนี้ กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐระบุว่ารูบิโอมีกำหนดพบกับหวัง อี้ รัฐมนตรีต่างประเทศจีน ซึ่งจะถือเป็นการพบปะกันครั้งแรกนับตั้งแต่รูบิโอ ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีต่างประเทศของรัฐบาลทรัมป์ ท่ามกลางการค้าที่ตึงเครียด ซึ่งจีนออกมาขู่ว่า หากชาติใดก็ตามบรรลุดีลโดยตัดจีนออกจากห่วงโซ่อุปทาน จีนจะตอบโต้ตามมา ซึ่งสหรัฐเก็บภาษีที่ใช้เวียดนามเป็นทางผ่านหรือสวมสิทธิ 40% อีกทั้งปรามไม่ให้สหรัฐกลับไปกำหนดภาษีสินค้าจีนกว่า 100% เมื่อเส้นตายมาถึงในวันที่ 12 สิงหาคมนี้