ปิดด่าน 20 วัน 300 ชีวิตชุมชนชายแดนตราดโคม่า วอนรัฐผ่อนกฎ ‘หิ้ว‘ สินค้าส่งหน้าประตูได้
“ปิดด่าน”ไทย-กัมพูชา กว่า 20 วัน ทำ 300 ชีวิตชุมชนชายแดนตราดวิกฤต ถูกตัดท่อน้ำเลี้ยง วอนรัฐผ่อนกฎ “ขอหิ้วของส่งหน้าประตู“ หอการค้าตราดจี้รัฐเร่งเยียวยา
“ตราด” 1 ใน 7 จังหวัดชายแดน ที่ได้รับผลกระทบจากการปิดด่าน ตั้งแต่วันที่ 24 มิ.ย. 68 รวมการค้าขายสินค้าข้ามแดนสูญเสียรายได้วันละ 80 ล้านบาทจากมูลการค้ากรมศุลกากรคลองใหญ่ปี 30,000 กว่าล้านบาท ผู้ประกอบการเสียหายกันไปรายละหลักล้านบาทถึงหลายร้อยล้านบาท 8 ก.ค.นี้
“ประชาชาติธุรกิจ”ลงพื้นที่สำรวจกับหอการค้าจังหวัดตราด” นำโดย ทพญ.วิภา สุเนตร ประธานหอ บริเวณพื้นที่ชายแดนจุดผ่านแดนถาวรบ้านหาดเล็กอ.คลองใหญ่ จ.ตราด สะท้อนปัญหาและความต้องการความช่วยเหลือจากผู้ประกอบการค้ารายย่อยบริเวณชายแดน ที่เคยทำมาหากินกับการเปิดด่านรายได้วันละ 300-500 บาท เมื่อปิดด่านทุกอย่างได้หยุดนิ่ง ปัญหาสำคัญคือรายได้เป็นศูนย์มากว่า 20 วัน ชี้ปัญหาชาวบ้านร้องขอเปิดด่านค้าแบบ”หิ้วของส่งชายแดน” หลังทางเรือเปิดส่งสินค้าได้

ชาวบ้านท้องถิ่นกินบุญเก่า
นายวัฒนา กิมสร้อย ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ 4 ต.หาดเล็กอ.คลองใหญ่ กล่าวว่า ตลาดชายแดนบ้านหาดเล็กซบเซามาตั้งแต่หลัง COVID -19 กลับมาฟื้นตัวแต่ไม่คึกคักเหมือนเดิม ตลาดชายแดนไทย-กัมพูชาที่การค้าขายหยุดไป เพราะตลาดขายส่งผัก ผลไม้ย้ายเข้าไปในตลาดชายแดนกัมพูชา ที่เหลือชายแดนไทย-กัมพูชา จะเป็นร้านค้าเล็กๆ มีการค้าขายไม่มากนัก โดยชาวบ้านชายแดน 40-50 คน ยังมีอาชีพค้าขาย บริการเล็กๆน้อยๆ
การเข้ามาของชาวกัมพูชา การขนส่งสินค้าข้ามแดน เช่น คิวมอเตอร์ไซค์ รถรับจ้างสองแถว ร้านค้ารถเข็น รับจ้างหิ้วของ การปิดด่านทุกกิจกรรมต้องหยุดหมด ชาวบ้านทุกคนต้องการให้เปิดด่านให้ทำมาหากินได้บ้าง โดยที่ไม่กระทบกับความมั่นคง
“สถานการณ์ตอนนี้แย่กว่า COVID-19 ค้าขายไม่ได้เลย การสูญเสียรายได้ของชาวบ้าน ไม่ใข่คนเดียวแต่เป็นครอบครัว 3-4 คน สิ่งที่พวกเขาต้องการ คือ กลับมาเปิดด่านให้ชาวบ้านทำมากินเหมือนเดิมภายใต้มาตรการที่ผ่อนปรน การไปหาอาชีพใหม่ ประมงก็ทำไม่ได้ หรือจะไปหากินไกลๆครอบครัวก็อยู่ทางนี้ ในเมื่อการขนส่งทางน้ำผ่อนปรนแล้ว อยากให้ด่านทางบกน่าผ่อนปรนให้ชาวบ้านได้บ้าง”นายวัฒนากล่าว




สินค้าหมดอายุเสียหายหลักหมื่น-แสน
นายสัมฤทธิ์ กิมสร้อยและ นายสมควร ฟักทอง เจ้าของร้านค้าของอุปโถคบริโภค เล่าว่า ร้านค้าเปิดขายกันมามากว่า 20 ปีเพราะเป็นชาวบ้านท้องถิ่น ช่วงด่านเปิดมีทั้งลูกค้าไทย-กัมพูชา ที่เข้ามารับจ้างทำงานและซื้อของกลับไปฝั่งกัมมพูชา ปกติยอดขายประมาณ 2,000-5,000 บาท พอมีรายได้จากกำไรวันละ400-500บาท
ตอนนี้คือขาดรายได้ไป ขายให้ชาวบ้านด้วยกันเองไม่กี่คน สินค้าบางอย่าง เช่น นม ขนม อาหารแห้งที่จะหมดอายุ ในร้านค้า4-5 แห่งที่ตลาดชายแดน สินค้าที่หมดอายุ มูลค่าประมาณ 50,000-100,000 บาทที่จะต้องเสียหาย โดยยังไม่รู้ว่าจะระบายไปที่ไหน ร้านค้าส่งหรือบริษัทเองไม่มีนโยบายฝากขายและไม่รับคืน เพราะสินค้าขายไม่ดีอยู่แล้ว และสินค้าถ้าหมดอายุจริงๆต้องเอาไปทิ้ง
“ถ้าเปิดให้มีการหิ้วของข้ามแดนไปได้ จะทำให้สต๊อกสินค้าระบายได้บ้าง พอจะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนพอมีรายได้บ้าง เพราะที่ผ่านมามีชาวไทยเองทำงานอยู่ในนิคมอุตสาหกรรรมจำนวนมากและชาวกัมพูชาได้ฝากซื้อให้หิ้วของไปส่งอยู่แล้ว ซึ่งส่วนใหญ่ต้องการซื้อสินค้าจากไทย”เจ้าของร้านค้าหาดเล็กกล่าว

“หิ้วของ”ส่งหน้าด่านแดนต่อแดน
นางโสณิตา จรุงศิลป์ แม่ค้าส้มตำ ไก่ย่างรถเข็น ชายแดน เล่าว่า ค้าชายที่ชายแดนมาร่วม 10 ปี ตั้งแต่ช่วงหลังCOVID-19 รายได้ลดลงมากจากวันละ 1,000 บาท เหลือ 300-400 บาท พอมาปิดด่านรอบนี้คือไม่มีลูกค้าเลย ต้องหยุดขาย ในครอบครัวมีกันมีลูก 2 คน สามีขับมอเตอร์ไซค์รับจ้างก็หมดอาชีพไปด้วย
ตอนนี้คือต้องใช้เงินเก็บที่จะอยู่รอดไปอีกไม่นาน ลูกค้าที่อยู่ในกัมพูชาที่เคยหิ้วของไปส่งเป็นประจำ จะสั่งสินค้าทางไลน์ เป็นสินค้าจำเป็นต่างๆ บางอย่างยารักษาโรค นมสำหรับเด็กที่ต้องใช้ยี่ห้อเดิมๆที่ใช้อยู่เปลี่ยนไม่ได้ ตอนนี้ลูกค้าไลน์สั่งซื้อสินค้าแต่นำไปส่งไม่ได้ ซึ่งคนรวยๆในกัมพูชาได้กักตุนสินค้าต่างๆไว้แล้วจะไม่เดือดร้อน ที่เดือดร้อนหนักคือชาวบ้าน
“ถ้าภาครัฐผ่อนปรนในกรณีพิเศษ ให้หิ้วของออกไปได้ โดยมีจุดรับ-ส่งของ ที่เป็นเขตชายแดนระหว่าง 2 ประเทศ มีเจ้าหน้าที่มาตรวจสอบสินค้า จะทำให้เกิดรายได้หมุนเวียนในหมู่บ้านชายแดน ที่มีช่องทางทำมาหากินได้บ้าง คนทำงานในนิคมอุตสาหกรรมเกาะกงมีจำนวนมาก ส่วนใหญ่ระดับหัวหน้าจะเป็นคนไทย จะออกมาซื้อสินค้าเองสัปดาห์ละ 1 ครั้ง และสั่งซื้อของกิน ของใช้ผ่านไลน์และให้นำมาส่งที่ชายแดน แม้แต่ ส้มตำ ไก่ย่าง ขายได้ และจะได้ค่าหิ้วของรายละ 20 -50 บาท แล้วแต่ชนิดของสินค้า ถ้าต้องไปซื้อที่อำเภอคลองใหญ่ หรือตัวจังหวัดตราดจะบวกค่ารถ 50-100บาท แต่เมื่อปิดด่านจะห้ามไม่ให้หิ้วของมาส่ง ร้านค้าไม่มีรายได้ ชาวบ้านก็ไม่มีรายได้”นางโสณิตากล่าว


7-Eleven … เตรียมปิดตัว
นายสิรพงศ์ ช่อลัดดา ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านหมู่ 4 และเจ้าของร้านค้าจำหน่ายเสื้อผ้าขนาดเล็ก กล่าวว่า การปิดประตูชายแดนบ้านหาดเล็กเปรียบเสมือนการตัดท่อน้ำเลี้ยงหลักของชุมชนในหมู่บ้านที่มีอยู่ประมาณ 300 คน มีผลกระทบทุกครัวเรือน ที่พึ่งพิงรายได้จากผู้สัญจรข้ามแดนหรือนักท่องเที่ยว และร้านค้าขนาดย่อมที่เคยมีรายได้เป็นเงินหมุนเวียนวันละกว่า 1,000 บาท ตอนนี้เป็นศูนย์ แม้แต่ร้านขายเสื้อผ้าเล็กๆตอนนี้ที่เปิดขายอยู่คือขายไม่ได้เลย
“ร้านสะดวกซื้อ 7-Eleven ที่ต้องปรับเปลี่ยนเวลาให้บริการเหลือเพียง 12 ชั่วโมง (06.00-18.00 น.)และแจ้งว่าวันจันทร์ที่ 14 ก.ค.จะปิดการขายแล้วเนื่องจากประสบภาวะขาดทุน”

ขายก๋วยเตี๋ยวตลาดกัมพูชา
นางดารณี อนุไทภร หรือ เดือน อายุ 40 ปี เล่าว่าทำหลายอาชีพเพราะต้องดูแลคนในครอบครัว 4 คนซึ่งมีแม่เป็นผู้ป่วยติดเตียงด้วย มีทั้งขายน้ำหน้าคิวรถตู้ ขับรถสองแถว หาดเล็ก-คลองใหญ่ และเข้าไปเปิดร้านขายก๋วยเตี๋ยวใน “ตลาดบอลรวย” ชายแดน ฝั่งจ.เกาะกง กัมพูชา ตั้งแต่ 16.00-21.00 น.ทุกวัน ก่อนปิดด่านเดินทางไป-กลับทุกมีรายได้เดือนละ 2,000-3,000 บาท เสียค่าเช่าร้านเดือนละ 3,500 บาทค่าไฟ 200บาท/เดือน เมื่อมาปิดด่านรายได้หายไปทั้งหมด ตอนนี้เงินที่เก็บไว้บ้างใกล้หมด ถ้าด่านทางบกเปิดได้เหมือนด่านทางเรือจะช่วยให้ทำมาหากินต่อได้
ปลูกผักสวนครัวส่งกัมพูชากระทบ
นายไพศาล สอดสว่าง พ่อค้าขายส่ง พืชผักในตลาดกัมพูชา เล่าว่า ค้าขาย พิชผักในตลาดฝั่งกัมพูชามาเกือบ 20 ปี แล้วโดยจะรับผักจากชาวสวน จากตำบลต่างๆใน อ.เมืองตราด เช่น มะพร้าว กล้วย พืชผักสวนครัว ขิง ข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด มาส่งที่ตลาดชายแดนเกาะกง ให้พ่อค้ากัมพูชาขาประจำ 2-3 ราย ไปกระจายต่อ วันละ 1 เที่ยวๆละ 20,000 บาท มีรายได้ประมาณ 5,000 บาท/เที่ยว เมื่อด่านปิดสั่งไม่ได้ ชาวสวนที่ปลูกไว้แล้วขายไม่ได้ ไม่มีรายได้


คิวมอเตอร์ไซค์เดี้ยงไม่มีรถสินค้า
นายอนุศักดิ์ ยนภักดี อายุ 45 ปี เล่าว่าทำอาชีพขับมอเตอร์ไซค์รับจ้าง อยู่หน้าด่า มีคิวอยู่ 15-20 คัน ช่วงที่เปิดด่านลูกค้าหลักจะเป็นพนักงานขับรถสินค้า วันละ 70-120 คัน คนขับต้องนำรถจอดไว้หน้าด่านและมาทำเอกสารเข้า-ออก ที่ประตูหน้าด่านเพื่อความรวดเร็ว ไป-กลับเที่ยวละ 20 บาท ส่วนใหญ่จะมีรายได้กันคนละ 300-500 บาท/วัน ปิดด่านคือรายได้วินมอเตอร์ไซค์หมดไปเลย
เช่นเดียวกับนายบุญยัง สุขเกษม เล่าว่า รถโดยสารสองแถว ตราด-คลองใหญ่ สังกัดกับสหกรณ์เดินรถตราด จำกัด ในคิวมี 20 คัน ก่อนปิดด่านมีคนน้อยอยู่แล้ว วันหนึ่งแบ่งรายได้กันออกคนละ 1 เที่ยว มีรายได้ไป-กลับ เที่ยวละ 600 บาท เมื่อปิดด่านคือต้องหยุดวิ่งไปเลย แต่ปัญหาคือรถโดยสารป้ายเหลืองต้องตรวจสภาพทุกก 6 เดือนตามกฏหมาย แม้ว่าตรวจฟรี แต่พวกเราต้องเสียค่าน้ำมันเดินทางไป-กลับ เที่ยวละ 650 บาท ตอนนี้คือไม่มีอาชีพอื่นกัน ส่วนใหญ่อายุมากแล้วคงไม่มีใครรับเข้าทำงาน จะทำประมงก็ไม่มีเครื่องมือและบางคนไม่เคยทำมาก่อนค้าขายอยู่กับชายแดนมาตลอด คงต้องรอให้มีการเปิดด่านตามปกติ


เรือเปิดได้ด่านบกขอเปิดหิ้วของ
ทพญ.วิภา สุเนตร ประธานหอการค้าจ.ตราด กล่าวสรุปกับ”ประชาชาติธุรกิจ” ถึงความพยายามของหอการค้าที่จะแก้ไขปัญหาและเป้าหมายความสำเร็จว่า ในภาคส่วนของผู้ประกอบการขนส่งสินค้าที่มีความเสียหายมีการประเมินตัวเลขจากทางศุลกากร 80 ล้าน/วัน ในวันปิดด่านวันแรก หอการค้าได้มีการทำหนังสือให้หอการค้าไทยได้แก้ไขปัญหาผ่านไปช่วงหนึ่งแล้ว
แต่ปัญหาชาวบ้านชายแดนที่เกิดขึ้นในจ.ตราดน่าจะเหมือนกันทั้ง 7 จังหวัด ที่มีการค้าขายกันเล็กน้อยตามแนวชายแดนยังไม่มีแนวทาง มาตรการมาช่วยแก้ไขเยียวยาอย่างเร่งด่วนหลังจากด่านปิดมาเกือบ 20 วันแล้ว เห็นว่าควรมีการผ่อนปรนในเรื่องของ”การหิ้วของ” การค้าขายแดนระดับรากหญ้าที่จะทำให้เกิดกระแสการเงินหมุนเวียนไปยังร้านค้าอุปโภค บริโภค ร้านอาหารและการประสานกับสำนักงานขนส่งที่จะช่วยเหลือกรณีการตรวจสภาพรถตาม กฏหมายเพื่อความปลอดภัยของผู้โดยสาร
ส่วนภาครัฐควรมีการเจรจาในระดับผู้นำรัฐบาลที่จะทำให้มีการเปิดด่านโดยเร็ว โดยเฉพาะจุดชายแดนที่ไม่มีความขัดแย้ง และข่าวดีที่มีการอนุญาตขนส่งสินค้าทางเรือได้ หวังว่าด่านทางบกน่าจะได้รับการผ่อนปรนเช่นกัน



