เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

ผยง ประธานสมาคมแบงก์ ชี้ไทยหมดบุญเก่า แนะ 3 ทางรับแรงกระแทกภาษีทรัมป์

15 ก.ค. 2568 | 15:03น.
ผยง ศรีวณิช

ผยง ศรีวณิช

ผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย มองภาษีสหรัฐ สร้างแรงกระแทกต่อเศรษฐกิจไทย ย้ำ ไทยพึ่งบุญเก่ายากขึ้น หลังตัวเลขส่งออกโดนกระทบ เจอหลุบสงครามการค้า 1.6 ล้านล้านบาท แนะไทยใช้โอกาสนี้เร่งปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ 3 ทางแก้ “กระตุก-ประคอง-ปฏิรูป” ชี้ มีทรัพยากรจำกัดต้องแยกกลุ่มช่วยให้ชัดเจน-ดึงเศรษฐกิจนอกระบบเข้าสู่ระบบ เผย ขยับเพดานนี้สาธารณะเกิน 70% ได้ แต่ต้องให้เกิดประโยชน์สูงสุด ระบุ ประชุมร่วม ธปท. แลกเปลี่ยนความคิดเห็นหาทางช่วยเหลือลูกค้าได้รับผลกระทบทางตรง-อ้อม

นายผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย และกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย กล่าวในงานสัมมนา “iBusiness Forum Decode 2025 The Mid-Year Signal ถอดสัญญาณเศรษฐกิจโลก พลิกอนาคตเศรษฐกิจไทย” ว่า ภาคการเงินหรือภาคธนาคาร เป็นตัวสะท้อนความเป็น Macro Economy และเป็นตัวกลางในการหมุนเวียนกล้ามเนื้อ แต่ศักยภาพเศรษฐกิจไทยโดนท้าทายจาก Trump Tariffs ไม่ว่าตัวเลขจะอยู่ตรงไหน เป็นสิ่งไม่แน่นอน ซึ่งตัวเลขภาษีสินค้านำเข้า (Reciprocal Tariffs) บน 36% บนอัตราการเติบโต (Growth Rate) ค่อนข้างท้าทาย และสร้างแรงกระเพื่อมให้กับเศรษฐกิจไทย

ทั้งนี้ เศรษฐกิจไทยพึ่งพาบุญเก่าได้ยากขึ้นจากผล Trump Tariffs ที่จะเข้ามากระทบภาคการส่งออกและสินค้าต้นทางจากประเทศอื่น (Transshipment) ขณะเดียวกัน หากดูดัชนีวัดด้านต่าง ๆ ประเทศไทยปรับลดลง เช่น ประสิทธิภาพของภาครัฐ ภาคธุรกิจ และโครงสร้างพื้นฐาน แม้ว่าจะมีการสร้างถนน-สะพานได้ดี แต่โครงสร้างพื้นฐานด้านการศึกษาและสิ่งแวดล้อมยังต้องพัฒนาเพิ่มเติม

และในทุกวิกฤต จะมีโอกาส ซึ่งจะเห็นว่า ในช่วงวิกฤตการเงินโลก และวิกฤตโควิด-19 ทุกประเทศใช้โอกาสนี้ในการปฏิรูปเศรษฐกิจกลับมาเติบโตอีกครั้ง อย่างไรก็ดี ในส่วนของไทยหลังจากวิกฤตโควิด-19 มีหลุบรายได้ที่หายไป 2.6 ล้านล้านบาท และหลุบรายได้จากสงครามการค้าอีก 1.6 ล้านล้านบาท ซึ่งอาจจะกระทบธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ราว 5,000 ราย และแรงงานอีกกว่า 15-20 ล้านคน โดยคาดว่าในช่วงครึ่งหลังของปี 2568 ภาคการส่งออกจะติดลบ และจีดีพีจะขยายตัวต่ำกว่า 1%

ดังนั้น ไทยจะต้องใช้โอกาสนี้ในการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ ผ่านการ Rebuild Trust & Confidence เพื่อสิ่งใหม่ที่ดีกว่า จะต้องทำด้วยกัน 3 อย่าง คือ 1.กระตุก โดยเฉพาะในเรื่องของหนี้ครัวเรือน หรือหนี้เอสเอ็มอี 2.ประคองกลุ่มที่ยังไปได้แต่ได้รับผลกระทบเฉียบพลันจากภาษีตอบโต้ และ 3.การปฏิรูป เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

ขณะเดียวกัน ประเทศไทยยังต้องมีการลงทุนอีกมาก ซึ่งหากดูสัดส่วนเพดานหนี้สาธารณะปัจจุบันอยู่ที่ระดับ 65% จากเพดาน 70% อาจจะต้องมีการปรับเพดานขึ้น แต่จะใช้ทรัพยากรเหล่านั้นไปทำอะไร เป็นสิ่งที่ต้องมาช่วยกันทบทวน อย่างที่ว่าในวิกฤติมีโอกาส ตอนนี้ในช่วงที่ประเทศไทยเจอหลายปัญหาถาโถมแต่ก็เป็นโอกาสที่จะเร่งสร้างความเชื่อมั่นให้กับระบบเศรษฐกิจของประเทศได้ แต่ขณะนี้ประเทศไทยยังไม่ได้ใช้โอกาสนี้เลย

“เราจะต้องแยกแยะกลุ่มการช่วยเหลือให้ชัดเจน เช่น กลุ่มจมน้ำ ปริ่มน้ำ และพ้นน้ำ เพราะว่าทรัพยากรไม่ได้ใช้อย่างไม่มีวันหมด แต่ละกลุ่มมีความต้องการทรัพยากรที่ต่างกัน อย่าเหมาเข่ง เหมารวม หรือใช้ทรัพยากรสาธารณะที่มีอยู่จำกัดอย่างไม่คุ้มค่า ก็คือต้องสามารถเป็นสิ่งที่จะช่วยคนที่กำลังจะจมน้ำ คนที่ต้องการการประคอง และเร่งสร้างกล้ามเนื้อใหม่ให้กับระบบเศรษฐกิจไปพร้อม ๆ กัน เพราะเราเจอหลุบโควิด-19 และตอนนี้เรากำลังเจอแรงกดดันเรื่อง Trump Tariffs อีก จึงถึงเวลาที่จะต้องปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ”

โดยในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา สมาคมธนาคารไทย (ธปท.) ภายใต้คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ได้มีการประชุมร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในเชิงมิติของข้อมูลในสิ่งที่ กกร.ให้ความกังวล และ ธปท.ที่มีข้อมูลเชิงมหภาค ได้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลความคิดเห็นในเรื่องของการช่วยกระตุกคนที่มีหนี้ครัวเรือนใน 3 กลุ่ม คนที่จมน้ำ คนกำลังปริ่มน้ำ และคนที่พ้นน้ำ รวมถึงคนที่ได้รับผลกระทบในปัจจุบันในเรื่องของนโยบายภาษี ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่ส่งออกไปยังตลาดสหรัฐ ที่จะต้องมองให้ลึกและกว้างมากขึ้น เพราะจะมีคนที่ได้รับผลกระทบทางตรงและทางอ้อม

ทั้งนี้ ในส่วนของสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (ซอฟต์โลน) เม็ดเงินช่วยเหลือ จะต้องให้ความสำคัญ และเป็นไปตามกลไกตลาด และช่วยอย่างยั่งยืน ไม่ใช่เป็นการ “หยอดน้ำข้าวต้ม” เนื่องจากเม็ดเงินสนับสนุนไม่ว่าจะมาจาก ม.28 หรือการจัดสรรงบประมาณแผ่นดิน ซึ่งล้วนแต่เป็นทรัพยากรสาธารณะที่จะต้องใช้และก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด

“เรามีการประสานข้อมูลและพูดคุยร่วมกันหลายฝ่าย ซึ่งมาตรการช่วยเหลือจะต้องมีอยู่แล้ว แต่การช่วยเหลือจะช่วยใครก่อน ช่วยตรงไหน เพื่อให้มีประสิทธิภาพ ซึ่งอาจจะต้องจำเป็นช่วยแรงงานในระบบ และแรงงานในประเทศที่เป็นห่วงโซ่อุปทานที่ได้รับผลกระทบ ไม่ว่าจะเป็นภาคอุตสาหกรรม เกษตร ร้านอาหาร หรืออื่น ๆ เพื่อไม่ให้การช่วยเหลือเป็นแค่การหยอดน้ำข้าวต้ม แต่ต้องเกิดตัวคูณ multiplier หมุนในระบบเศรษฐกิจ ซึ่งธนาคารก็มีการช่วยเหลือลูกค้าต่อเนื่อง จะเห็นว่าตัวเลขการปรับโครงสร้างหนี้ปัจจุบันมียอดสูงกว่าตัวเลขหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) แล้ว”

นายผยง กล่าวอีกว่า ภาคการเงิน-การธนาคารจะมีเม็ดเงินที่จะดู 2 ตัว คือ กองทุนรวมลงทุนในต่างประเทศ (FIF) จะเห็นว่าวันนี้มีกว่า 1.33 ล้านล้านบาท ที่เงินลงทุนออกไป แปลว่า การลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ไทย 1 ปีที่ผ่านมาผลตอบแทนกว่า -10% ขณะที่ตลาดสหรัฐฯ +9% กว่า ก็จะเห็นว่าเม็ดเงินสภาพคล่องเหมือนตัวน้ำที่วิ่งไปตามกลไกตลาดโลก ดังนั้น ไทยอยู่ตลาดแบบทุนนิยม เราไม่สามารถฝืนกลไกนี้ไปไม่ได้

ส่วนการลงทุนโดยตรงของบริษัทไทยไปต่างประเทศรวมในปีที่ผ่านมาก็กว่า 7 ล้านล้าน ก็แสดงว่ายังมีสภาพคล่อง แต่ถ้าดูโครงสร้างตลาดทุนในประเทศ ตลาดหลักทรัพย์ฯ Price Book Value ค่าเฉลี่ยทั้งตลาดเพียง 1.1 เท่า ขณะที่ 70% ของบริษัทในตลาดมี Price Book ต่ำกว่า 1 เท่า สะท้อนปัญหาทางโครงสร้างของเศรษฐกิจในประเทศ ซึ่งถ้าเรา Zoom in ปัญหาในประเทศ คือการมีเศรษฐกิจนอกระบบสูงถึง 48% และได้นำไปสู่ผลข้างเคียงอื่น ๆ อีกมากมาย

“จะเห็นว่า 48% นี่ถือว่าสูงที่สุดในโลกระดับ TOP เลย นำไปสู่แรงงานนอกระบบถึง 51% นำไปสู่ผู้เสียภาษีในระบบเพียง 11-12 ล้านคน ขณะที่มีการเรียกร้องสวัสดิการทางสังคมอีกถึงกว่า 68 ล้านคน บวกกับเอกชนที่จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลรายเล็กเพียง 26% โดยจากการวิจัยเศรษฐศาสตร์จุฬา 34% ครัวเรือนไทยเป็นหนี้นอกระบบ หนึ่งครัวเรือนมีหนี้นอกระบบ 9.19 หมื่นบาท เป็นหนี้นอกระบบ 13.4% และเป็นหนี้ในระบบ 86.6% รวมแล้วเท่ากับ 104%

แต่ถ้าดู Gross debt ตัว Total จะเป็นประมาณ 117% เกิดขึ้นจากอะไร ก็คือคนที่เป็นลูกหนี้นอกระบบเป็นเจ้าหนี้นอกระบบไปพร้อม ๆ กัน หรือเป็นลูกหนี้ในระบบไปพร้อม ๆ กัน ภาพนี้บอกอะไร บอกว่ากล้ามเนื้อของประเทศไทยต้องอาศัยกลไกนอกระบบ กลไกในระบบไปไม่ถึง เป็นภาพที่สะท้อนโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศไทย”

ซึ่งผลข้างเคียงที่ตามมาจากที่ธนาคารโลกทำไว้ก็คือ 1.รายได้ต่ำ 2.ความยากจนและความเหลื่อมล้ำสูง ทำให้รับแรงกระแทกจากปัจจัยต่าง ๆ ได้ต่ำ 3.การกำกับดูแลและธรรมาภิบาลด้อยกว่า 4.ผลิตภาพอยู่ในระดับต่ำ 5. Resilience ต่ำ และ 6.มีการพัฒนาด้านความยั่งยืนที่ช้า ดังจะเห็นได้เวลาที่เกิดภัยพิบัติต่าง ๆ ก็ต้องมีการชดเชยเยียวยา ทั้งหมดเป็นการเอาทรัพยากรสาธารณะไปสู่การเยียวยา อย่างมาก ต่อเนื่อง และเป็นระยะเวลานาน เพราะประชากรของเราส่วนหนึ่งไม่มีความสามารถที่ยืดหยุ่น ทนทานกับภัยธรรมชาติและความเปราะบางทางสังคม-เศรษฐกิจ

ขณะเดียวอัตราการคอร์รัปชั่นก็จะสูงล้อไปกับเศรษฐกิจนอกระบบ ซึ่งจะถูกเปลี่ยนไปเป็นคริปโต และทองคำ ซึ่งมีผลต่ออัตราแลกเปลี่ยน ถือเป็นอีกเรื่องที่คณะกรรมการร่วม 3 สถาบัน (กกร.) ก็มีความกังวลและเป็นอีกความท้าทายที่นอกเหนือจากภาษีตอบโต้ เพราะกิจกรรมดังกล่าวไม่ได้ส่งผ่านไปสู่การผลิตหรือระบบเศรษฐกิจจริงที่จับต้องได้ และไปกระทบต่อภาคเศรษฐกิจจริงคือภาคส่งออกจากเงินบาทที่แข็งค่า

“กับดักเศรษฐกิจที่ผ่านมา ทำให้เราโตในศักยภาพต่ำอยู่แล้ว ยังโดนกดด้วยโควิด-19 แล้วตอนนี้เรากำลังโดนกดด้วยภาษีตอบโต้จากสหรัฐ ทุกครั้งที่โดนกด มันจะสูญเสียทรัพยากรไปเยอะมาก แล้วถ้าเราใช้อย่างไม่ระมัดระวังและไม่ได้ประโยชน์ต่อระบบเศรษฐกิจ ก็จะเสียไปอย่างน่าเสียดาย ในส่วนมาตรการกระตุก ระบบธนาคารพาณิชย์-ธปท.ก็มีมาตรการคุณสู้ เราช่วย หวังว่าจำนวนลูกหนี้จะสามารถเข้ามาเร่งใช้ประโยชน์อย่างเต็มประสิทธิภาพ

แต่สิ่งที่ท้าทายคือโครงสร้างทรัพยากรที่ออกแบบมาเน้นไปที่คนที่มีหนี้อยู่ในระบบ ไม่รวมแม้กระทั่งน็อนแบงก์ที่อยู่นอกระบบ แต่ประเทศมีหนี้นอกระบบอยู่จำนวนมาก เพราะฉะนั้น การมีข้อมูลที่เชื่อมโยงและเป็นข้อเท็จจริงที่เราสามารถมาขบคิดออกนโยบายสาธารณะได้อย่างเชื่อมโยงถูกจุด ไม่ระยะสั้น ประคับประคอง เยียวยา เร่งสร้างในสิ่งที่ต้องปฏิรูปด้วยเป็นสิ่งสำคัญ”

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ภาษีทรัมป์ เศรษฐกิจไทย