เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ทิพยประกันภัย เปิดตัว“TIPSOL” เอกสิทธิ์เฉพาะสมาชิก มอบโปรเด็ด 7 มิติทุกไลฟ์สไตล์
Biz Movement ทิพยประกันภัย เปิดตัว“TIPSOL” เอกสิทธิ์เฉพาะสมาชิก มอบโปรเด็ด 7 มิติทุกไลฟ์สไตล์
‘เอกภพ เพียรพิเศษ’ รุ่น 1 พรรคส้ม ถึงโฆษก สู้ฟัดฝ่ายค้าน-ฝ่ายแค้น
Politics ‘เอกภพ เพียรพิเศษ’ รุ่น 1 พรรคส้ม ถึงโฆษก สู้ฟัดฝ่ายค้าน-ฝ่ายแค้น
แบงก์ชาติชี้เอสเอ็มอีถูกปฏิเสธสินเชื่อพุ่ง จ่อ 3 มาตรการหนุน
Finance แบงก์ชาติชี้เอสเอ็มอีถูกปฏิเสธสินเชื่อพุ่ง จ่อ 3 มาตรการหนุน
ราคาทองวันนี้ (9 ก.ย. 69) ปรับลง 150 บาท รูปพรรณบาทละ 69,250 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (9 ก.ย. 69) ปรับลง 150 บาท รูปพรรณบาทละ 69,250 บาท
9.9 ประมวลภาพภัยพิบัติ สุดขั้วทั่วโลก
News 9.9 ประมวลภาพภัยพิบัติ สุดขั้วทั่วโลก
แสนสิริ รุกหนักภูเก็ต เปิด 2 โครงการใหม่ ร่วมทุน “โฟร์ พี โฮลดิ้ง” ผุดคอนโดเวลเนส
Real Estate แสนสิริ รุกหนักภูเก็ต เปิด 2 โครงการใหม่ ร่วมทุน “โฟร์ พี โฮลดิ้ง” ผุดคอนโดเวลเนส
CMDF เปิดผลศึกษา ‘โบรกเกอร์ไทย’ เตรียมชง ก.ล.ต.-ตลท. ต่อยอดโครงสร้างอุตสาหกรรม
Finance CMDF เปิดผลศึกษา ‘โบรกเกอร์ไทย’ เตรียมชง ก.ล.ต.-ตลท. ต่อยอดโครงสร้างอุตสาหกรรม
ICS Lifestyle Complex จัดนิทรรศการ “BLUE IN A BURNING WORLD”
Biz Movement ICS Lifestyle Complex จัดนิทรรศการ “BLUE IN A BURNING WORLD”
ตั้งเป้า ‘ขอนแก่น’ ฮับดิจิทัลอีสาน ดัน MRO-Data Center อุตสาหกรรมใหม่
Economic ตั้งเป้า ‘ขอนแก่น’ ฮับดิจิทัลอีสาน ดัน MRO-Data Center อุตสาหกรรมใหม่
GULF ปักหมุดงาน ‘Gastech 2026’ ชู Ecosystem ทั้งโครงสร้างพื้นฐานพลังงาน ก๊าซธรรมชาติ
Economic GULF ปักหมุดงาน ‘Gastech 2026’ ชู Ecosystem ทั้งโครงสร้างพื้นฐานพลังงาน ก๊าซธรรมชาติ
ดูทั้งหมด

ผยง ประธานสมาคมแบงก์ ชี้ไทยหมดบุญเก่า แนะ 3 ทางรับแรงกระแทกภาษีทรัมป์

15 ก.ค. 2568 | 15:03น.
ผยง ศรีวณิช

ผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย มองภาษีสหรัฐ สร้างแรงกระแทกต่อเศรษฐกิจไทย ย้ำ ไทยพึ่งบุญเก่ายากขึ้น หลังตัวเลขส่งออกโดนกระทบ เจอหลุบสงครามการค้า 1.6 ล้านล้านบาท แนะไทยใช้โอกาสนี้เร่งปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ 3 ทางแก้ “กระตุก-ประคอง-ปฏิรูป” ชี้ มีทรัพยากรจำกัดต้องแยกกลุ่มช่วยให้ชัดเจน-ดึงเศรษฐกิจนอกระบบเข้าสู่ระบบ เผย ขยับเพดานนี้สาธารณะเกิน 70% ได้ แต่ต้องให้เกิดประโยชน์สูงสุด ระบุ ประชุมร่วม ธปท. แลกเปลี่ยนความคิดเห็นหาทางช่วยเหลือลูกค้าได้รับผลกระทบทางตรง-อ้อม

นายผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย และกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย กล่าวในงานสัมมนา “iBusiness Forum Decode 2025 The Mid-Year Signal ถอดสัญญาณเศรษฐกิจโลก พลิกอนาคตเศรษฐกิจไทย” ว่า ภาคการเงินหรือภาคธนาคาร เป็นตัวสะท้อนความเป็น Macro Economy และเป็นตัวกลางในการหมุนเวียนกล้ามเนื้อ แต่ศักยภาพเศรษฐกิจไทยโดนท้าทายจาก Trump Tariffs ไม่ว่าตัวเลขจะอยู่ตรงไหน เป็นสิ่งไม่แน่นอน ซึ่งตัวเลขภาษีสินค้านำเข้า (Reciprocal Tariffs) บน 36% บนอัตราการเติบโต (Growth Rate) ค่อนข้างท้าทาย และสร้างแรงกระเพื่อมให้กับเศรษฐกิจไทย

ทั้งนี้ เศรษฐกิจไทยพึ่งพาบุญเก่าได้ยากขึ้นจากผล Trump Tariffs ที่จะเข้ามากระทบภาคการส่งออกและสินค้าต้นทางจากประเทศอื่น (Transshipment) ขณะเดียวกัน หากดูดัชนีวัดด้านต่าง ๆ ประเทศไทยปรับลดลง เช่น ประสิทธิภาพของภาครัฐ ภาคธุรกิจ และโครงสร้างพื้นฐาน แม้ว่าจะมีการสร้างถนน-สะพานได้ดี แต่โครงสร้างพื้นฐานด้านการศึกษาและสิ่งแวดล้อมยังต้องพัฒนาเพิ่มเติม

และในทุกวิกฤต จะมีโอกาส ซึ่งจะเห็นว่า ในช่วงวิกฤตการเงินโลก และวิกฤตโควิด-19 ทุกประเทศใช้โอกาสนี้ในการปฏิรูปเศรษฐกิจกลับมาเติบโตอีกครั้ง อย่างไรก็ดี ในส่วนของไทยหลังจากวิกฤตโควิด-19 มีหลุบรายได้ที่หายไป 2.6 ล้านล้านบาท และหลุบรายได้จากสงครามการค้าอีก 1.6 ล้านล้านบาท ซึ่งอาจจะกระทบธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ราว 5,000 ราย และแรงงานอีกกว่า 15-20 ล้านคน โดยคาดว่าในช่วงครึ่งหลังของปี 2568 ภาคการส่งออกจะติดลบ และจีดีพีจะขยายตัวต่ำกว่า 1%

ดังนั้น ไทยจะต้องใช้โอกาสนี้ในการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ ผ่านการ Rebuild Trust & Confidence เพื่อสิ่งใหม่ที่ดีกว่า จะต้องทำด้วยกัน 3 อย่าง คือ 1.กระตุก โดยเฉพาะในเรื่องของหนี้ครัวเรือน หรือหนี้เอสเอ็มอี 2.ประคองกลุ่มที่ยังไปได้แต่ได้รับผลกระทบเฉียบพลันจากภาษีตอบโต้ และ 3.การปฏิรูป เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

ขณะเดียวกัน ประเทศไทยยังต้องมีการลงทุนอีกมาก ซึ่งหากดูสัดส่วนเพดานหนี้สาธารณะปัจจุบันอยู่ที่ระดับ 65% จากเพดาน 70% อาจจะต้องมีการปรับเพดานขึ้น แต่จะใช้ทรัพยากรเหล่านั้นไปทำอะไร เป็นสิ่งที่ต้องมาช่วยกันทบทวน อย่างที่ว่าในวิกฤติมีโอกาส ตอนนี้ในช่วงที่ประเทศไทยเจอหลายปัญหาถาโถมแต่ก็เป็นโอกาสที่จะเร่งสร้างความเชื่อมั่นให้กับระบบเศรษฐกิจของประเทศได้ แต่ขณะนี้ประเทศไทยยังไม่ได้ใช้โอกาสนี้เลย

“เราจะต้องแยกแยะกลุ่มการช่วยเหลือให้ชัดเจน เช่น กลุ่มจมน้ำ ปริ่มน้ำ และพ้นน้ำ เพราะว่าทรัพยากรไม่ได้ใช้อย่างไม่มีวันหมด แต่ละกลุ่มมีความต้องการทรัพยากรที่ต่างกัน อย่าเหมาเข่ง เหมารวม หรือใช้ทรัพยากรสาธารณะที่มีอยู่จำกัดอย่างไม่คุ้มค่า ก็คือต้องสามารถเป็นสิ่งที่จะช่วยคนที่กำลังจะจมน้ำ คนที่ต้องการการประคอง และเร่งสร้างกล้ามเนื้อใหม่ให้กับระบบเศรษฐกิจไปพร้อม ๆ กัน เพราะเราเจอหลุบโควิด-19 และตอนนี้เรากำลังเจอแรงกดดันเรื่อง Trump Tariffs อีก จึงถึงเวลาที่จะต้องปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ”

โดยในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา สมาคมธนาคารไทย (ธปท.) ภายใต้คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ได้มีการประชุมร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในเชิงมิติของข้อมูลในสิ่งที่ กกร.ให้ความกังวล และ ธปท.ที่มีข้อมูลเชิงมหภาค ได้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลความคิดเห็นในเรื่องของการช่วยกระตุกคนที่มีหนี้ครัวเรือนใน 3 กลุ่ม คนที่จมน้ำ คนกำลังปริ่มน้ำ และคนที่พ้นน้ำ รวมถึงคนที่ได้รับผลกระทบในปัจจุบันในเรื่องของนโยบายภาษี ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่ส่งออกไปยังตลาดสหรัฐ ที่จะต้องมองให้ลึกและกว้างมากขึ้น เพราะจะมีคนที่ได้รับผลกระทบทางตรงและทางอ้อม

Advertisement

ทั้งนี้ ในส่วนของสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (ซอฟต์โลน) เม็ดเงินช่วยเหลือ จะต้องให้ความสำคัญ และเป็นไปตามกลไกตลาด และช่วยอย่างยั่งยืน ไม่ใช่เป็นการ “หยอดน้ำข้าวต้ม” เนื่องจากเม็ดเงินสนับสนุนไม่ว่าจะมาจาก ม.28 หรือการจัดสรรงบประมาณแผ่นดิน ซึ่งล้วนแต่เป็นทรัพยากรสาธารณะที่จะต้องใช้และก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด

“เรามีการประสานข้อมูลและพูดคุยร่วมกันหลายฝ่าย ซึ่งมาตรการช่วยเหลือจะต้องมีอยู่แล้ว แต่การช่วยเหลือจะช่วยใครก่อน ช่วยตรงไหน เพื่อให้มีประสิทธิภาพ ซึ่งอาจจะต้องจำเป็นช่วยแรงงานในระบบ และแรงงานในประเทศที่เป็นห่วงโซ่อุปทานที่ได้รับผลกระทบ ไม่ว่าจะเป็นภาคอุตสาหกรรม เกษตร ร้านอาหาร หรืออื่น ๆ เพื่อไม่ให้การช่วยเหลือเป็นแค่การหยอดน้ำข้าวต้ม แต่ต้องเกิดตัวคูณ multiplier หมุนในระบบเศรษฐกิจ ซึ่งธนาคารก็มีการช่วยเหลือลูกค้าต่อเนื่อง จะเห็นว่าตัวเลขการปรับโครงสร้างหนี้ปัจจุบันมียอดสูงกว่าตัวเลขหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) แล้ว”

นายผยง กล่าวอีกว่า ภาคการเงิน-การธนาคารจะมีเม็ดเงินที่จะดู 2 ตัว คือ กองทุนรวมลงทุนในต่างประเทศ (FIF) จะเห็นว่าวันนี้มีกว่า 1.33 ล้านล้านบาท ที่เงินลงทุนออกไป แปลว่า การลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ไทย 1 ปีที่ผ่านมาผลตอบแทนกว่า -10% ขณะที่ตลาดสหรัฐฯ +9% กว่า ก็จะเห็นว่าเม็ดเงินสภาพคล่องเหมือนตัวน้ำที่วิ่งไปตามกลไกตลาดโลก ดังนั้น ไทยอยู่ตลาดแบบทุนนิยม เราไม่สามารถฝืนกลไกนี้ไปไม่ได้

ส่วนการลงทุนโดยตรงของบริษัทไทยไปต่างประเทศรวมในปีที่ผ่านมาก็กว่า 7 ล้านล้าน ก็แสดงว่ายังมีสภาพคล่อง แต่ถ้าดูโครงสร้างตลาดทุนในประเทศ ตลาดหลักทรัพย์ฯ Price Book Value ค่าเฉลี่ยทั้งตลาดเพียง 1.1 เท่า ขณะที่ 70% ของบริษัทในตลาดมี Price Book ต่ำกว่า 1 เท่า สะท้อนปัญหาทางโครงสร้างของเศรษฐกิจในประเทศ ซึ่งถ้าเรา Zoom in ปัญหาในประเทศ คือการมีเศรษฐกิจนอกระบบสูงถึง 48% และได้นำไปสู่ผลข้างเคียงอื่น ๆ อีกมากมาย

“จะเห็นว่า 48% นี่ถือว่าสูงที่สุดในโลกระดับ TOP เลย นำไปสู่แรงงานนอกระบบถึง 51% นำไปสู่ผู้เสียภาษีในระบบเพียง 11-12 ล้านคน ขณะที่มีการเรียกร้องสวัสดิการทางสังคมอีกถึงกว่า 68 ล้านคน บวกกับเอกชนที่จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลรายเล็กเพียง 26% โดยจากการวิจัยเศรษฐศาสตร์จุฬา 34% ครัวเรือนไทยเป็นหนี้นอกระบบ หนึ่งครัวเรือนมีหนี้นอกระบบ 9.19 หมื่นบาท เป็นหนี้นอกระบบ 13.4% และเป็นหนี้ในระบบ 86.6% รวมแล้วเท่ากับ 104%

แต่ถ้าดู Gross debt ตัว Total จะเป็นประมาณ 117% เกิดขึ้นจากอะไร ก็คือคนที่เป็นลูกหนี้นอกระบบเป็นเจ้าหนี้นอกระบบไปพร้อม ๆ กัน หรือเป็นลูกหนี้ในระบบไปพร้อม ๆ กัน ภาพนี้บอกอะไร บอกว่ากล้ามเนื้อของประเทศไทยต้องอาศัยกลไกนอกระบบ กลไกในระบบไปไม่ถึง เป็นภาพที่สะท้อนโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศไทย”

ซึ่งผลข้างเคียงที่ตามมาจากที่ธนาคารโลกทำไว้ก็คือ 1.รายได้ต่ำ 2.ความยากจนและความเหลื่อมล้ำสูง ทำให้รับแรงกระแทกจากปัจจัยต่าง ๆ ได้ต่ำ 3.การกำกับดูแลและธรรมาภิบาลด้อยกว่า 4.ผลิตภาพอยู่ในระดับต่ำ 5. Resilience ต่ำ และ 6.มีการพัฒนาด้านความยั่งยืนที่ช้า ดังจะเห็นได้เวลาที่เกิดภัยพิบัติต่าง ๆ ก็ต้องมีการชดเชยเยียวยา ทั้งหมดเป็นการเอาทรัพยากรสาธารณะไปสู่การเยียวยา อย่างมาก ต่อเนื่อง และเป็นระยะเวลานาน เพราะประชากรของเราส่วนหนึ่งไม่มีความสามารถที่ยืดหยุ่น ทนทานกับภัยธรรมชาติและความเปราะบางทางสังคม-เศรษฐกิจ

ขณะเดียวอัตราการคอร์รัปชั่นก็จะสูงล้อไปกับเศรษฐกิจนอกระบบ ซึ่งจะถูกเปลี่ยนไปเป็นคริปโต และทองคำ ซึ่งมีผลต่ออัตราแลกเปลี่ยน ถือเป็นอีกเรื่องที่คณะกรรมการร่วม 3 สถาบัน (กกร.) ก็มีความกังวลและเป็นอีกความท้าทายที่นอกเหนือจากภาษีตอบโต้ เพราะกิจกรรมดังกล่าวไม่ได้ส่งผ่านไปสู่การผลิตหรือระบบเศรษฐกิจจริงที่จับต้องได้ และไปกระทบต่อภาคเศรษฐกิจจริงคือภาคส่งออกจากเงินบาทที่แข็งค่า

“กับดักเศรษฐกิจที่ผ่านมา ทำให้เราโตในศักยภาพต่ำอยู่แล้ว ยังโดนกดด้วยโควิด-19 แล้วตอนนี้เรากำลังโดนกดด้วยภาษีตอบโต้จากสหรัฐ ทุกครั้งที่โดนกด มันจะสูญเสียทรัพยากรไปเยอะมาก แล้วถ้าเราใช้อย่างไม่ระมัดระวังและไม่ได้ประโยชน์ต่อระบบเศรษฐกิจ ก็จะเสียไปอย่างน่าเสียดาย ในส่วนมาตรการกระตุก ระบบธนาคารพาณิชย์-ธปท.ก็มีมาตรการคุณสู้ เราช่วย หวังว่าจำนวนลูกหนี้จะสามารถเข้ามาเร่งใช้ประโยชน์อย่างเต็มประสิทธิภาพ

แต่สิ่งที่ท้าทายคือโครงสร้างทรัพยากรที่ออกแบบมาเน้นไปที่คนที่มีหนี้อยู่ในระบบ ไม่รวมแม้กระทั่งน็อนแบงก์ที่อยู่นอกระบบ แต่ประเทศมีหนี้นอกระบบอยู่จำนวนมาก เพราะฉะนั้น การมีข้อมูลที่เชื่อมโยงและเป็นข้อเท็จจริงที่เราสามารถมาขบคิดออกนโยบายสาธารณะได้อย่างเชื่อมโยงถูกจุด ไม่ระยะสั้น ประคับประคอง เยียวยา เร่งสร้างในสิ่งที่ต้องปฏิรูปด้วยเป็นสิ่งสำคัญ”

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ภาษีทรัมป์ เศรษฐกิจไทย