Skip to content

ธนาคาร-แบงก์รัฐ ประกาศ “ยกหนี้” ให้ทหาร-ตชด.จากเหตุปะทะไทย-กัมพูชา

08 ส.ค. 2568 | 09:14น.
ธนาคาร-แบงก์รัฐ ประกาศ “ยกหนี้” ให้ทหาร-ตชด.จากเหตุปะทะไทย-กัมพูชา

ธนาคารพาณิชย์-แบงก์รัฐ ออกมาตรการเยียวยาจากเหตุการณ์ความไม่สงบบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา “ยกหนี้” ทั้งเงินต้น-ดอกเบี้ยทุกสัญญาเงินกู้ 100% สำหรับทหารที่เสียชีวิต พร้อม “พักชำระหนี้” และสินเชื่อดอกเบี้ยพิเศษให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบในพื้นที่

 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา จนสร้างความเสียหายแก่ทรัพย์สินและชีวิตของประชาชน และเจ้าหน้าที่ทหารที่ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตจากเหตุปะทะในช่วงวันที่ 24-29 กรกฎาคม 2568

โดยล่าสุด จะเห็นว่าหน่วยงานราชการ และสถาบันการเงิน ธนาคารพาณิชย์ และสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ (SFIs) ได้ออกมาตรการช่วยเหลือและเยียวยากับผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าว

กรุงไทย-ทีทีบี ยกหนี้ทหารเสียชีวิตทุกสัญญาเงินกู้

นายเอกชัย เตชะวิริยะกุล ประธานผู้บริหาร Risk ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ธนาคารกรุงไทยตระหนักถึงความเสียสละอันยิ่งใหญ่ของเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจตระเวนชายแดน (ตชด.) ผู้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความกล้าหาญ ในการปกป้องและรักษาอธิปไตยของชาติ จากเหตุการณ์ความไม่สงบบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจากการปฏิบัติหน้าที่จำนวนมาก

เพื่อเป็นการสดุดีวีรกรรมของวีรบุรุษผู้กล้า ธนาคารกรุงไทยได้ออกมาตรการ ยกหนี้ให้ทหาร และ ตชด.ที่เสียชีวิต ทุพพลภาพ หรือสูญเสียอวัยวะ จากการปฏิบัติหน้าที่ในชายแดนไทย-กัมพูชา โดยยกหนี้ให้ทุกสัญญาเงินกู้ 100% ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย ครอบคลุมสินเชื่อทุกประเภท เพื่อช่วยลดภาระของครอบครัว และสามารถดำรงชีวิตต่อไปได้ในช่วงเวลาที่ยากลำบาก

ทั้งนี้ การให้ความช่วยเหลือดังกล่าว เป็นมาตรการเพิ่มเติมจากมาตรการความช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากเหตุการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งครอบคลุมลูกค้าบุคคลรายย่อย และลูกค้าธุรกิจ ทั้งในด้านการฟื้นฟูซ่อมแซมทรัพย์สินที่อยู่อาศัย การลดภาระทางการเงิน และเสริมสภาพคล่องในการดำรงชีพ

“ธนาคารกรุงไทย ขอร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการดูแลครอบครัวของวีรบุรุษ ด้วยหัวใจที่เปี่ยมด้วยความศรัทธา ความเคารพ และสำนึกถึงการเสียสละอันยิ่งใหญ่ โดยธนาคารเชื่อมั่นว่ามาตรการนี้จะช่วยให้ครอบครัวของทหารและ ตชด.สามารถดำเนินชีวิตต่อไปได้ และเป็นขวัญกำลังใจแก่เจ้าหน้าที่ทุกท่าน ที่ยังปฏิบัติหน้าที่อย่างกล้าหาญ เพื่อให้เราสามารถผ่านวิกฤตครั้งนี้ได้อย่างรวดเร็ว”

กรุงไทย ยกหนี้ทุกสัญญาเงินกู้ ให้ทหาร-ตชด.

นายปิติ ตัณฑเกษม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารทหารไทยธนชาต หรือ ทีทีบี กล่าวว่า จากสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งส่งผลให้กำลังพลของกองทัพบกต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเสียสละอย่างยิ่ง เพื่อปกป้องอธิปไตยและผืนแผ่นดินไทย ธนาคารขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อการสูญเสียในครั้งนี้ และขอสดุดีในความกล้าหาญของทหารกล้าทุกนาย พร้อมกับแสดงความห่วงใยต่อครอบครัวของผู้เสียชีวิตและผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าว

โดยขอร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการให้การสนับสนุนและเยียวยาแก่ครอบครัวเหล่าทหารกล้าที่ได้สละชีพ และกำลังพลที่ยังคงปฏิบัติหน้าที่ ณ พื้นที่แนวชายแดน โดยมีรายละเอียดดังนี้

1.กลุ่มกำลังพลที่เสียชีวิตจากเหตุปะทะในช่วงวันที่ 24-29 กรกฎาคม 2568

-กรณีที่มีสินเชื่อคงค้าง ทีทีบียกหนี้ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยสินเชื่อทีทีบี ทุกบัญชีที่มีกับธนาคารให้กับทหารกล้า 4 นายที่เสียชีวิต เพื่อเป็นการแบ่งเบาภาระแก่ครอบครัวทหารกล้าที่สละชีพ ให้สามารถเดินหน้าต่อไปได้อย่างมั่นคง

-มอบความคุ้มครองชีวิตจากสิทธิสวัสดิการพิเศษ สำหรับกำลังพลในสังกัดกองทัพบกที่รับเงินเดือนผ่านบัญชีทีทีบี ทีทีบีร่วมมือกับบริษัท นวกิจประกันภัย จำกัด (มหาชน) มอบเงินสนับสนุนและช่วยเหลือให้ทหารกล้า 6 นาย ที่รับเงินเดือนผ่านบัญชีทีทีบี รายละ 150,000 บาท เป็นกรณีพิเศษ

-ความคุ้มครองชีวิตจากบัญชีทีทีบี ออลล์ฟรี ทีทีบีร่วมมือกับบริษัท ธนชาตประกันภัย จำกัด (มหาชน) มอบเงินสนับสนุนช่วยเหลือเป็นกรณีพิเศษให้กับ 7 ทหารกล้าที่มีบัญชีทีทีบี ออลล์ฟรี รายละ 100,000 บาท

  1. กลุ่มกำลังพลที่ยังคงปฏิบัติหน้าที่ ณ พื้นที่แนวชายแดน

ธนาคารส่งมอบความห่วงใยและสนับสนุนการปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยสนับสนุนน้ำดื่มจำนวน 30,000 ขวด และของใช้จำเป็น ได้แก่ ชุดเสื้อ-กางเกง-ถุงเท้า-หน้ากากอนามัย จำนวน 1,000 ชุด

ทีทีบีขอเป็นกำลังใจและส่งความห่วงใยให้ครอบครัวของผู้เสียชีวิต ตลอดจนผู้ได้รับผลกระทบในพื้นที่ชายแดนให้สามารถผ่านพ้นวิกฤตครั้งนี้ไปได้โดยเร็ว

TTB

ธ.ก.ส.ยกหนี้ให้ 2 ทหารกล้า

นายฉัตรชัย ศิริไล ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) พร้อมด้วยนายไพศาล หงษ์ทอง รองผู้จัดการ ธ.ก.ส. ลงพื้นที่เยี่ยมและให้กำลังใจ 2 ครอบครัววีรชนทหารกล้าที่เสียชีวิตระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ปกป้องแผ่นดินไทยจากสถานการณ์ความไม่สงบชายแดนไทย-กัมพูชา ได้แก่ นางกฤษณา น้อยโคตร มารดาของ ส.อ.กฤษฎา น้อยโคตร สังกัดกองร้อยลาดตระเวนระยะไกลที่ 6 กองพลทหารราบที่ 6 เสียชีวิตเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2568

และนายจันดา ป้องแก้ว บิดาของ จ.ส.อ.อโณทัย ป้องแก้ว สังกัดกองพันปฏิบัติการพิเศษ กรมรบพิเศษที่ 3 (ฉก.90) หน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ เสียชีวิตเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2568 โดย ธ.ก.ส.ได้มอบความช่วยเหลือแก่ครอบครัวทหารตามมติที่ประชุมคณะกรรมการธนาคาร เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2568 ที่เห็นชอบการให้ความช่วยเหลือลูกหนี้

กรณีบุตร หรือคู่สมรส ของลูกค้า ธ.ก.ส.เป็นทหาร หรือตำรวจตระเวนชายแดน (ตชด.) ที่เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ในเหตุการณ์ความไม่สงบระหว่างประเทศไทย-กัมพูชา โดยยกหนี้ในส่วนของต้นเงินกู้ทุกสัญญา และยกหนี้ในส่วนของดอกเบี้ยทั้งจำนวน ภายใต้สัญญาที่ใช้แหล่งเงินทุน ธ.ก.ส.เป็นกรณีพิเศษเพื่อให้ความช่วยเหลือ

และลดภาระให้ทั้ง 2 ครอบครัววีรชนทหารที่เสียสละชีวิตเพื่อภารกิจสำคัญในการปกป้องอธิปไตยและความมั่นคงของชาติให้สามารถดำรงชีพต่อไปได้อย่างมั่นคงต่อไป โดยผู้จัดการ ธ.ก.ส.ได้กล่าวแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งกับทั้ง 2 ครอบครัววีรชนทหารกล้าที่ต้องสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก ซึ่งความกล้าหาญเหล่านี้จะถูกจารึกไว้ในความทรงจำของคนไทยตลอดไป

โดย ธ.ก.ส.รู้สึกเป็นเกียรติที่ได้มีโอกาสมาให้กำลังใจแก่ครอบครัววีรชนผู้เสียสละเพื่อส่งมอบความช่วยเหลือกรณีพิเศษในครั้งนี้ และพร้อมให้การสนับสนุนดูแลในด้านต่าง ๆ ตามภารกิจของธนาคารต่อไป

BAM ยกหนี้-พักหนี้ถึง 31 ธ.ค. 68

ดร.รักษ์ วรกิจโภคาทร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ BAM กล่าวว่า จากเหตุการณ์ความไม่สงบในบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา BAM มีความห่วงใยทหาร ตำรวจ ข้าราชการ บุคลากรทางการแพทย์ และประชาชนในบริเวณพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าว

ซึ่งในกลุ่มบุคคลเหล่านี้ หากเป็นลูกหนี้ปรับโครงสร้างหนี้กับ BAM ที่ถือเป็นวีรบุรุษผู้เสียสละ ทั้งทหาร ตำรวจ ข้าราชการ บุคลากรทางการแพทย์ ที่เสียชีวิต หรือทุพพลภาพในขณะปฏิบัติหน้าที่ในเหตุการณ์ความไม่สงบตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา BAM จะยกหนี้ให้ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย

ส่วนกรณีลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบและทำให้ขาดรายได้หรือรายได้ลด ส่งผลกำลังความสามารถในการชำระหนี้ลดลง  BAM พร้อมพักชำระหนี้ให้ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2568 เพื่อเป็นการบรรเทาความเดือดร้อน

BAM ขอเป็นกำลังใจให้กับวีรบุรุษผู้เสียสละ ทั้งทหาร ตำรวจ บุคลากรทางการแพทย์ และข้าราชการที่ต้องปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา รวมถึงลูกค้าประชาชนที่ได้รับผลกระทบ BAM พร้อมให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มกำลัง

ลูกหนี้ของ BAM ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าว สามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดเกี่ยวกับมาตรการช่วยเหลือได้ที่ Call Center 0-2630-0700 สำนักงานใหญ่ และเจ้าหน้าที่ฝ่ายพัฒนาสินทรัพย์ของ BAM

ออมสินจัด 4 สินเชื่อพิเศษดอกเบี้ย 0%

นายวีระชัย อมรถกลสุเวช รองผู้อำนวยการธนาคารออมสินอาวุโส รักษาการผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า ธนาคารมีความห่วงใยอย่างยิ่งต่อสถานการณ์ความไม่สงบบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา และอุทกภัยในพื้นที่ภาคเหนือ ซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายทั้งต่อทรัพย์สิน การดำรงชีวิต และส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อสภาพจิตใจของพี่น้องประชาชน

ในการนี้ ธนาคารได้ดำเนินมาตรการออกสินเชื่อเงื่อนไขพิเศษ 4 ประเภท โดยทุกประเภทคิดอัตราดอกเบี้ย 0% นาน 3 เดือนแรก ไม่ต้องรับภาระดอกเบี้ยในช่วงเริ่มต้น เพื่อช่วยเหลือประชาชนและผู้ประกอบการจำนวนมากที่ยังประสบปัญหาทางการเงินจากการต้องหยุดประกอบอาชีพ ขาดรายได้ หรือทรัพย์สิน/ที่อยู่อาศัยได้รับความเสียหาย ให้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนและฟื้นคืนสู่สภาวะปกติได้เร็วขึ้น

มาตรการสินเชื่อเงื่อนไขพิเศษ เปิดให้ประชาชนที่ได้รับผลกระทบสามารถยื่นกู้ได้ตั้งแต่บัดนี้ที่ธนาคารออมสินทุกสาขา ดังนี้

–สินเชื่อฉุกเฉิน เพื่อเสริมสภาพคล่อง ไม่ต้องใช้หลักประกัน วงเงินกู้สูงสุดไม่เกิน 20,000 บาทต่อราย ไม่ต้องชำระทั้งดอกเบี้ยและเงินต้นใน 3 เดือนแรก เดือนที่ 4 เป็นต้นไป อัตราดอกเบี้ย 0.60% ต่อเดือน ระยะเวลาผ่อนชำระสูงสุดไม่เกิน 24 เดือน สำหรับผู้มีอาชีพ มีรายได้ สัญชาติไทย ที่มีอายุ 20 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป

–สินเชื่อฟื้นฟูบ้าน เพื่อต่อเติมซ่อมแซมที่อยู่อาศัย วงเงินกู้สูงสุดไม่เกิน 500,000 บาทต่อราย อัตราดอกเบี้ย 0% ต่อปี 3 เดือนแรก เดือนที่ 4-24 = 2.000% ต่อปี ปีที่ 3 = MRR -3.350% และปีที่ 4 เป็นต้นไป = MRR -0.750% ต่อปี ระยะเวลาชำระคืนเงินกู้สูงสุดไม่เกิน 10 ปี สำหรับลูกค้าใหม่ กรณีลูกค้าเดิมผ่อนชำระไม่เกินระยะเวลาคงเหลือตามสัญญาเดิม โดยธนาคารสนับสนุนค่าประเมินหลักทรัพย์ตามจ่ายจริงแต่ไม่เกิน 3,000 บาทต่อราย

–สินเชื่อฟื้นฟูรายย่อย เพื่อเป็นเงินทุนหรือซ่อมแซมสถานประกอบการ ไม่ต้องใช้หลักประกัน วงเงินกู้สูงสุดไม่เกิน 300,000 บาทต่อราย ไม่ต้องชำระทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยใน 3 เดือนแรก อัตราดอกเบี้ยเดือนที่ 4 เป็นต้นไป = 15.00% ต่อปี ระยะเวลาผ่อนชำระสูงสุดไม่เกิน 84 เดือน สำหรับผู้ประกอบอาชีพอิสระหรือบุคคลธรรมดา ที่มีอายุ 20 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป

–สินเชื่อฟื้นฟู SMEs เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการในการฟื้นฟูกิจการ อัตราดอกเบี้ย 0% ต่อปี 3 เดือนแรก และเดือนที่ 4 เป็นต้นไป ดอกเบี้ยเริ่มต้น 2.99% ต่อปี สำหรับวงเงินกู้ไม่เกิน 10 ล้านบาท

ทั้งนี้ ให้กู้เท่าที่จำเป็นและความสามารถในการชำระคืน เงื่อนไขเป็นไปตามที่ธนาคารกำหนด

ธอส.ให้กู้ซ่อมบ้านดอกเบี้ย 1% นาน 3 ปีแรก

นายกมลภพ วีระพละ กรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยว่า หลังจาก ธอส.ได้จัดทำมาตรการช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนลูกค้า จากสถานการณ์ข้อพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา ที่ที่อยู่อาศัยหรือหลักประกันเสียหายทั้งหลัง จนไม่สามารถอยู่อาศัยได้ โดยลูกค้าสถานะปกติจะได้รับอัตราดอกเบี้ยพิเศษ 0.01% ต่อปีตลอดอายุสัญญา และสำหรับลูกค้าสถานะ NPL สามารถพักชำระหนี้นานสูงสุด 1 ปี จากนั้นผ่อน 0.01% ตลอดระยะเวลาคงเหลือ

ทั้งนี้ เพื่อเป็นการดำเนินการตามนโยบายกระทรวงการคลัง ที่มีความมุ่งมั่นในการช่วยบรรเทาและช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ธอส.จึงสานต่อความช่วยเหลือให้ครอบคลุมกรณีที่อยู่อาศัยได้รับความเสียหายบางส่วน ดังนี้

1.ลูกค้าปัจจุบันของธนาคารสามารถกู้เพื่อซ่อมแซมที่อยู่อาศัยกับ ธอส. ภายใต้โครงการสินเชื่อซ่อม-แต่ง และสินเชื่อซ่อม-แต่ง Plus วงเงินกู้สูงสุดไม่เกิน 3 แสนบาท/ราย ระยะเวลาการกู้นานสูงสุด 5 ปี โดยวงเงิน 1 แสนบาทแรก อัตราดอกเบี้ยคงที่ 3 ปีเพียง 1% ต่อปี และอัตราดอกเบี้ย 1.99% ต่อปี ในวงเงิน 200,000 บาทถัดมา โดยไม่ต้องจดทะเบียนการจำนองเพิ่มที่สำนักงานที่ดิน

2.ลูกค้าใหม่สามารถกู้เพื่อซ่อมแซมที่อยู่อาศัย วงเงินกู้สูงสุด/ราย/หลักประกัน ไม่เกิน 2 ล้านบาท ระยะเวลาการกู้นานสูงสุดนาน 40 ปี อัตราดอกเบี้ย 0% ต่อปี นาน 3 เดือนแรก เดือนที่ 4-24 เท่ากับ 2.00% ต่อปี ปีที่ 3 เท่ากับ MRR -3.30% ต่อปี (อัตราดอกเบี้ย MRR ของ ธอส. ปัจจุบัน เท่ากับ 6.495% ต่อปี) พร้อมฟรีค่าธรรมเนียมประเมินราคาหลักประกัน (1,900-2,800 บาท) และค่าธรรมเนียมจดทะเบียนการจำนองไม่เกิน 1% ของวงเงินจำนอง

บสย.ช่วยลูกหนี้ SMEs-ลูกค้าเดิม

นายสิทธิกร ดิเรกสุนทร กรรมการและผู้จัดการทั่วไป บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เปิดเผยว่า ในส่วนของ บสย. ได้ออกมาตรการเร่งด่วนช่วยเหลือผู้ประกอบการ SMEs ลูกหนี้ที่ถูกจ่ายเคลม และลูกค้าของ บสย. โดยมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ และลูกค้าเดิมของ บสย. ที่อยู่ในจังหวัดที่ได้รับผลกระทบ ดังนี้

–ผ่อนผันการชำระค่าธรรมเนียมค้ำประกัน และค่าจัดการค้ำประกัน โดยพักชำระออกไปอีก 6 เดือน นับจากวันถึงกำหนดชำระค่าธรรมเนียมสำหรับ SMEs ลูกค้า บสย.ที่จะครบกำหนดชำระในวันที่ 31 ส.ค. 68

–ขยายการพักชำระค่างวด เป็นระยะเวลา 6 เดือน สำหรับ SMEs ลูกหนี้ที่ถูกจ่ายเคลม ที่อยู่ในระหว่างผ่อนชำระตามแผนปรับโครงสร้างหนี้ และไม่ผิดนัดชำระหนี้

พร้อมด้วยมาตรการเสริมสภาพคล่อง ภายใต้โครงการค้ำประกันสินเชื่อ PGS11 “บสย. SMEs ยั่งยืน” 2 โครงการหลัก ได้แก่ โครงการค้ำประกันสินเชื่อ SMEs Power Trade & Biz วงเงินค้ำประกัน 3,000 ล้านบาท วงเงินค้ำประกันต่อราย 5 แสน-10 ล้านบาท เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนสำหรับผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา

และโครงการค้ำประกันสินเชื่อ SMEs Micro Biz วงเงินค้ำประกัน 2,000 ล้านบาท วงเงินค้ำประกันต่อราย 10,000-500,000 บาท ตอบโจทย์กลุ่มรายย่อย (Micro SMEs) ที่ต้องการเงินทุนหมุนเวียน แต่ขาดคนค้ำประกัน และขาดหลักทรัพย์ค้ำประกัน โดยทั้ง 2 โครงการมีจุดเด่น คือ ฟรี ! ค่าธรรมเนียมค้ำประกัน 3 ปีแรก ปีต่อไปชำระต่ำเพียง 1.5% ต่อปี ค้ำประกันสูงสุด 7 ปี