Skip to content

เปิดศักยภาพเทคโนโลยีทหารไทย จากสนามรบสู่สงครามไซเบอร์

15 ส.ค. 2568 | 10:20น.
เปิดศักยภาพเทคโนโลยีทหารไทย จากสนามรบสู่สงครามไซเบอร์
คอลัมน์​ : Pawoot.com 
ผู้เขียน : ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ

เมื่อไม่นานมานี้ประเทศไทยได้เผชิญกับสถานการณ์ความขัดแย้งกับกัมพูชา ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่ทำให้ประชาชนไทยได้เห็นศักยภาพของเทคโนโลยีทางการทหารที่กองทัพไทยนำมาใช้ในการป้องกันประเทศ ในด้านการบิน หลายคนอาจมองว่าเครื่องบินรบ F-16 ของไทยดูทันสมัย แต่ความจริงแล้วเครื่องบินรุ่นนี้ถูกใช้งานมาแล้วกว่า 30 ปี หากเทียบกับทางกัมพูชาที่ไม่มีเครื่องบินรบ หรือแม้แต่เครื่องบินเจ็ต ทำให้ไทยมีความได้เปรียบทางยุทธศาสตร์ทางอากาศอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะเมื่อไทยใช้เทคนิค Air Strike ยิงจรวดจากอากาศที่มีความแม่นยำสูงมาก ส่งผลให้เกิดความเสียหายที่จำกัดและมีประสิทธิภาพมากกว่าทางกัมพูชา

นอกจากเครื่องบินแล้ว โดรนยังกลายเป็นเทคโนโลยีสำคัญที่กองทัพไทยนำมาใช้ในสนามรบอย่างกว้างขวาง ตั้งแต่เริ่มความขัดแย้ง โดรนถูกใช้งานทั้งในการลาดตระเวนและโจมตีเป้าหมายอย่างแม่นยำ ไทยได้พัฒนาโดรนและยานเกราะด้วยตัวเอง ร่วมกับสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ (สทป.) และบริษัทเอกชน เช่น การวิจัยและพัฒนาโครงการ “8×8 ยานเกราะล้อยาง” ที่เข้าสู่มาตรฐานยุทโธปกรณ์ และโครงการอากาศยานไร้คนขับ (UAV) สำหรับการลาดตระเวนทางไกล รวมถึงโดรนติดอาวุธที่สามารถบินได้นานและโจมตีได้อย่างแม่นยำ โครงการเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของ “S-Curve ที่ 11” ภายใต้การขับเคลื่อนเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) และนโยบาย Thailand 4.0 ที่มุ่งเน้นนวัตกรรมเพื่อลดการนำเข้ายุทโธปกรณ์ เพิ่มโอกาสสร้างรายได้ และดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติ

ในขณะเดียวกัน ทางฝ่ายกัมพูชาก็เริ่มนำโดรนเข้ามาใช้ในการสู้รบบ้างแล้ว จากที่ในตอนแรกดูเหมือนว่าจะตามหลังอยู่มาก โดรนกลายเป็นอุปกรณ์สำคัญที่ถึงจะราคาถูก แต่ใคร ๆ ก็สามารถหยิบมาใช้ได้อย่างง่ายดาย แม้แต่โดรนที่ปกติใช้ในการเกษตรฉีดยาฆ่าแมลง ก็ยังถูกดัดแปลงมาเป็นอาวุธทิ้งระเบิดได้ อย่างที่เคยเกิดขึ้นแล้วในการสู้รบของชนกลุ่มน้อยในประเทศพม่า ทำให้เห็นชัดเจนว่าการรบยุคใหม่ไม่จำเป็นต้องใช้อาวุธราคาแพงเสมอไป

ส่วนเทคโนโลยีที่ทางฝ่ายกัมพูชานำมาใช้ในการรบ ส่วนใหญ่จะเน้นไปที่ระบบยิงจรวดหลายลำกล้อง เรียกว่า Multiple Rocket Launcher หรือ MRL เช่น BM-21 ซึ่งมีลักษณะการยิงที่ไม่แม่นยำ และสร้างความเสียหายเป็นวงกว้าง ทำให้ส่งผลกระทบไปยังพื้นที่ของพลเรือนมากกว่าเป้าหมายทางทหารที่ชัดเจน

ในอีกมิติหนึ่งสงครามทางไซเบอร์ก็เริ่มเข้ามามีบทบาทสำคัญในความขัดแย้งครั้งนี้ มีรายงานว่าแฮกเกอร์จากทั้งสองฝ่ายต่างพยายามเจาะระบบเว็บไซต์ของหน่วยงานราชการของประเทศฝ่ายตรงข้าม ประเทศไทยมีการนำโครงสร้างพื้นฐานป้องกันไซเบอร์ที่พัฒนาโดย NECTEC, DEPA Cyber Unit และหน่วยเทคโนโลยีสารสนเทศของกองทัพมาใช้ เพื่อป้องกันการโจมตีและตอบโต้ในเชิงรุก โดยใช้เทคนิคการเฝ้าระวังแบบเรียลไทม์และการประเมินความเสี่ยงของข้อมูลสำคัญ

มีการระดมคนในโซเชียลมีเดียเพื่อใช้เป็นช่องทางในการโจมตีทางจิตวิทยา และเผยแพร่ข่าวปลอมเพื่อสร้างความได้เปรียบในการทำสงครามข้อมูล ซึ่งปรากฏชัดเจนว่าความขัดแย้งในปัจจุบันไม่ได้ถูกจำกัดอยู่แค่สนามรบที่ใช้กำลังพลและอาวุธเท่านั้น แต่ได้ขยายไปสู่โลกออนไลน์อย่างเต็มรูปแบบ

ในสถานการณ์สงครามข้อมูล ข่าวลือ หรือข่าวปลอมมีผลต่อความคิดและทัศนคติของประชาชนอย่างรุนแรง เช่น มีข่าวลือเกี่ยวกับการใช้อาวุธเคมีของฝ่ายไทยโจมตีทางกัมพูชา ซึ่งไม่เป็นความจริง และไม่มีหลักฐานที่ชัดเจน แต่ข่าวปลอมนั้นได้ถูกแชร์และเชื่อถือในวงกว้างของกัมพูชา สะท้อนให้เห็นถึงพลังของการควบคุมสื่อและการใช้โซเชียลมีเดียเป็นเครื่องมือทางยุทธศาสตร์ที่ทรงพลังในยุคนี้

เหตุการณ์การปะทะกันระหว่างไทยกับกัมพูชาในครั้งนี้ ทำให้หลายประเทศในอาเซียนเริ่มกลับมาคิดใหม่ว่า หากเกิดสถานการณ์เช่นเดียวกันกับประเทศของตนจะพร้อมรับมือแค่ไหน หลายชาติเริ่มเห็นแล้วว่าการมีอาวุธทันสมัยและเทคโนโลยีการทหารที่มีประสิทธิภาพนั้นสำคัญมากในการรักษาความปลอดภัยของชาติ โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศที่มีอาวุธครบครันและเทคโนโลยีทันสมัยอย่างเวียดนาม อินโดนีเซีย หรือสิงคโปร์ ก็ยิ่งทำให้เกิดคำถามชัดเจนว่า ประเทศไทยของเราเองนั้นมีความพร้อมจริง ๆ เพียงพอแล้วหรือยัง

จากเหตุการณ์นี้คนจำนวนมากอาจจะเริ่มเปลี่ยนมุมมอง จากที่เคยสงสัยและตั้งคำถามถึงความจำเป็นในการใช้งบประมาณซื้ออาวุธและเทคโนโลยีการทหาร ว่ามันอาจจะเป็นเรื่องสิ้นเปลือง ตอนนี้กลายเป็นการยอมรับและเข้าใจมากขึ้น เพราะการลงทุนเหล่านี้เริ่มแสดงให้เห็นชัดเจน ว่าคือสิ่งที่ชี้วัดความมั่นคงและความปลอดภัยของประเทศ รวมไปถึงการพัฒนาความพร้อมในการรับมือกับสงครามไซเบอร์ ซึ่งอาจจะกลายเป็นสมรภูมิที่สำคัญที่สุดในอนาคต

แท็กที่เกี่ยวข้อง

สงครามไซเบอร์ โดรน