จากรายงานของกระทรวงการท่องเที่ยวฯ ณ วันที่ 11 สิงหาคม 2568 ระบุว่า ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม-10 สิงหาคม 2568 ประเทศไทยมีจำนวนนักท่องเที่ยวสะสม 20.19 ล้านคน สร้างรายได้รวม 9.37 แสนล้านบาท โดยนักท่องเที่ยวจีนยังคงเป็นตลาดที่มีจำนวนสูงสุด อันดับ 1 จำนวนรวม 2.83 ล้านคน
สมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (ATTA) ในฐานะหน่วยงานที่ดูแลตลาดนักท่องเที่ยวขาเข้า (อินบาวนด์) และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ในฐานะหน่วยงานด้านการส่งเสริมการตลาดของภาคการท่องเที่ยวของประเทศ ได้ร่วมกันขับเคลื่อนและกระตุ้นตลาดนักท่องเที่ยวจีนต่อเนื่อง
ล่าสุดได้ร่วมกันจัดโรดโชว์ใน 3 เมืองของจีน (ฉงชิ่ง หลานโจว หางโจว) ระหว่างวันที่ 27 กรกฎาคม-2 สิงหาคม 2568 โดยในงานดังกล่าว “ประชาชาติธุรกิจ” ได้ร่วมสัมภาษณ์ผู้ประกอบการทัวร์จีนถึงการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมนักท่องเที่ยว รวมถึงมุมมองของนักท่องเที่ยวต่อประเทศไทย และแนวโน้มการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวจีนเที่ยวไทย
ปัญหาความไม่ปลอดภัยจางหาย
“จาง ซือเถา” เจ้าของ “วั่นห่าว ทราเวล” เอเย่นต์ทัวร์รายใหญ่ของเมืองฉงชิ่ง ให้ข้อมูลว่า บริษัทของเธอเริ่มจากการทำตลาดมัลดีฟส์ ดังนั้นตลาดหลักโฟกัสคือการทำตลาดระดับกลาง-บน ทั้งในรูปแบบ B2B และ B2C ขายผ่านช่องทางทั้งออนไลน์ และหน้าร้าน สำหรับตลาดประเทศไทยนั้น ตลาดหลักที่มุ่งเน้นคือ กรุงเทพฯ พัทยา ภูเก็ต และเชียงใหม่
“ตอนนี้ลูกค้าไปภูเก็ตมีจำนวนมากขึ้น เพราะมีเที่ยวบินตรงจากฉงชิ่ง-ภูเก็ต สัปดาห์ละ 3 เที่ยวบิน ทำให้ภูเก็ตเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยม เพราะเมืองฉงชิ่งไม่มีทะเล ขณะที่เชียงใหม่มีจุดขายหลักคือ ความสโลว์ไลฟ์ ซึ่งเป็นจุดขายที่ดีเพราะคนจีนในฉงชิ่งและพื้นที่ใกล้เคียงใช้ชีวิตแบบเร่งรีบมาก”
พร้อมทั้งบอกด้วยว่า สำหรับประเด็นปัญหาเรื่อง “เมืองไทยไม่ปลอดภัย” นั้น “จาง” บอกว่า ขณะนี้บรรยากาศเริ่มดีขึ้น ทำให้รู้สึกเบาใจมากขึ้น และเชื่อว่านับตั้งแต่ไตรมาสสุดท้ายของปี 2568 นี้ ภาพการเดินทางของนักท่องเที่ยวจีนเที่ยวไทยเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
ไทยยืน 1 ปลายทางยอดนิยม
“หวัง เฉียง” รองกรรมการผู้จัดการ “เรียล ทัวร์ อินเตอร์เนชั่นแนล ทราเวล เซอร์วิส” บอกว่า เอเย่นต์ทัวร์รายใหญ่ในเมืองฉงชิ่งบอกว่า ปัจจุบันลูกค้ามีความรู้ในเชิงข้อมูลและเส้นทางการท่องเที่ยวมากขึ้น และรู้ว่าการท่องเที่ยวแบบไหนที่เหมาะสมกับตัวเอง ทำให้เกิดการท่องเที่ยวในพื้นที่ใหม่ ๆ เกิดขึ้น
สำหรับบริษัท เรียล ทัวร์ อินเตอร์เนชั่นแนลฯนั้น ตลาดหลักคือ สมุย โดยทำเที่ยวบินเช่าเหมาลำไปเกาะสมุย และไปลง จ.ตรัง นำนักท่องเที่ยวไปเกาะหลีเป๊ะ ซึ่งส่วนตัวมองว่าเป็นตลาด Blue Ocean
ขณะเดียวกันก็ยังมองหาเส้นทางใหม่ ๆ เพิ่มมากขั้น เพราะเชื่อว่าประเทศไทยยังเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยวจีน เนื่องจากเป็นเดสติเนชั่นที่ใกล้ ค่าใช้จ่ายไม่สูง และสินค้าและบริการด้านการท่องเที่ยวมีมาตรฐานที่สูง
ส่วนประเด็นที่ตัวเลขนักท่องเที่ยวจีนเดินทางมาเที่ยวไทยลดลงนั้น “หวัง เฉียง” บอกว่า ที่ผ่านมาไม่ใช่แค่ประเทศไทยที่ลดลง แต่ลดลงทุกตลาด
“เรามองว่าปัญหาเรื่องความไม่ปลอดภัยของประเทศไทยที่เกิดขึ้นในช่วงปีนี้เป็นเหตุการณ์ระยะสั้น และทำให้นักท่องเที่ยวเปลี่ยนไปเที่ยวเวียดนามแทน แต่ในระยะยาวยังไงก็เชื่อว่าปีหน้าตลาดจะกลับคืนสู่ภาวะปกติ”
เวียดนาม แค่ชั่วคราวไม่ใช่คู่แข่ง
“เป่ย หลี่” รองกรรมการผู้จัดการ “ฉงชิ่ง เฉียนโหย่ว อินเตอร์เนชั่นแนล ทราเวล เซอร์วิส” หนึ่งในบริษัททัวร์รายใหญ่ในเมืองฉงชิ่ง กล่าวว่า หลังวิกฤตโควิดนักท่องเที่ยวมีพฤติกรรมเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง มีข้อมูลมากขึ้น นิยมเดินทางเป็นกรุ๊ปเล็กลง เน้นแพ็กเกจที่เป็นเทเลเมด และเดินทางตามรอยอินฟลูเอนเซอร์
บริษัททัวร์ต้องปรับตัวและวางแผนการตลาดใหม่จากการทำตลาดแมส เป็นแบบ Tailor Made คือ การออกแบบเส้นทางท่องเที่ยวให้ลูกค้าเฉพาะกลุ่ม และปรับไปใช้ช่องทางประชาสัมพันธ์ทางออนไลน์มากขึ้น
“ตอนนี้ลูกค้าคนจีนที่เดินทางไปเที่ยวไทยของเรามีสัดส่วนประมาณ 20-30% เมื่อเทียบกับช่วงก่อนวิกฤตโควิด เพราะประเทศไทยมีปัญหาที่เป็นปัจจัยลบตั้งแต่ต้นปี ทั้ง ๆ ที่อัตราการขายเมื่อเดือนธันวาคม 2567 สามารถทำได้สูงมาก”
อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าประเทศไทยยังคงเป็นเดสติเนชั่นอันดับ 1 ของนักท่องเที่ยวจีนเช่นกัน สำหรับข่าวที่บอกว่านักท่องเที่ยวจีนนิยมเดินทางไปเวียดนามแทนนั้น ส่วนตัวมองว่าเป็นปรากฏการณ์ชั่วคราว เพราะส่วนใหญ่ที่ไปกลับมาไม่แฮปปี้ และไม่เกิดการเที่ยวซ้ำ
สอดรับกับ “เจิ้ง เหว่ย์” เจ้าของ “กานซู่ จุนเหอ เหวินหลี่” เอเย่นต์ทัวร์จีนจากเมืองหลานโจว ที่ยืนยันว่าประเทศไทยคือจุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยวจีน เพียงแต่สะดุดปัญหาเรื่องความไม่ปลอดภัยทำให้ตลาดต้องชะลอตัว
“เมื่อตลาดประเทศไทยมีปัญหา บริษัททัวร์จึงหันไปทำตลาดเวียดนามทดแทน เนื่องจากราคาถูก แต่ยืนยันว่าเวียดนามไม่ใช่คู่แข่งของไทยแน่นอน เพราะสินค้าและบริการยังมีมาตรฐานที่ต่ำ ดังนั้นเมื่อไหร่ที่ความกังวลเรื่องความปลอดภัยของไทยเริ่มดีขึ้น นักท่องเที่ยวจีนไปไทยแน่นอน”
ทั้งนี้ ประเมินว่าหากหลังจากนี้ประเทศไทยไม่มีเหตุการณ์อะไรรุนแรงเกิดขึ้นอีก ตลาดจีนเที่ยวไทยจะปรับตัวดีขึ้น และจะมาดีขึ้นเรื่อย ๆ
มั่นใจ Q4 นี้จีนกลับมาเที่ยวไทย
“หลี่ เหวินเซียน” เจ้าของ “เป่าหลี่ ทราเวล” เอเย่นต์ทัวร์รายใหญ่ในเมืองหางโจว และผู้ให้บริการเที่ยวบินเช่าเหมาลำ (ชาร์เตอร์ไฟลต์) รายใหญ่ บอกว่าบริษัททำทัวร์แบบเช่าเหมาลำรายใหญ่จากภาคตะวันออกของจีนมาประเทศไทย ที่ผ่านมาเรียกว่าขาดทุนเพราะนักท่องเที่ยวน้อย แต่ก็ยังไม่ยกเลิก เพราะยังมองไทยเป็นจุดหมายปลายทางหลักของนักท่องเที่ยวจีน
“ปัจจุบันมีชาร์เตอร์ไฟลต์จากเมืองหางโจว 5 เที่ยวบิน เป็นของเรา 2 เที่ยวบินเข้ากรุงเทพฯ ซึ่งขาดทุนอยู่แต่เราก็พยายามรักษาตารางการบินไว้”
และล่าสุดก็เป็นข่าวดีที่ได้รับข้อมูลว่ารัฐบาลไทยมีมาตรการสนับสนุนชาร์เตอร์ไฟลต์จากจีน จึงคาดว่าภาพรวมการเดินทางของนักท่องเที่ยวจีนมาไทยจะคึกคักขึ้นตั้งแต่ช่วงไตรมาส 4 ปีนี้แน่นอน
คาดปี’69 นทท.จีนพุ่ง 9 ล้านคน
“ธนพล ชีวรัตนพร” นายกสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (ATTA) หรือแอตต้า ระบุว่า หลังจากที่สมาคมแอตต้าได้ทำการสื่อสารนโยบายการสนับสนุนของรัฐบาลเรื่องการให้เงินสนับสนุนผ่านโครงการสนับสนุนชาร์เตอร์ไฟลต์ และ Group Incentive ให้กับบริษัทนำเที่ยว (เอเย่นต์ทัวร์) ในสาธารณรัฐประชาชนจีนไปตั้งแต่งาน “สวัสดี หนี่ห่าว” เมื่อเดือนพฤษภาคม และได้พาผู้ประกอบการท่องเที่ยวไทยไปโรดโชว์ใน 3 เมืองสำคัญของจีน (ฉงชิ่ง หลานโจว หางโจว) เมื่อช่วงปลายเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา พบว่าเอเย่นต์ทัวร์ในจีนให้ความสนใจอย่างมาก
โดยเที่ยวบินชาร์เตอร์ไฟลต์จากมณฑลต่าง ๆ ของจีนจะเริ่มทยอยเข้ามาแล้วในเดือนสิงหาคมนี้ และจะคึกคักและมีความชัดเจนมากยิ่งขึ้นตั้งแต่เดือนตุลาคมเป็นต้นไป จึงเชื่อว่าบรรยากาศการเดินทางของนักท่องเที่ยวจีนกลับมาคึกคักขึ้นได้
นอกจากนี้ในช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน 2569 บริษัทแอมเวย์จากประเทศจีนจะนำทีมงานประมาณ 13,000 คน เข้ามาจัดประชุม Amway 2026 ในประเทศไทย รวมถึงการเป็นเจ้าภาพจัดงานใหญ่ระดับโลกอย่างการประชุมสภาผู้ว่าการธนาคารโลก หรือ World Bank ในช่วงเดือนตุลาคม 2569
ทั้งนี้ มั่นใจว่าทั้ง 2 งานใหญ่นี้จะเป็นปัจจัยบวกที่ตอกย้ำเรื่องความปลอดภัย และความเชื่อมั่นในการท่องเที่ยวของประเทศไทยในสายตานักท่องเที่ยวทั่วโลกได้ดียิ่งขึ้นด้วย
เมื่อบวกกับมาตรการส่งเสริมและสนับสนุนการท่องเที่ยวของรัฐบาล เชื่อว่าจะทำให้ในปี 2569 ประเทศไทยมีนักท่องเที่ยวจีนได้ถึง 9 ล้านคน