Skip to content

110 ปี กรมราชทัณฑ์ จากยุคจารีต สู่ ยุคศิวิไลซ์

15 ก.ย. 2568 | 16:35น.
110 ปี กรมราชทัณฑ์ จากยุคจารีต สู่ ยุคศิวิไลซ์

ชำระประวัติศาสตร์ 110 ปี กรมราชทัณฑ์ จากยุคจารีต สู่ ยุคศิวิไลซ์ เรื่อง “คุก-ตะราง” ที่สัมพันธ์กับสังคมและระบอบการเมือง การปกครองของไทยอย่างแนบแน่น 

กรมราชทัณฑ์ร่วมกับสำนักพิมพ์มติชน จัดงาน “เสวนา 110 ปี กรมราชทัณฑ์ จากยุคจารีต สู่ ยุคศิวิไลซ์” พร้อมเปิดตัวหนังสือ “ชำระประวัติศาสตร์ราชทัณฑ์” และ “กรมราชทัณฑ์ใต้ร่มพระบารมี” โดยมี พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เป็นประธานเปิดงาน

พร้อมด้วย น.ส.ปานบัว บุนปาน ประธานกรรมการ บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน), นายสุริวงค์ เอื้อปฏิภาน รองประธานบริษัท มติชน จำกัด (มหาชน), นายสมหมาย ปาริจฉัตต์ รองประธานกรรมการ บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน), นายนฤตย์ เสกธีระ บรรณาธิการ กองบรรณาธิการมติชน, นายสหการณ์ เพ็ชรนรินทร์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์, นายชาญ วชิรเดช รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ พร้อมด้วยผู้บริหารกรมราชทัณฑ์ ผู้บริหารเครือมติชน และผู้บริหารกระทรวงยุติธรรม ร่วมงาน ณ พิพิธภัณฑ์ราชทัณฑ์

110 ปี กรมราชทัณฑ์

ภายในงานมี Special Talk ประวัติศาสตร์และการพัฒนาตลอด 110 ปีของกรมราชทัณฑ์ วิทยากรโดย สหการณ์ เพ็ชรนรินทร์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์, ศ. (พิเศษ) ธงทอง จันทรางศุ ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม, ผศ.ดร.ศรัญญู เทพสงเคราะห์ อาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และผู้เขียน “รัฐราชทัณฑ์ อำนาจลงทัณฑ์ในยุคสมัยใหม่”, กษิดิศ อนันทนาธร อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง

นอกจากนี้ ยังมีวาระพิเศษชมพิพิธภัณฑ์ยามค่ำคืน (Night Museum) ที่จัดแสดงวิวัฒนาการงานราชทัณฑ์ของไทย ผ่านการลงโทษตามกาลเวลาที่เปลี่ยนผ่าน จากยุคจารีตสู่ความศิวิไลซ์ นำชมพิพิธภัณฑ์ราชทัณฑ์โดย ดร.นัทธี จิตสว่าง และ ผศ.ดร.ศรัญญู เทพสงเคราะห์

ชำระประวัติศาสตร์ราชทัณฑ์

ผศ.ดร.ศรัญญูให้ข้อมูลว่า ในเชิงประวัติศาสตร์ราชทัณฑ์ เรื่องคุก-ตะราง สัมพันธ์กับสังคมและระบอบการเมือง การปกครองของไทยค่อนข้างแนบแน่น การลงทัณฑ์ผู้กระทำผิด ในด้านหนึ่งสัมพันธ์กับการใช้อำนาจของรัฐหรือผู้ปกครอง พัฒนาการของการลงทัณฑ์จึงสะท้อนให้เห็นภาพของรัฐ และการปฏิบัติต่อผู้ต้องขัง ซึ่งถือเป็นประชากรส่วนหนึ่ง ว่ารัฐไทยและผู้มีอำนาจมีวิธีคิดต่อผู้กระทำผิดอย่างไรบ้างในแต่ละช่วงเวลา

“ราชทัณฑ์” แปลตรงตัวว่า “การลงทัณฑ์ของพระราชา” สัมพันธ์กับวิธีคิดและระบบจักรวาลแบบไทยที่ได้รับมาจากอินเดียอีกต่อหนึ่ง และถูกส่งต่อภายใต้ระบบกฎหมาย ศีลธรรม และศาสนา ในยุคจารีตการลงโทษจะเกี่ยวข้องกับระบบความเชื่อที่สัมพันธ์กับการรักษาระบบกฎเกณฑ์ในสังคม การลงทัณฑ์จึงเป็นการลงโทษผู้ละเมิดธรรมะ โดยผู้ที่มีอำนาจลงโทษก็คือกษัตริย์ หรือผู้ปกครองในเชิงอุดมคติ

อย่างไรก็ตาม การลงทัณฑ์สมัยจารีตในทางปฏิบัติพบว่า พระมหากษัตริย์ไม่ได้มีอำนาจ แต่กลับตกไปอยู่ในอำนาจของ “มูลนาย” การลงทัณฑ์ยุคจารีตมีความแตกต่าง หลากหลาย และไม่มีมาตรฐาน ซึ่งก็จะสัมพันธ์กับระบบชนชั้นทางสังคมภายใต้โครงสร้างศักดินา

“ถ้าเป็นไพร่ลงทัณฑ์แบบหนึ่ง เป็นเจ้านายก็จะมีกระบวนการยุติธรรมอีกแบบหนึ่ง สะท้อนได้จากกฎหมายตราสามดวงที่มีการกำหนดโทษมากมาย และขึ้นอยู่กับกษัตริย์จะมีการพระราชทานโทษแบบไหน การลงทัณฑ์แบบจารีตจะเน้นเรื่องการทรมานร่างกายเป็นหลัก ในขณะที่โทษจำคุกหรือจำกัดพื้นที่จะใช้กับผู้ที่อยู่ระหว่างพิจารณาคดีเท่านั้น”

110 ปี กรมราชทัณฑ์

ผศ.ดร.ศรัญญูระบุอีกว่า การลงทัณฑ์แบบจารีตถูกเปลี่ยนแปลงเมื่อได้รับแนวคิดสมัยใหม่ ตามมาตรฐานกระบวนการยุติธรรมแบบตะวันตก นำไปสู่การปรับเปลี่ยนวิธีคิด วิธีลงทัณฑ์ และกระบวนการยุติธรรมโดยภาพรวมของไทยมากขึ้น

การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญจากยุคจารีตสู่สมัยใหม่เกิดในสมัยรัชกาลที่ 5 เมื่อมีการสร้างมาตรฐานกระบวนการยุติธรรมแบบใหม่ ด้วยการกำหนดให้โทษ “จำคุก” เป็นมาตรฐานการลงโทษทั่วไป แบบเดียวกับในตะวันตก และประเทศอาณานิคมในช่วงเวลาดังกล่าว

มีการรวบรวมการคุมขังที่กระจัดกระจายให้อยู่ภายใต้การควบคุมที่มีเอกภาพ พร้อมปรับมาตรฐานให้มีความศิวิไลซ์ มีอารยะมากขึ้น ลดการทารุณน้อยลง ในส่วนนี้ชนนั้นนำไทยได้รับอิทธิพลและแนวคิดมาจากดินแดนอาณานิคมเพื่อนบ้าน ไม่ว่าจะเป็นอินเดีย สิงคโปร์ ชวา และสร้างคุกให้มีมาตรฐาน จากนั้นในสมัยรัชกาลที่ 6 ก็มีการรวมหน่วยงานที่กระจัดกระจายระหว่างส่วนกลางกับภูมิภาคด้วยการตั้งกรมราชทัณฑ์

“พูดง่าย ๆ ว่าเรากำลังเชื่อมเข้าสู่บริบทโลก มีความพยายามปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงการราชทัณฑ์ไทยให้มีมาตรฐานเดียวกับสากลในช่วงเวลานั้น วิธีการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญคือ ดึงอำนาจเข้าสู่ศูนย์กลาง เพราะก่อนหน้านั้นการลงทัณฑ์ผู้ต้องขังกระจัดกระจายตามมูลนายและขุนนาง มีกรมกองต่าง ๆ มากมาย”

พระราชทานอภัยโทษ ความหวังของผู้ต้องขัง

ศ. (พิเศษ) ธงทอง กล่าวว่า พระมหากรุณาธิคุณของเจ้านายที่มีต่อกิจการราชทัณฑ์และผู้ต้องขังมีมากมายจนเล่าไม่หมด พระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ในการพระราชทานอภัยโทษเป็นเรื่องสำคัญที่มีภูมิหลังทางประวัติศาสตร์ และมีความหมายสำหรับนักโทษเป็นอย่างมาก นักโทษจะรู้สึกสิ้นหวัง ไม่สามารถมีโอกาสที่จะได้รับพระราชทานอภัยโทษ หากพูดถึงความแออัดของเรือนจำ การบริหารงานของเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์จะลำบากมาก

ฉะนั้น การได้รับพระราชทานอภัยโทษเป็นความหวังของผู้ต้องขังทั้งหลาย และเป็นการเกื้อกูลทำให้งานราชทัณฑ์เดินต่อไปได้ ซึ่งมีผู้วิเคราะห์แล้วว่า ผู้ต้องขังที่ต้องโทษจำคุกตลอดชีวิตมีโอกาสแหกจากที่ต้องขังเพราะไม่เหลืออะไรในชีวิตแล้ว ดังนั้น การพระราชทานอภัยโทษจึงเป็นเรื่องสำคัญ

การอภัยโทษบางครั้งก็เป็นการเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเช่นเดียวกัน เมื่อมีพระประมุขต่างประเทศมาเยือนประเทศไทย ในบางวาระโอกาส ก็เป็นการร้องขอจากประเทศเทศนั้น ๆ ให้มีการพระราชทานอภัยโทษเฉพาะราย สำหรับผู้ต้องขังต่างประเทศที่อยู่ในเรือนจำของไทย ซึ่งก็เป็นเรื่องที่กรมราชทัณฑ์ต้องปฏิบัติ

“วันนี้กรมราชทัณฑ์ ในชื่อ “Department of Corrections” มีภารกิจที่อยู่ในสังกัดกระทรวงยุติธรรม มีการรวม 3 กลุ่มมาทำงานด้วยกันคือ กลุ่มพัฒนาพฤตินิสัย ประกอบด้วย กรมราชทัณฑ์ กรมคุมประพฤติ และกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน เห็นใจกรมราชทัณฑ์บ้าง นักโทษ 3 แสนคน เจ้าหน้าที่ก็มีแค่นี้ เครื่องไม้เครื่องมือก็มีแค่นี้”

ศ. (พิเศษ) ธงทอง กล่าวทิ้งท้าย ฝากถึงการอ่านหนังสือประวัติศาสตร์ของกรมราชทัณฑ์ว่า การจะรู้ปัจจุบันและเดินต่อไปวันข้างหน้าได้ ต้นไม้ต้องมีราก ต้องรู้ว่าเรามาจากที่ไหน แต่ละเรื่องล้วนมีวิวัฒนาการ มีเหตุผลมาอย่างไร หรือในอนาคตก็อาจมีประเด็นใหม่ ๆ เกิดขึ้นอยู่เสมอ

หับเผย-ปิดเปิด

ผศ.ดร.ศรัญญู เทพสงเคราะห์ อาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และผู้เขียน “รัฐราชทัณฑ์ อำนาจลงทัณฑ์ในยุคสมัยใหม่” เผยว่า บริเวณกระทรวงยุติธรรม ใกล้กับศาลหลักเมือง จะมีถนนคั่นเล็ก ๆ ชื่อว่า “ถนนหน้าหับเผย” โดยคำว่า “หับเผย” มีความสัมพันธ์กับกรมราชทัณฑ์ในเรื่องคุกด้วย

เพราะแต่เดิมบริเวณกระทรวงยุติธรรม เป็นที่ตั้งของ “กองลหุโทษ” หับเผยจึงสัมพันธ์กับคำว่า ปิด-เปิด “หับ” แปลว่า “ปิด” และ “เผย” แปลว่า “เปิด” เนื่องจากประตูต้องเปิด-ปิด เป็นเวลา

110 ปี กรมราชทัณฑ์

หากดูในแผนที่เก่าของกรุงเทพฯ ในสมัยรัชกาลที่ 5 จะเห็นพื้นที่คุกเก่าบริเวณหน้าวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม (วัดโพธิ์) หรือที่เรียกว่าคุกตอนใน สำหรับคุมขังนักโทษ

ขณะที่บริเวณรอบนอกรายล้อมไปด้วยที่อยู่อาศัยของ “พะทำมะรง” หรือผู้คุมนักโทษ ซึ่งพื้นที่ส่วนนี้ก็จะมีการเปิด-ปิด เป็นเวลาเช่นเดียวกัน

ปัจจุบันกรมราชทัณฑ์ก็ได้นำชื่อดังกล่าวมาใช้ตั้งเป็นชื่อร้านค้าและคาเฟ่ เพื่อเป็นการรำลึกถึงประวัติศาสตร์ความเป็นมาด้วย

110 ปี กรมราชทัณฑ์ 110 ปี กรมราชทัณฑ์ 110 ปี กรมราชทัณฑ์