ชวนสำรวจสถิติความยากจนของประเทศไทย ย้อนหลัง 10 ปีที่ผ่านมา เปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง ?
“ความยากจน” หนึ่งในโจทย์ใหญ่ของหลาย ๆ รัฐบาลไทยต้องการแก้ไข แต่ขณะเดียวกัน ในแต่ละปี ประเทศไทยต่างเจอปัญหาทางเศรษฐกิจที่หลากหลาย และส่งผลต่อเนื่องถึงเรื่องความยากจนด้วยเช่นกัน ดังจะเห็นได้จากข้อมูลปี 2567 จากสภาพัฒน์ ที่ระบุว่าจำนวนคนจนเพิ่มขึ้นเป็น 3.43 ล้านคน หรือคิดเป็น 4.89% ของประชากรทั้งประเทศ เพิ่มขึ้นจากปี 2566 ที่มีสัดส่วนอยู่ที่ 3.41%
คำถามที่น่าสนใจต่อไปคือ หากย้อนกลับไป 10 ปีที่ผ่านมา สถิติเกี่ยวกับ “ความยากจน” ในประเทศไทย มีการเปลี่ยนแปลงไปขนาดไหน
“ประชาชาติธุรกิจ” ชวนสำรวจสถิติและข้อมูลเกี่ยวกับความยากจนของประเทศไทย ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา
สถิติคนจนปี 2567 เป็นอย่างไร ?
สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ เปิดเผยรายงานสถานการณ์ความยากจนและความเหลื่อมล้ำปี 2567 ว่าสถานการณ์ความยากจนของไทยมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ดี ในปี 2567 พบว่าจำนวนคนจนเพิ่มขึ้นเป็น 3.43 ล้านคน หรือคิดเป็น 4.89% ของประชากรทั้งประเทศ เพิ่มขึ้นจากปี 2566 ที่มีสัดส่วนอยู่ที่ 3.41% และเส้นความยากจนปรับตัวสูงขึ้นมาอยู่ที่ 3,078 บาทต่อคนต่อเดือน
โดยสถานการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงลักษณะพลวัตของความยากจนที่ประชาชนสามารถเปลี่ยนสถานะระหว่าง “จน” และ “ไม่จน” ได้ตามปัจจัยเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจ สังคม หรือผลกระทบจากภัยธรรมชาติ แม้ว่าการเพิ่มขึ้นของคนจนในปีนี้อาจเป็นเพียงภาวะชั่วคราว แต่ถือเป็นสัญญาณที่ควรเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด
ด้านแรงงานในภาคเกษตรมีจำนวนคนจนเพิ่มขึ้นมากที่สุด คิดเป็น 45.49% ของคนจนทั้งหมด สะท้อนความเปราะบางเชิงโครงสร้างของภาคเกษตรที่ต้องพึ่งพารายได้จากการผลิต ซึ่งมีความผันผวนสูงตามสภาพอากาศและราคาสินค้าเกษตรที่ไม่แน่นอน ส่งผลให้ครัวเรือนเกษตรจำนวนมากยังคงตกอยู่ในภาวะยากจนเมื่อเศรษฐกิจภาคเกษตรชะลอตัว
สถานการณ์ดังกล่าวยังเห็นได้ชัดในกลุ่มคนเปราะบางต่อความยากจน ซึ่งมีจำนวนคนจนเพิ่มสูงขึ้นในทุกระดับความรุนแรง โดยกลุ่ม “คนจนมาก” เพิ่มขึ้นเป็น 8.79 แสนคน และกลุ่ม “คนจนน้อย” เพิ่มขึ้นเป็น 2.55 ล้านคน
นอกจากนี้ ประชากรนอกเขตเทศบาลเผชิญกับภาวะยากจนสูงกว่าประชากรในเขตเทศบาลอย่างชัดเจน และภาคใต้มีสัดส่วนคนจนสูงที่สุดของประเทศ โดยเฉพาะในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ที่ประสบปัญหาความยากจนเรื้อรังอย่างต่อเนื่อง
สำหรับครัวเรือนที่อยู่ในภาวะยากจนต้องแบกรับภาระในการดูแลสมาชิกในครัวเรือนสูงกว่าครัวเรือนที่ไม่ยากจน โดยในปี 2567 อัตราการพึ่งพิงของครัวเรือนยากจนอยู่ที่ 103.69% ขณะที่ครัวเรือนไม่ยากจนมีอัตราพึ่งพิง 60.06% ภาระดังกล่าวส่งผลกระทบต่อศักยภาพของกำลังแรงงานในครัวเรือนยากจน เนื่องจากสมาชิกในวัยแรงงานต้องแบ่งเวลาในการทำงานเพื่อดูแลเด็กและผู้สูงอายุ ทำให้โอกาสสร้างรายได้ลดลง
ด้านการศึกษา คนที่ไม่ได้เรียนหนังสือยากจนสูงสุด 14.21% ขณะที่ผู้จบมัธยมปลายขึ้นไปมีคนจนต่ำกว่า 3% สะท้อนบทบาทสำคัญของการศึกษาในการลดความยากจน
ด้านสวัสดิการ สัดส่วนคนจนที่เข้าถึงสิทธิรักษาพยาบาลอยู่ที่ 97.49% โดยบัตรทองครอบคลุมมากที่สุด 89% ผู้สูงอายุยากจนได้รับเบี้ยยังชีพเพิ่มขึ้นเป็น 97.01% และคนพิการยากจนได้รับเบี้ยความพิการเพิ่มเป็น 87.45%
ขณะที่สถานการณ์ความเหลื่อมล้ำของไทยยังคงอยู่ในระดับทรงตัว โดยค่าสัมประสิทธิ์ความไม่เสมอภาคด้านรายจ่ายลดลงเพียงเล็กน้อยจาก 0.335 ในปี 2566 มาอยู่ที่ 0.333 ในปี 2567 โดยประชากรกลุ่มที่มีรายจ่ายต่ำสุด 20% ใช้จ่ายเงินประมาณครึ่งหนึ่งของรายจ่ายทั้งหมดไปกับอาหารและเครื่องดื่ม
ในขณะที่กลุ่มที่มีรายจ่ายสูงสุด 10% มีแนวโน้มใช้จ่ายเงินไปกับสินค้าและบริการอื่นที่ไม่ใช่ปัจจัยพื้นฐาน เช่น การครอบครองยานพาหนะ เทคโนโลยีการสื่อสาร การท่องเที่ยว และบริการสุขภาพเอกชนที่สะดวกรวดเร็ว และการศึกษาขั้นสูง ความแตกต่างของรูปแบบการใช้จ่ายระหว่างกลุ่มประชากร สะท้อนให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงคุณภาพชีวิตที่ดี


ย้อนเรื่องน่าสนใจ “ความยากจน” 10 ปีที่ผ่านมา
หากย้อนกลับไป 10 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ปี 2557-2567 พบว่ามีข้อมูลน่าสนใจ ดังนี้
ตัวชี้วัดความยากจน โดยข้อมูลจากการสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือน สำนักงานสถิติแห่งชาติ, ประมวลผลโดย กองพัฒนาข้อมูลและตัวชี้วัดสังคม สศช.ระบุชัดเจนว่า ช่วงปี 2557 มีจำนวนคนจนสูงถึงกว่า 7.11 ล้านคน ก่อนที่จะจำนวนค่อย ๆ ลดลงในปีต่อ ๆ มา และมีจำนวนคนจนน้อยที่สุดในปี 2566 ซึ่งอยู่ที่เพียง 2.39 ล้านคน
ขณะที่มิติของเส้นความยากจน มีแนวโน้มปรับสูงขึ้น ตั้งแต่ปี 2559
เมื่อเจาะลึกจำนวนคนจนในแต่ละภาค จะพบว่าภาคอีสานมีจำนวนคนจนใหญ่ที่สุด รองลงมา คือ ภาคเหนือและภาคใต้ โดยภาคเหนือมีสถิติมากกว่าภาคใต้ ช่วงปี 2557-2560 ก่อนที่ภาคใต้จะมีจำนวนสูงกว่าภาคเหนือ ตั้งแต่ปี 2561 เป็นต้นมา
ในมิติเส้นความยากจน พบว่าภาคเหนือและภาคอีสาน มีเส้นความยากจนที่ต่ำจากค่าเฉลี่ยระดับประเทศ โดยในปี 2567 ทั้งสองภาคมีเส้นความยากจนอยู่ที่ราว 2,700 บาท ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยทั่วประเทศซึ่งอยู่ที่ 3,077 บาท
ทั้งนี้ เส้นความยากจน (Poverty line) เป็นเครื่องมือสำหรับใช้วัดภาวะความยากจน โดยคำนวณจากต้นทุนหรือมูลค่าในการได้มาซึ่งอาหาร (Food) และสินค้าบริการในหมวดที่ไม่ใช่อาหาร (Nonfood) ที่เป็นสิ่งจำเป็นพื้นฐานในการดำรงชีวิตขั้นต่ำของปัจเจกบุคคลเพื่อให้สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ในสังคม
และเมื่อเจาะลึกลงไปในกลุ่มอาชีพผู้มีงานทำแต่ยากจน พบว่าก้อนใหญ่ที่สุด คือกลุ่มอาชีพด้านเกษตรกรรม รองลงมาคือภาคก่อสร้าง และภาคการบริการ
อีกหนึ่งข้อมูลน่าสนใจ คือจำนวนผู้ได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ นับตั้งแต่เริ่มมาตรการในปี 2561 จนถึงปี 2567 พบว่า สัดส่วนผู้ได้รับบัตรต่อผู้ได้รับบัตรทั้งหมด มีคนจนได้รับสิทธิเพียงแค่หลัก 10% เท่านั้น