เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

เปิดเกณฑ์โทษทางแพ่ง ก.ล.ต. และหลักบรรษัทภิบาล หลังปมร้อน CEO สาหร่ายดัง

29 ต.ค. 2568 | 08:00น.

กรณี “ผู้บริหารแบรนด์สาหร่ายดัง” ถูก ก.ล.ต.ใช้มาตรการลงโทษทางแพ่ง จุดกระแสถกเรื่องธรรมาภิบาลในตลาดทุนอีกระลอก สะท้อนว่าการมีชื่อเสียงในตลาดไม่ได้หมายถึงการมีระบบกำกับดูแลกิจการที่แข็งแรงเสมอไป เพราะในยุคที่ความเชื่อมั่นคือทุนทางเศรษฐกิจ การขาดความโปร่งใสอาจหมายถึง “วิกฤตศรัทธา” ที่ตีมูลค่าหายไปในพริบตา

เมื่อชื่อเสียงไม่อาจคุ้มกันความผิดพลาด

“สาหร่ายยี่ห้อดัง” ที่เคยเป็นสัญลักษณ์ของผู้ประกอบการรุ่นใหม่ กลับกลายเป็นบทเรียนร้อนแรงในแวดวงตลาดทุน หลังสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ใช้มาตรการ “ลงโทษทางแพ่ง” กับผู้บริหารระดับสูงและผู้เกี่ยวข้อง เนื่องจากมีพฤติการณ์ใช้ข้อมูลภายในซื้อขายหุ้น (insider trading)

เหตุการณ์นี้กลายเป็นแรงสั่นสะเทือนทั้งในมิติของกฎหมายและ “ความเชื่อมั่น” เพราะไม่เพียงแต่กระทบภาพลักษณ์ของบริษัทที่เติบโตจากศูนย์จนกลายเป็นแบรนด์ระดับชาติเท่านั้น แต่ยังทำให้สังคมธุรกิจต้องตั้งคำถามถึง “ระบบบรรษัทภิบาล” ที่แท้จริงขององค์กรจดทะเบียนไทย ว่ามีความเข้มแข็งพอจะป้องกันความเสี่ยงเชิงจริยธรรมได้หรือไม่

ก.ล.ต.เข้มกติกาใช้มาตรการ “ลงโทษทางแพ่ง” เป็นเครื่องมือหลัก

ความหมายและวัตถุประสงค์ของมาตรการทางแพ่ง

มาตรการลงโทษทางแพ่ง เป็นเครื่องมือที่ ก.ล.ต.ใช้ควบคู่กับการดำเนินคดีอาญา เพื่อบังคับใช้กฎหมายตลาดทุนอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ เป้าหมายไม่ใช่เพียง “ลงโทษ” แต่เพื่อ “เรียกคืนผลประโยชน์ที่ได้มาโดยมิชอบ” และ “ป้องกันไม่ให้บุคคลที่ฝ่าฝืนกลับมามีบทบาทในตลาดทุนอีก”

มาตรการนี้ถูกนำมาใช้ในกรณีที่มีหลักฐานเพียงพอ แต่กระบวนการอาญาอาจยืดเยื้อหรือซับซ้อน เช่น คดีใช้ข้อมูลภายใน, การปล่อยข่าวอันเป็นเท็จ, หรือการปั่นหุ้น โดย ก.ล.ต.สามารถเสนอเรื่องให้ “คณะกรรมการพิจารณามาตรการลงโทษทางแพ่ง” (ค.ม.พ.) พิจารณาอนุมัติได้

โครงสร้างผู้มีอำนาจพิจารณา

โดยคณะกรรมการพิจารณามาตรการลงโทษทางแพ่ง (ค.ม.พ.) ซึ่งมีองค์คณะ 5 ท่าน ได้แก่​

  1. อัยการสูงสุด
  2. ปลัดกระทรวงการคลัง
  3. อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ
  4. ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย และ
  5. เลขาธิการ ก.ล.ต.

รูปแบบของบทลงโทษทางแพ่ง

มาตรการหลักที่ ก.ล.ต.ใช้ ได้แก่

  1. ชำระเงินค่าปรับทางแพ่ง
  2. คืนผลประโยชน์ที่ได้มาโดยมิชอบ
  3. ห้ามซื้อขายหลักทรัพย์ ภายในระยะเวลาที่กำหนด
  4. ห้ามดำรงตำแหน่งกรรมการหรือผู้บริหาร ของบริษัทจดทะเบียน
  5. ชดใช้ค่าใช้จ่ายในการตรวจสอบให้ ก.ล.ต.

นอกจากนี้ ก.ล.ต.ยังสามารถขอให้ศาลแพ่งมีคำสั่งเพิ่มเติมได้ หากผู้ถูกกล่าวหาไม่ยินยอม

ผลลัพธ์จากการบังคับใช้จริง

ทั้งนี้ ตั้งแต่เริ่มใช้มาตรการลงโทษทางแพ่งในปี 2560 ถึงปัจจุบัน ก.ล.ต.ใช้มาตรการดังกล่าวรวมกว่า 80 คดี ผู้กระทำผิดเกินกว่า 300 ราย มีค่าปรับรวม 2.1 พันล้านบาท และเงินชดใช้ผลประโยชน์ที่ได้รับ 450.65 ล้านบาท ซึ่งทั้งหมดเป็นรายได้แผ่นดินที่ส่งกระทรวงการคลังแล้ว

หลายกรณีเป็นข่าวดัง เช่น การปั่นหุ้น, การเผยแพร่ข้อมูลเท็จในรายงานของบริษัทจดทะเบียน และกรณีล่าสุด “แบรนด์สาหร่ายชื่อดัง” ที่สร้างแรงสั่นสะเทือนระดับประเทศ

“ผู้บริหารแบรนด์สาหร่ายดัง” : จุดเปลี่ยนของวัฒนธรรมธรรมาภิบาล

เหตุการณ์และผลกระทบ

กรณีผู้บริหาร “แบรนด์สาหร่ายดัง” ถูก ก.ล.ต.ลงโทษทางแพ่ง ด้วยเหตุใช้ข้อมูลภายในในการซื้อขายหุ้นของบริษัท ก่อนการประกาศข้อมูลสำคัญต่อสาธารณะ ก.ล.ต.มีคำสั่งให้บุคคลเกี่ยวข้องหลายรายชำระเงินรวมหลายสิบล้านบาท พร้อมทั้ง ห้ามดำรงตำแหน่งกรรมการหรือผู้บริหาร ชั่วคราว

ผลกระทบที่ตามมาเกิดขึ้นทันที-หุ้นของบริษัทปรับตัวลงอย่างรวดเร็ว นักลงทุนสถาบันหลายราย “ชะลอการลงทุน” เพื่อรอดูท่าที ขณะที่ภาพลักษณ์แบรนด์ที่เคยถูกมองว่า “เป็นแรงบันดาลใจของคนรุ่นใหม่” กลับต้องเผชิญแรงกดดันจากสังคมอย่างหนัก

บทเรียนจาก “ความสำเร็จที่เปราะบาง”

กรณีนี้อาจสะท้อนว่า ชื่อเสียงและความสำเร็จทางธุรกิจ ไม่สามารถชดเชยการละเลยบรรษัทภิบาลได้
แม้บริษัทจะมีสินค้าขายดี มีเครือข่ายกระจายทั่วโลก แต่หากระบบภายในไม่แข็งแรงพอที่จะควบคุมพฤติกรรมผู้บริหารหรือป้องกันการใช้ข้อมูลภายใน ผลกระทบต่อความเชื่อมั่นจะรุนแรงยิ่งกว่าผลขาดทุนทางการเงิน

อีกทั้งยังสะท้อนถึง “ช่องว่างระหว่างกฎหมายกับวัฒนธรรมองค์กร” เพราะแม้กฎหมายจะระบุชัดว่าการใช้ข้อมูลภายในถือเป็นความผิด แต่ในหลายบริษัท การควบคุมข้อมูลสำคัญยังไม่ถูกจัดการในระดับที่ปลอดภัยพอ

“บรรษัทภิบาล” เกราะคุ้มกันธุรกิจยุคใหม่

ความหมายและหลักการสำคัญ

บรรษัทภิบาล (Corporate Governance : CG) หมายถึง ระบบการบริหารจัดการที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และคำนึงถึงผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่าย เพื่อให้การดำเนินธุรกิจเกิดประโยชน์สูงสุดต่อองค์กรและสังคม

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) กำหนดหลัก CG ไว้ 5 ประการ ได้แก่

  1. ความซื่อสัตย์ (Integrity) คือ การบริหารจัดการด้วยความซื่อสัตย์สุจริตน่าเชื่อถือ และยึดมั่นในความถูกต้อง
  2. ความยุติธรรม (Fairness) คือ การปฏิบัติต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียขององค์กรอย่างเป็นธรรม
  3. ความโปร่งใส (Transparency) คือ การดำเนินงานที่มีการเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใสแก่ผู้ที่เกี่ยวข้องและสามารถตรวจสอบได้
  4. ความรับผิดชอบ (Responsibility) คือ การปฏิบัติตามบทบาทหน้าที่ที่อยู่ในความรับผิดชอบของตนด้วยสติปัญญาและความสามารถอย่างเต็มกำลัง มุ่งมั่นให้งานสำเร็จและพัฒนางานให้ดีขึ้น
  5. ภาระรับผิดชอบ (Accountability) คือ ความรับผิดและรับชอบในผลของการกระทำที่เกิดขึ้น อันเนื่องจากการกระทำ การสั่งการ การมอบหมาย และการตัดสินใจ ตามบทบาทหน้าที่ของตนเอง โดยสามารถชี้แจงและอธิบายการตัดสินใจนั้นได้

หลักการเหล่านี้ไม่ใช่เพียงแนวทางเชิงจริยธรรม แต่เป็น “มาตรฐานการลงทุน” ที่นักลงทุนสถาบันทั้งในและต่างประเทศใช้ประเมินบริษัท

ความเชื่อมโยงระหว่าง CG กับมาตรการทางแพ่ง

การที่ ก.ล.ต.ต้องใช้มาตรการทางแพ่งบ่อยขึ้นในช่วงหลัง แสดงให้เห็นว่าหลายองค์กรยังมี “ช่องโหว่ของบรรษัทภิบาล” โดยเฉพาะในประเด็นต่อไปนี้

  • การควบคุมข้อมูลภายใน (Insider Information)
  • การเปิดเผยข้อมูลต่อผู้ถือหุ้นอย่างไม่ครบถ้วน
  • การขัดกันของผลประโยชน์ระหว่างกรรมการและบริษัท (Conflict of Interest)
  • ความไม่เป็นอิสระของกรรมการตรวจสอบ

กรณีแบรนด์สาหร่ายดังจึงเป็น “Wake-up Call” ให้ตลาดทุนไทยกลับมาทบทวนว่า Corporate Governance ไม่ใช่เพียงรายงานที่ต้องแนบในแบบ 56-1 หรือรายงานประจำปีเท่านั้น แต่คือวัฒนธรรมองค์กรที่ต้องปลูกฝังในทุกระดับ

ผลสะเทือนเชิงโครงสร้าง : เมื่อความเชื่อมั่นคือ “ทุนที่มองไม่เห็น”

ในยุคที่ตลาดทุนแข่งขันกันด้วย “ความน่าเชื่อถือ” มากกว่า “ผลกำไรระยะสั้น” การขาดธรรมาภิบาลอาจสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจมหาศาลโดยไม่รู้ตัว

สำหรับบริษัท : ราคาหุ้นอาจดิ่งทันทีจากแรงขายของนักลงทุนรายใหญ่ ขณะที่พาร์ตเนอร์และคู่ค้าต่างชาติอาจระงับความร่วมมือ

สำหรับนักลงทุน : การขาดความโปร่งใสทำให้ความเชื่อมั่นในตลาดโดยรวมลดลง ส่งผลต่อสภาพคล่องและการระดมทุนในอนาคต

สำหรับประเทศ : หากเหตุการณ์ลักษณะนี้เกิดถี่ขึ้น จะกระทบต่อภาพลักษณ์ “ธรรมาภิบาลตลาดทุนไทย” และอันดับความน่าเชื่อถือด้านการลงทุน (CG Rating) ในสายตาต่างชาติ

 “บทเรียนผู้บริหารแบรนด์สาหร่ายดัง” กับการปลุกตลาดทุนไทยให้โปร่งใส

กรณีผู้บริหารแบรนด์สาหร่ายดัง เป็นมากกว่าข่าวผู้บริหารทำผิดกฎหมาย-แต่มันคือ “กระจกสะท้อนจุดอ่อน” ของระบบบรรษัทภิบาลไทยในหลายระดับ

จากนี้ไป ก.ล.ต.คงเดินหน้าปรับใช้มาตรการลงโทษทางแพ่งอย่างจริงจังมากขึ้น ขณะที่ภาคธุรกิจต้องปรับตัวเพื่อให้ความโปร่งใสกลายเป็น “ดีเอ็นเอขององค์กร” ไม่ใช่เพียงแค่เอกสารประกอบการประชุมผู้ถือหุ้น

ในโลกที่ “ข้อมูลคืออำนาจ” การใช้ข้อมูลอย่างไม่เป็นธรรมย่อมมีราคาที่ต้องจ่าย และราคานั้นไม่ใช่แค่ค่าปรับทางแพ่ง แต่คือ “ความเชื่อมั่น” ที่สูญหายไปจากใจผู้บริโภคและนักลงทุน