เปิดลิสต์ขนส่งสาธารณะ ที่ใช้สิทธิคนละครึ่งพลัสได้ พร้อมเช็กวิธีใช้จ่าย-ข้อจำกัด
ขนส่งสาธารณะ ที่ใช้สิทธิ์คนละครึ่งพลัสได้
“คนละครึ่งพลัส” ทะลวงค่าโดยสาร ! คมนาคมเปิดลิสต์ “รถ-ราง-เรือ” ใช้สิทธิได้ทั่วไทย วันแรกคึกคัก ดีเดย์ 29 ต.ค.-31 ธ.ค. 68 ชี้ช่องใช้ “เป๋าตัง” สแกนจ่ายตั๋วเที่ยวเดียว !
“คนละครึ่งพลัส” สร้างดีมานด์เดินทาง รัฐบาลอัดฉีดลดค่าครองชีพ
มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบใหม่ของรัฐบาลภายใต้โครงการ “คนละครึ่ง พลัส” ได้ก้าวเข้าสู่มิติใหม่ของการช่วยเหลือประชาชน ด้วยการขยายขอบเขตการใช้สิทธิให้ครอบคลุมระบบขนส่งสาธารณะอย่างเป็นทางการ ตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม 2568 ถึง 31 ธันวาคม 2568 โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางประจำวันของประชาชน และกระตุ้นการหมุนเวียนของเม็ดเงินในระบบเศรษฐกิจฐานรากในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี
การตัดสินใจขยายสิทธิมาสู่ภาคการขนส่งสาธารณะครั้งนี้ ถือเป็นการตอบโจทย์ค่าครองชีพที่สูงขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งค่าเดินทาง ซึ่งเป็นหนึ่งในค่าใช้จ่ายหลักของครัวเรือน โดยกระทรวงคมนาคมได้เดินหน้าเชื่อมต่อระบบอย่างเต็มที่ เพื่อให้ผู้ได้รับสิทธิสามารถใช้จ่ายผ่านแอปพลิเคชั่น “เป๋าตัง” (G-Wallet) ได้อย่างสะดวกสบาย
เปิดลิสต์ขนส่งสาธารณะที่ร่วมโครงการ ครอบคลุมทั้งบก-น้ำ-ราง
โดยระบบขนส่งสาธารณะหลักที่เข้าร่วมโครงการอย่างครอบคลุมโหมดการเดินทาง ดังนี้ :
ระบบรถไฟฟ้าในเมือง (ราง)
- รถไฟฟ้ามหานคร (MRT) : สายสีน้ำเงิน, สายสีม่วง, สายสีเหลือง, สายสีชมพู
- รถไฟฟ้าอื่น ๆ : สายสีเขียว (รวมส่วนต่อขยาย), สายสีแดง, แอร์พอร์ต เรล ลิงก์ (Airport Rail Link) และสายสีทอง
ระบบรถโดยสารประจำทาง (บก)
- รถโดยสารองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) : ครอบคลุมทุกเส้นทาง
- รถโดยสารบริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) : ครอบคลุมทุกเส้นทางทั่วประเทศ
- บริษัทรถโดยสารเอกชน : มีการเข้าร่วมอย่างต่อเนื่อง โดย ณ วันที่ 27 ต.ค. 68 มีบริษัทสำคัญเข้าร่วมแล้ว เช่น บริษัท นครชัยแอร์ จำกัด, บริษัท ปิยะรุ่งเรืองทัวร์ จำกัด, บริษัท ศรีสุเทพขนส่ง จำกัด, บริษัท ระยองทัวร์ จำกัด, บริษัท เน็กซ์ เอ็กซ์เพรส จำกัด และบริษัท แสวงบริการ จำกัด
ระบบขนส่งทางน้ำ (เรือ)
- เรือด่วนเจ้าพระยา
- เรือไฟฟ้าในเขตกรุงเทพมหานคร
เงื่อนไขสำคัญที่ต้องรู้ ! จำกัดใช้จ่ายต่อวัน-ห้ามเติมเงิน
แม้โครงการจะเปิดกว้าง แต่ผู้ใช้สิทธิต้องทำความเข้าใจเงื่อนไขสำคัญที่ถูกกำหนดไว้ เพื่อให้การใช้จ่ายเป็นไปอย่างถูกต้องและราบรื่นตามวัตถุประสงค์ของโครงการ โดยมีรายละเอียดดังนี้ :
- ใช้ได้เฉพาะ “บัตรโดยสารเที่ยวเดียว” (Single Journey Card) เท่านั้น :
- เป็นข้อจำกัดที่สำคัญที่สุด ไม่สามารถใช้สิทธิในการเติมเงิน/เติมเที่ยวเดินทาง ในบัตรประเภทต่าง ๆ เช่น บัตรแรบบิท (Rabbit Card) หรือบัตรโดยสารแบบเหมาจ่ายได้ในขณะนี้
- ชำระผ่านแอปพลิเคชั่น “เป๋าตัง” :
- ผู้ใช้สิทธิต้องทำการชำระค่าโดยสารผ่านแอป “เป๋าตัง” (G-Wallet) โดยการสแกน QR Code ร้านค้า (ถุงเงิน) ที่จุดจำหน่ายบัตรโดยสารหรือเคาน์เตอร์ของหน่วยงานขนส่งที่เข้าร่วมโครงการ
- จำกัดการใช้สิทธิสูงสุด 200 บาท/คน/วัน :
- ผู้ได้รับสิทธิจะสามารถใช้สิทธิชำระค่าโดยสารได้ไม่เกิน 200 บาทต่อคนต่อวัน โดยรัฐบาลช่วยจ่าย 50% และผู้ได้รับสิทธิจ่ายเองอีก 50%
- ช่วงเวลาการใช้สิทธิ์ :
- สามารถใช้สิทธิได้ตั้งแต่เวลา 06.00-23.00 น. เท่านั้น
ขั้นตอนการใช้จ่าย : ง่าย สะดวก ผ่าน “เป๋าตัง”
กระบวนการใช้สิทธิถูกออกแบบให้มีความง่ายและคล้ายคลึงกับการใช้จ่ายซื้อสินค้าทั่วไป เพื่อความรวดเร็วในการบริการประชาชน โดยมีขั้นตอนหลักดังนี้ :
สำหรับรถไฟฟ้า (BTS, MRT, ARL)
- เข้าแอปพลิเคชั่น “เป๋าตัง” เลือกเมนู “คนละครึ่งพลัส”
- กดปุ่ม “สแกน QR เพื่อใช้สิทธิ”
- สแกน QR Code ที่เคาน์เตอร์จำหน่ายตั๋วที่เจ้าหน้าที่สถานี
- ตรวจสอบยอดเงินและกดยืนยันการชำระเงิน พร้อมใส่รหัส PIN 6 หลัก
- รับตั๋วโดยสารเที่ยวเดียวจากเจ้าหน้าที่ เพื่อใช้เดินทาง
สำหรับรถเมล์ (ขสมก.)
- เข้าแอปพลิเคชั่น “เป๋าตัง” และเลือก “คนละครึ่งพลัส”
- กดปุ่ม “สแกน QR เพื่อใช้สิทธิ”
- สแกน QR Code บนเครื่องรับชำระเงินของรถโดยสาร หรือที่พนักงาน
- กดยืนยันการชำระเงินและใส่รหัส PIN 6 หลัก
สำหรับรถ บขส. และรถโดยสารเอกชน
- ต้องยื่นบัตรแสดงตนในการซื้อตั๋วโดยสาร และต้องเป็นผู้เดินทางเองเท่านั้น
- ใช้ขั้นตอนการสแกน QR Code ที่ช่องจำหน่ายตั๋วทุกสถานีของ บขส. หรือจุดจำหน่ายตั๋วของบริษัทรถเอกชนที่เข้าร่วมโครงการ
ลดภาระค่าเดินทาง เม็ดเงินไหลเข้าผู้ประกอบการขนส่ง
ความร่วมมือของกระทรวงคมนาคมและกระทรวงการคลังในการนำ “คนละครึ่งพลัส” มาสู่ภาคขนส่งสาธารณะ เป็นแนวทางในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก โดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบการขนส่งสาธารณะ ทั้งภาครัฐและเอกชน ซึ่งจะได้รับประโยชน์โดยตรงจากปริมาณผู้โดยสารที่เพิ่มขึ้นและเม็ดเงินที่ไหลเข้าสู่ระบบอย่างเป็นรูปธรรม
ในขณะที่รัฐบาลยืนยันว่าข้อมูลยอดขายของผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการจะไม่ถูกส่งต่อให้กรมสรรพากร เพื่อสร้างความมั่นใจในการเข้าร่วมโครงการ การขยายมาตรการครั้งนี้จึงไม่เพียงแต่ช่วยลดภาระค่าครองชีพ แต่ยังเป็นการกระตุ้นให้เกิดการเดินทางท่องเที่ยว และการใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องในช่วงปลายปี ซึ่งจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญต่อเศรษฐกิจไทยในไตรมาสสุดท้ายของปี 2568