ผู้ประกันตนเตรียมจ่ายสมทบใหม่ 875 บาท/เดือน ม.ค.นี้ สปส.ยันสิทธิประโยชน์เพิ่มทุกด้าน
ประกันสังคม
หลัง ครม.ไฟเขียวปรับเพดานค่าจ้างเป็น 17,500 บาท ตั้งแต่ 1 ม.ค. 2569 ผู้ประกันตนจะได้รับสิทธิประโยชน์เพิ่มขึ้นทั้งกรณีเจ็บป่วย ว่างงาน คลอดบุตร ไปจนถึงบำนาญ ขณะที่ สปส.มั่นใจช่วยเสริมเสถียรภาพกองทุนระยะยาว
น.ส.กาญจนา พูลแก้ว เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม (สปส.) พร้อมด้วย นางนิยดา เสนีย์มโนมัย รองเลขาธิการและโฆษก สปส. แถลงความคืบหน้าภายหลังคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบปรับเพดานค่าจ้าง ส่งเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมในปี 2569 ว่า สปส.มีการกำหนดเพดานค่าจ้างสูงสุดที่ 15,000 บาท เพื่อเป็นฐานในการคำนวณสิทธิประโยชน์ให้กับผู้ประกันตน
โดยการส่งเงินสมทบเข้ากองทุน นายจ้างและผู้ประกันตนจะจ่ายฝ่ายละ 5% ของเงินเดือน โดยการจ่ายสูงสุดคือเดือนละ 750 บาท ซึ่งคิดจากเพดานค่าจ้างสูงสุด 15,000 บาท รวมถึงอีกส่วนหนึ่งมีการเก็บจากรัฐบาลด้วย ทั้งนี้ อัตราดังกล่าวถูกใช้มา 30 กว่าปี จึงต้องปรับให้สอดคล้องกับการจ้างงานในปัจจุบัน รวมถึงมีการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุมากขึ้น
น.ส.กาญจนากล่าวว่า โดยการปรับเพดานค่าจ้างสูงสุด ผ่านการรับฟังความเห็นจากผู้มีส่วนได้เสียแล้ว และได้ดำเนินการเตรียมมานานแล้ว ไม่ใช่เพิ่งมีการประกาศ แต่ สปส.จะเร่งประชาสัมพันธ์เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม ตามที่ ครม.มีมติเห็นชอบให้ปรับเพดานค่าจ้างสูงสุดเป็น 17,500 บาท ก็จะนำร่างประกาศส่งต่อให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานลงนามเห็นชอบ ก่อนประกาศในราชกิจจานุเบกษา โดยมีการระบุในประกาศว่า มีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 เป็นต้นไป

เลขาธิการ สปส.กล่าวว่า การกำหนดค่าจ้างขั้นต่ำ เพื่อให้ผู้ประกันตนได้รับประโยชน์ทดแทนมากขึ้นในการคำนวณเงินส่งสมทบ ซึ่งในช่วง 3 ปีแรก คือ
ระยะที่ 1 ปี 2569-2571 เพดานค่าจ้างสูงสุด 17,500 บาท ทั้งนายจ้างและลูกจ้างส่งเงินสมทบสูงสุด ฝ่ายละ 875 บาทต่อเดือน
ระยะที่ 2 ปี 2572-2574 เพดานค่าจ้างสูงสุด 20,000 บาท เงินสมทบสูงสุด 1,000 บาทต่อเดือน
ระยะที่ 3 ปี 2575 เป็นต้นไป เพดานค่าจ้างสูงสุด 23,000 บาท เงินสมทบสูงสุด 1,150 บาท ส่วนผู้ที่มีค่าจ้างจริงไม่ถึงเพดานค่าจ้างที่กำหนดก็จะมีการคำนวณเงินสมทบ 5% จากค่าจ้างจริง เช่น เงิน 10,000 บาท นายจ้างและผู้ประกันตนต้องส่งสมทบเดือนละ 500 บาท
น.ส.กาญจนากล่าวว่า ในการปรับเพดานค่าจ้างระยะที่ 1 จะทำให้ผู้ประกันตนได้รับสิทธิประโยชน์เพิ่มขึ้นในหลายกรณี ได้แก่ 1.เงินทดแทนกรณีเจ็บป่วย จาก 7,500 บาทต่อเดือน เพิ่มเป็น 8,750 บาทต่อเดือน 2.เงินทดแทนกรณีทุพพลภาพ จาก 7,500 เป็น 8,750 บาทต่อเดือน 3.เงินทดแทนกรณีว่างงาน จาก 7,500 เป็น 8,750 บาทต่อเดือน 4.เงินสงเคราะห์กรณีคลอดบุตร จาก 22,500 เป็น 26,250 บาทต่อเดือน 5.เงินสงเคราะห์กรณีเสียชีวิตจาก 90,000 เป็น 105,000 บาท 6.เงินบำนาญในกรณีส่งเงินสมทบครบ 15 ปี สูงสุด 3,000 เป็น 3,500 บาทต่อเดือน และ 7.เงินบำนาญในกรณีส่งเงินสมทบครบ 25 ปี สูงสุด 5,250 เป็น 6,125 บาทต่อเดือน
ผู้สื่อข่าวถามถึงการปรับเพดานครั้งนี้จะทำให้กองทุนมีเงินเพิ่มขึ้นอย่างไร ส่งผลต่อเสถียรภาพของกองทุนหรือไม่ น.ส.กาญจนากล่าวว่า ในเรื่องนี้ต้องอย่าดูขาเข้าอย่างเดียว ต้องดูขาออกด้วย โดยสิทธิประโยชน์เพิ่มขึ้นด้วย รวมถึงจะทำให้กองทุนมีเสถียรภาพมากขึ้นด้วย
ด้านนางนิยดากล่าวว่า เมื่อประกาศนี้มีผลบังคับใช้แล้ว การคำนวณสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ก็จะถูกปรับขึ้นตามไปด้วย ส่วนกรณีที่มีการใช้สิทธิประโยชน์ในช่วงที่เปลี่ยนผ่านเพดานค่าจ้างสูงสุด ก็จะมีการนำอัตราการส่งเงินสมทบทั้งเก่าและใหม่มาคำนวณ ซึ่งก็จะทำให้ได้รับเงินเพิ่มขึ้น
เมื่อถามถึงความสำคัญของการปรับค่าจ้างครั้งนี้ จะมีผลต่อการคำนวณสูตรบำนาญ CARE อย่างไร นางนิยดากล่าวว่าการคำนวณด้วยสูตร CARE จะมีการ Pension Point หรือแต้มบำนาญ เทียบกับค่าจ้างเฉลี่ยของผู้ประกันตนทั้งประเทศในแต่ละเดือน ซึ่งถ้ามีการปรับเพดานค่าจ้างขึ้น จำนวนตัวเลขที่นำไปคำนวณจะเพิ่มขึ้น เพราะค่าจ้างเฉลี่ยของผู้ประกันตนทั้งประเทศปรับสูงขึ้น ซึ่งจะเป็นประโยชน์กับผู้ประกันตน นอกจากนั้น สูตร CARE ยังมีการคำนวณเปอร์เซ็นต์เป็นรายเดือนละ 0.125 จะยิ่งทำให้ผู้ประกันตนได้รับเงินบำนาญมากขึ้น
นางนิยดากล่าวอีกว่า เรื่องการคำนวณวงเงินนั้น มีการประมาณการว่าเงินสมทบฝ่ายนายจ้างจะเพิ่มขึ้น 237,000 ล้านบาท ผู้ประกันตน 258,000 ล้านบาท และรัฐบาล 4,500 ล้านบาท
ต่อข้อถามถึงการจ่ายเงินสมทบฝ่ายรัฐบาลที่มีการค้างชำระอยู่นั้น นางนิยดากล่าวว่า สปส.มีการตั้งงบประมาณเพื่อขอเงินสมทบจากรัฐบาลทุกปี แบ่งเงินสมทบประจำปีที่รัฐบาลต้องจ่ายในทุกปี รวมกับเงินสมทบที่รัฐบาลค้างชำระอยู่ จากนั้นรัฐบาลจะดูในส่วนของเงินสมทบประจำปีเพื่อรักษาวินัยทางการเงิน ส่วนที่ค้างรัฐบาลจะดูว่าปีนั้นสามารถส่งเงินค้างชำระได้แค่ไหน แล้วจะมีการแปรญัตติเพิ่มเติมได้ด้วย ซึ่งสำนักงบประมาณทราบประเด็นนี้ ก็พยายามที่จะตามเงินที่ค้างชำระหนี้มาส่งให้ทุกปี
เมื่อถามถึงการปรับเพิ่มเงินสมทบ ซึ่งมีข้อเสนอว่าควรปรับมาตรฐานโรงพยาบาลคู่สัญญาประกันสังคมให้สอดคล้องกัน นางนิยดากล่าวว่า สปส.มีการเปิดรับโรงพยาบาลทำคู่สัญญาใหม่ในทุกปี ซึ่งกรณีที่ผู้ประกันตนได้รับผลกระทบจากการให้บริการของโรงพยาบาล ให้แจ้งข้อมูลไปที่ สปส. เพื่อส่งเรื่องไปยังคณะกรรมการการแพทย์พิจารณาในขั้นตอนต่าง ๆ

