เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
‘ศุภชัย‘ หนุน ‘อนุทิน’ โรดโชว์แดนมังกร แนะสร้างความไว้ใจ กุญแจสำคัญดึงทุนยักษ์จีน
Economic ‘ศุภชัย‘ หนุน ‘อนุทิน’ โรดโชว์แดนมังกร แนะสร้างความไว้ใจ กุญแจสำคัญดึงทุนยักษ์จีน
‘บังโต’ กุมบังเหียน ‘เนื้อแท้’ รุกแตกไลน์ธุรกิจท่องเที่ยว
Business ‘บังโต’ กุมบังเหียน ‘เนื้อแท้’ รุกแตกไลน์ธุรกิจท่องเที่ยว
คนหลุด บัตรคนจน ยื่นอุทธรณ์แล้ว 2.76 ล้านราย คลังยันคืนสิทธิหากอุทธรณ์ผ่าน
Finance คนหลุด บัตรคนจน ยื่นอุทธรณ์แล้ว 2.76 ล้านราย คลังยันคืนสิทธิหากอุทธรณ์ผ่าน
อัปเดต “โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว” เสียชีวิตเพิ่ม 1 ราย รวมเป็น 34 คน บาดเจ็บ 70 คน
News อัปเดต “โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว” เสียชีวิตเพิ่ม 1 ราย รวมเป็น 34 คน บาดเจ็บ 70 คน
9 ปี ‘ไฮสปีดไทย-จีน’ สร้างคืบหน้า 55% เร่งให้เสร็จ ปี’74
Real Estate 9 ปี ‘ไฮสปีดไทย-จีน’ สร้างคืบหน้า 55% เร่งให้เสร็จ ปี’74
TDRI เตือนไทยเสี่ยงเสียแชมป์ส่งออกมัน
Economic TDRI เตือนไทยเสี่ยงเสียแชมป์ส่งออกมัน
ซีอีโอโซนี่ย้ำสายใยมนุษย์​สำคัญกว่า AI
Business ซีอีโอโซนี่ย้ำสายใยมนุษย์​สำคัญกว่า AI
คุรุจิต เสนอรัฐปลดล็อกสัมปทานปิโตรเลียม ย้ำบทเรียน “เอราวัณ” ทำค่าไฟแพง
Economic คุรุจิต เสนอรัฐปลดล็อกสัมปทานปิโตรเลียม ย้ำบทเรียน “เอราวัณ” ทำค่าไฟแพง
เอกนิติ เผยเจรจา 4 บริษัทใหญ่จีน ดึงลงทุนกว่า 7 หมื่นล้าน เล็งไทยเป้าหลักตั้งฐานการผลิต
Economic เอกนิติ เผยเจรจา 4 บริษัทใหญ่จีน ดึงลงทุนกว่า 7 หมื่นล้าน เล็งไทยเป้าหลักตั้งฐานการผลิต
‘ทุจริต’ ต้องไม่ใช่เรื่องปกติ
Columns ‘ทุจริต’ ต้องไม่ใช่เรื่องปกติ
ดูทั้งหมด

เปิดเรื่องที่ธุรกิจต้องรู้ เมื่อ CBAM เริ่มบังคับใช้จริง

03 ม.ค. 2569 | 10:10น.
CBAM

CBAM เริ่มจัดเก็บภาษีนำเข้าในสหภาพยุโรปแล้ว วันนี้ธุรกิจ-อุตสาหกรรมไทยต้องรู้อะไรบ้าง เมื่อมาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดนของอียูเริ่มกระทบการค้าอย่างเป็นทางการ

มาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (Carbon Border Adjustment Mechanism: CBAM) ของสหภาพยุโรป หรือ อียู ได้เริ่มจัดเก็บภาษีนำเข้าอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา หลังจากผ่านระยะเปลี่ยนผ่าน ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ส่งออกของไทย โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเหล็กและอะลูมิเนียมที่กำลังเผชิญความท้าทายครั้งใหญ่

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยได้ประเมินว่า CBAM จะกระทบสินค้าส่งออกของไทยไปยุโรปประมาณ 3.8% หรือมูลค่าราว 28,000 ล้านบาทในปี 2569 โดยเป้าหมายของมาตรการนี้คือการสร้างความเท่าเทียมทางการค้า เพื่อไม่ให้ผู้ผลิตในสหภาพยุโรปเสียเปรียบจากการที่บริษัทย้ายฐานการผลิตไปต่างประเทศเพื่อหลีกเลี่ยงมาตรการลดคาร์บอน

กลไกของ CBAM จะเริ่มปรับให้สอดคล้องกับระบบการซื้อขายสิทธิการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของสหภาพยุโรป (EU ETS) และจะมีผลบังคับใช้เต็มรูปแบบภายในปี 2577 ซึ่งจะเป็นปีที่สิทธิการปล่อยคาร์บอนแบบให้เปล่าสำหรับอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องจะถูกยกเลิกทั้งหมด

อุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดคือ “เหล็กและเหล็กกล้า” ที่มีมูลค่าส่งออกไปสหภาพยุโรป 95.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2567 (คิดเป็น 5.7% ของมูลค่าส่งออกเหล็กทั้งหมดของไทย)

ปัญหาใหญ่คือกระบวนการผลิตเหล็กของไทยยังพึ่งพาเตาถลุงถ่านหิน ทำให้ปล่อยก๊าซ CO2 ต่อหน่วยน้ำหนักสูงกว่าคู่แข่งในยุโรปสูงสุดถึง 17 เท่า แม้ว่าช่วงปกติจะอยู่ที่ประมาณ 0.3-8.8 เท่า

ภายใต้ CBAM ผู้นำเข้าต้องซื้อใบรับรอง CBAM สำหรับปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกระบวนการผลิตของสินค้า ซึ่งมีราคาประมาณ 60-90 ยูโรต่อตัน 

การใช้ใบรับรอง CBAM จะทำให้ต้นทุนเหล็กไทยเพิ่มขึ้นประมาณ 1,300-1,500 บาทต่อตัน หรือคิดเป็น 1.5-1.7% ของมูลค่าสินค้า ซึ่งจะส่งผลให้ภาระต้นทุนรวมต่อปีจากการซื้อใบรับรอง CBAM อยู่ที่ราว 167-193 ล้านบาท

แม้ในระยะแรกมูลค่าการซื้อใบรับรองจะยังไม่สูงนัก แต่ก็อาจทำให้ผู้ผลิตไทยสูญเสียความสามารถในการแข่งขันในตลาดสหภาพยุโรป หากไม่เร่งปรับตัว

ด้าน “อะลูมิเนียม” เป็นอุตสาหกรรมที่สองที่ได้รับผลกระทบ โดยไทยส่งออกอะลูมิเนียมไปยังสหภาพยุโรปมูลค่า 56.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2567 หรือคิดเป็น 1.7% ของการส่งออกรวม 

แม้จะเผชิญความเสี่ยงจาก CBAM น้อยกว่าอุตสาหกรรมเหล็ก แต่การผลิตอะลูมิเนียมมีความเข้มข้นของคาร์บอนต่อหน่วยสูงกว่าเหล็กกล้าอย่างมาก จึงเป็นประเด็นที่ไม่อาจมองข้ามได้

ทางรอดของอุตสาหกรรมไทย

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยระบุว่า อุตสาหกรรมเหล็กของไทยจำเป็นต้องดำเนินการสำคัญ 2 ประการ ได้แก่ เปลี่ยนมาใช้เตาหลอมไฟฟ้า (Electric Arc Furnace: EAF) ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานหมุนเวียน และ พัฒนากระบวนการผลิตเหล็กด้วยไฮโดรเจนสีเขียว เพื่อลดการปล่อยคาร์บอน (Green Hydrogen Direct Reduction)

สำหรับอุตสาหกรรมอะลูมิเนียม จำเป็นต้องปรับมาใช้เตาหลอมไฟฟ้าที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานหมุนเวียนสำหรับกระบวนการถลุงอะลูมิเนียม และพัฒนาระบบอิเล็กโทรลิซิสแบบวงจรปิดที่ปราศจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกด้วย

หากไม่ปรับตัว เหล็กกล้าคาร์บอนสูงของไทยอาจสูญเสียส่วนแบ่งตลาดในสหภาพยุโรปให้กับผู้ผลิตที่มีกระบวนการผลิตที่สะอาดกว่า เช่น เกาหลีใต้และญี่ปุ่น หรือผู้ผลิตภายในสหภาพยุโรปเอง

ในทางกลับกัน อุตสาหกรรม “ปูนซีเมนต์” และ “ปุ๋ย” ของไทยได้รับผลกระทบน้อยกว่ามาก เนื่องจากส่งออกไปสหภาพยุโรปมีมูลค่าเพียง 308,180 และ 630,740 ดอลลาร์สหรัฐตามลำดับในปี 2567 จึงคาดว่าจะไม่ได้รับผลกระทบจาก CBAM ของสหภาพยุโรป

ซึ่งการผลิตปุ๋ยและก๊าซอุตสาหกรรมของไทยกลับปล่อยก๊าซ CO2 น้อยกว่ายุโรป 50-70% เนื่องจากบทบาทของไทยในห่วงโซ่อุปทานที่มุ่งเน้นเพียงกระบวนการผสมไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียม ซึ่งเป็นขั้นตอนที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำ

อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ของไทยมีการดำเนินการอย่างจริงจังเพื่อลดการปล่อยคาร์บอน 

สมาคมอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ไทยได้กำหนด “เส้นทางสู่ Net Zero ปี 2593” และบริษัทต่างๆ ได้เริ่มผลิตปูนซีเมนต์คาร์บอนต่ำ (Limestone Calcined Clay Cement) ซึ่งสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 38% นอกจากนี้ หลายบริษัทอยู่ระหว่างการเปลี่ยนจากเตาเผาที่ใช้ถ่านหินมาเป็นเตาเผาชีวมวลแทน

ส่วนผู้ผลิตปุ๋ยจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนไปสู่การผลิต “แอมโมเนียสีเขียว” ซึ่งเป็นกระบวนการสังเคราะห์แอมโมเนียโดยใช้ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน แทนการใช้กระบวนการที่ได้จากก๊าซธรรมชาติ หรือกระบวนการฮาเบอร์-บอช (Haber-Bosch Process)

เตือนอุตสาหกรรม-ธุรกิจอื่นเตรียมรับมือ

CBAM มีแนวโน้มที่จะขยายขอบเขตไปยังอุตสาหกรรมอื่นๆ ในประเทศไทย ศูนย์วิจัยกสิกรไทยจึงแนะนำให้ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรม “พอลิเมอร์ เคมี แก้ว/เซรามิก เยื่อและกระดาษ รวมถึงการประกอบชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์” เริ่มดำเนินการดังนี้

  1. วัดการปล่อยก๊าซคาร์บอนต่อหน่วยผลิตภัณฑ์ทันที ขั้นตอนแรกนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะยังจะสอดคล้องกับข้อกำหนดอื่นๆ ที่กำลังจะมีผลบังคับใช้ เช่น รายงานแบบ 56-1 One Report ของไทย หรือระบบซื้อขายสิทธิการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (ETS) ของญี่ปุ่นและจีนที่กำลังจะเริ่มดำเนินการ
  2. เร่งปรับปรุงเทคโนโลยีตั้งแต่เนิ่นๆ ผู้ผลิตพลาสติกสามารถลงทุนในการเปลี่ยนกระบวนการทำความร้อนให้เป็นระบบไฟฟ้า เช่น การใช้หม้อไอน้ำไฟฟ้าหรือเครื่องทำความร้อนไฟฟ้า โรงงานเซรามิกและแก้วสามารถทดลองเปลี่ยนมาใช้เตาเผาเชื้อเพลิงชีวมวลหรือก๊าซชีวภาพ แทนการใช้ก๊าซธรรมชาติหรือถ่านหินในเตาเผาเดิม
  3. หันมาผลิตสินค้าที่ปล่อยคาร์บอนต่ำ เช่นเดียวกับปูนซีเมนต์คาร์บอนต่ำ (LC3) บริษัทผู้ผลิตพลาสติกสามารถเร่งพัฒนาพลาสติกชีวภาพ หรือผลิตภัณฑ์พลาสติกรีไซเคิล ซึ่งมีปริมาณคาร์บอนฟุตพรินท์น้อยกว่าพลาสติกปิโตรเคมีที่ผลิตใหม่

นอกจากนี้ ประเทศไทยไม่ได้ส่งออกไฟฟ้าหรือไฮโดรเจนไปยังสหภาพยุโรป จึงไม่เสี่ยงต่อการสูญเสียรายได้จากการส่งออกโดยตรงภายใต้มาตรการ CBAM อย่างไรก็ดี ไฟฟ้าเป็นส่วนหนึ่งของพลังงานที่ใช้ในการผลิตสินค้าเป้าหมายที่มีการส่งออกไปยังสหภาพยุโรป การเปลี่ยนไปใช้พลังงานหมุนเวียนจึงอาจเป็นส่วนช่วยผู้ผลิตได้

แท็กที่เกี่ยวข้อง

CBAM ภาษีคาร์บอน