Skip to content

เปิดเรื่องที่ธุรกิจต้องรู้ เมื่อ CBAM เริ่มบังคับใช้จริง

03 ม.ค. 2569 | 10:10น.
เปิดเรื่องที่ธุรกิจต้องรู้ เมื่อ CBAM เริ่มบังคับใช้จริง

CBAM เริ่มจัดเก็บภาษีนำเข้าในสหภาพยุโรปแล้ว วันนี้ธุรกิจ-อุตสาหกรรมไทยต้องรู้อะไรบ้าง เมื่อมาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดนของอียูเริ่มกระทบการค้าอย่างเป็นทางการ

มาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (Carbon Border Adjustment Mechanism: CBAM) ของสหภาพยุโรป หรือ อียู ได้เริ่มจัดเก็บภาษีนำเข้าอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา หลังจากผ่านระยะเปลี่ยนผ่าน ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ส่งออกของไทย โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเหล็กและอะลูมิเนียมที่กำลังเผชิญความท้าทายครั้งใหญ่

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยได้ประเมินว่า CBAM จะกระทบสินค้าส่งออกของไทยไปยุโรปประมาณ 3.8% หรือมูลค่าราว 28,000 ล้านบาทในปี 2569 โดยเป้าหมายของมาตรการนี้คือการสร้างความเท่าเทียมทางการค้า เพื่อไม่ให้ผู้ผลิตในสหภาพยุโรปเสียเปรียบจากการที่บริษัทย้ายฐานการผลิตไปต่างประเทศเพื่อหลีกเลี่ยงมาตรการลดคาร์บอน

กลไกของ CBAM จะเริ่มปรับให้สอดคล้องกับระบบการซื้อขายสิทธิการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของสหภาพยุโรป (EU ETS) และจะมีผลบังคับใช้เต็มรูปแบบภายในปี 2577 ซึ่งจะเป็นปีที่สิทธิการปล่อยคาร์บอนแบบให้เปล่าสำหรับอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องจะถูกยกเลิกทั้งหมด

อุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดคือ “เหล็กและเหล็กกล้า” ที่มีมูลค่าส่งออกไปสหภาพยุโรป 95.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2567 (คิดเป็น 5.7% ของมูลค่าส่งออกเหล็กทั้งหมดของไทย)

ปัญหาใหญ่คือกระบวนการผลิตเหล็กของไทยยังพึ่งพาเตาถลุงถ่านหิน ทำให้ปล่อยก๊าซ CO2 ต่อหน่วยน้ำหนักสูงกว่าคู่แข่งในยุโรปสูงสุดถึง 17 เท่า แม้ว่าช่วงปกติจะอยู่ที่ประมาณ 0.3-8.8 เท่า

ภายใต้ CBAM ผู้นำเข้าต้องซื้อใบรับรอง CBAM สำหรับปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกระบวนการผลิตของสินค้า ซึ่งมีราคาประมาณ 60-90 ยูโรต่อตัน 

การใช้ใบรับรอง CBAM จะทำให้ต้นทุนเหล็กไทยเพิ่มขึ้นประมาณ 1,300-1,500 บาทต่อตัน หรือคิดเป็น 1.5-1.7% ของมูลค่าสินค้า ซึ่งจะส่งผลให้ภาระต้นทุนรวมต่อปีจากการซื้อใบรับรอง CBAM อยู่ที่ราว 167-193 ล้านบาท

แม้ในระยะแรกมูลค่าการซื้อใบรับรองจะยังไม่สูงนัก แต่ก็อาจทำให้ผู้ผลิตไทยสูญเสียความสามารถในการแข่งขันในตลาดสหภาพยุโรป หากไม่เร่งปรับตัว

ด้าน “อะลูมิเนียม” เป็นอุตสาหกรรมที่สองที่ได้รับผลกระทบ โดยไทยส่งออกอะลูมิเนียมไปยังสหภาพยุโรปมูลค่า 56.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2567 หรือคิดเป็น 1.7% ของการส่งออกรวม 

แม้จะเผชิญความเสี่ยงจาก CBAM น้อยกว่าอุตสาหกรรมเหล็ก แต่การผลิตอะลูมิเนียมมีความเข้มข้นของคาร์บอนต่อหน่วยสูงกว่าเหล็กกล้าอย่างมาก จึงเป็นประเด็นที่ไม่อาจมองข้ามได้

ทางรอดของอุตสาหกรรมไทย

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยระบุว่า อุตสาหกรรมเหล็กของไทยจำเป็นต้องดำเนินการสำคัญ 2 ประการ ได้แก่ เปลี่ยนมาใช้เตาหลอมไฟฟ้า (Electric Arc Furnace: EAF) ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานหมุนเวียน และ พัฒนากระบวนการผลิตเหล็กด้วยไฮโดรเจนสีเขียว เพื่อลดการปล่อยคาร์บอน (Green Hydrogen Direct Reduction)

สำหรับอุตสาหกรรมอะลูมิเนียม จำเป็นต้องปรับมาใช้เตาหลอมไฟฟ้าที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานหมุนเวียนสำหรับกระบวนการถลุงอะลูมิเนียม และพัฒนาระบบอิเล็กโทรลิซิสแบบวงจรปิดที่ปราศจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกด้วย

หากไม่ปรับตัว เหล็กกล้าคาร์บอนสูงของไทยอาจสูญเสียส่วนแบ่งตลาดในสหภาพยุโรปให้กับผู้ผลิตที่มีกระบวนการผลิตที่สะอาดกว่า เช่น เกาหลีใต้และญี่ปุ่น หรือผู้ผลิตภายในสหภาพยุโรปเอง

ในทางกลับกัน อุตสาหกรรม “ปูนซีเมนต์” และ “ปุ๋ย” ของไทยได้รับผลกระทบน้อยกว่ามาก เนื่องจากส่งออกไปสหภาพยุโรปมีมูลค่าเพียง 308,180 และ 630,740 ดอลลาร์สหรัฐตามลำดับในปี 2567 จึงคาดว่าจะไม่ได้รับผลกระทบจาก CBAM ของสหภาพยุโรป

ซึ่งการผลิตปุ๋ยและก๊าซอุตสาหกรรมของไทยกลับปล่อยก๊าซ CO2 น้อยกว่ายุโรป 50-70% เนื่องจากบทบาทของไทยในห่วงโซ่อุปทานที่มุ่งเน้นเพียงกระบวนการผสมไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียม ซึ่งเป็นขั้นตอนที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำ

อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ของไทยมีการดำเนินการอย่างจริงจังเพื่อลดการปล่อยคาร์บอน 

สมาคมอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ไทยได้กำหนด “เส้นทางสู่ Net Zero ปี 2593” และบริษัทต่างๆ ได้เริ่มผลิตปูนซีเมนต์คาร์บอนต่ำ (Limestone Calcined Clay Cement) ซึ่งสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 38% นอกจากนี้ หลายบริษัทอยู่ระหว่างการเปลี่ยนจากเตาเผาที่ใช้ถ่านหินมาเป็นเตาเผาชีวมวลแทน

ส่วนผู้ผลิตปุ๋ยจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนไปสู่การผลิต “แอมโมเนียสีเขียว” ซึ่งเป็นกระบวนการสังเคราะห์แอมโมเนียโดยใช้ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน แทนการใช้กระบวนการที่ได้จากก๊าซธรรมชาติ หรือกระบวนการฮาเบอร์-บอช (Haber-Bosch Process)

เตือนอุตสาหกรรม-ธุรกิจอื่นเตรียมรับมือ

CBAM มีแนวโน้มที่จะขยายขอบเขตไปยังอุตสาหกรรมอื่นๆ ในประเทศไทย ศูนย์วิจัยกสิกรไทยจึงแนะนำให้ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรม “พอลิเมอร์ เคมี แก้ว/เซรามิก เยื่อและกระดาษ รวมถึงการประกอบชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์” เริ่มดำเนินการดังนี้

  1. วัดการปล่อยก๊าซคาร์บอนต่อหน่วยผลิตภัณฑ์ทันที ขั้นตอนแรกนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะยังจะสอดคล้องกับข้อกำหนดอื่นๆ ที่กำลังจะมีผลบังคับใช้ เช่น รายงานแบบ 56-1 One Report ของไทย หรือระบบซื้อขายสิทธิการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (ETS) ของญี่ปุ่นและจีนที่กำลังจะเริ่มดำเนินการ
  2. เร่งปรับปรุงเทคโนโลยีตั้งแต่เนิ่นๆ ผู้ผลิตพลาสติกสามารถลงทุนในการเปลี่ยนกระบวนการทำความร้อนให้เป็นระบบไฟฟ้า เช่น การใช้หม้อไอน้ำไฟฟ้าหรือเครื่องทำความร้อนไฟฟ้า โรงงานเซรามิกและแก้วสามารถทดลองเปลี่ยนมาใช้เตาเผาเชื้อเพลิงชีวมวลหรือก๊าซชีวภาพ แทนการใช้ก๊าซธรรมชาติหรือถ่านหินในเตาเผาเดิม
  3. หันมาผลิตสินค้าที่ปล่อยคาร์บอนต่ำ เช่นเดียวกับปูนซีเมนต์คาร์บอนต่ำ (LC3) บริษัทผู้ผลิตพลาสติกสามารถเร่งพัฒนาพลาสติกชีวภาพ หรือผลิตภัณฑ์พลาสติกรีไซเคิล ซึ่งมีปริมาณคาร์บอนฟุตพรินท์น้อยกว่าพลาสติกปิโตรเคมีที่ผลิตใหม่

นอกจากนี้ ประเทศไทยไม่ได้ส่งออกไฟฟ้าหรือไฮโดรเจนไปยังสหภาพยุโรป จึงไม่เสี่ยงต่อการสูญเสียรายได้จากการส่งออกโดยตรงภายใต้มาตรการ CBAM อย่างไรก็ดี ไฟฟ้าเป็นส่วนหนึ่งของพลังงานที่ใช้ในการผลิตสินค้าเป้าหมายที่มีการส่งออกไปยังสหภาพยุโรป การเปลี่ยนไปใช้พลังงานหมุนเวียนจึงอาจเป็นส่วนช่วยผู้ผลิตได้

แท็กที่เกี่ยวข้อง

CBAM ภาษีคาร์บอน