Skip to content

บอร์ดประกันสังคมไฟเขียวปรับพอร์ตลงทุน 50:50 หวังเพิ่มผลตอบแทน ยืดอายุกองทุน

28 ม.ค. 2569 | 11:44น.
บอร์ดประกันสังคมไฟเขียวปรับพอร์ตลงทุน 50:50 หวังเพิ่มผลตอบแทน ยืดอายุกองทุน

บอร์ดประกันสังคมไฟเขียวปรับพอร์ตลงทุนระยะยาว เพิ่มสินทรัพย์เสี่ยงเป็น 50% หวังยืดอายุกองทุน รับสังคมสูงวัย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ประชุมคณะกรรมการประกันสังคม (บอร์ดประกันสังคม) มีมติเห็นชอบการปรับกรอบนโยบายการลงทุนระยะยาว (Strategic Asset Allocation : SAA) ระยะที่ 2 นับเป็นการเปลี่ยนโครงสร้างพอร์ตการลงทุนครั้งสำคัญของกองทุนประกันสังคม เพื่อเพิ่มศักยภาพการสร้างผลตอบแทน และเสริมความยั่งยืนทางการเงินของกองทุนในระยะยาว ท่ามกลางความท้าทายจากการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุของประเทศไทย

นายษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี กรรมการประกันสังคม ฝ่ายผู้ประกันตน เปิดเผยกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า มติครั้งนี้เป็นการปรับสัดส่วนการลงทุนจากกรอบเดิมในระยะที่ 1 ซึ่งกำหนดให้ลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง 40% และสินทรัพย์เสี่ยงต่ำ 60% ไปสู่สัดส่วนใหม่ที่สินทรัพย์เสี่ยงและสินทรัพย์เสี่ยงต่ำอยู่ที่ 50:50 เพื่อให้พอร์ตการลงทุนของกองทุนประกันสังคมเข้าใกล้มาตรฐานของกองทุนบำนาญสากลมากยิ่งขึ้น

การปรับกรอบดังกล่าวคาดว่าจะช่วยเพิ่มผลตอบแทนเฉลี่ยของกองทุนเป็นประมาณ 5-6% ต่อปี จากเดิมที่พึ่งพาการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลเป็นหลัก ซึ่งให้ผลตอบแทนเพียง 2-3% ต่อปี ทั้งนี้ ยังคงยึดกรอบบริหารความเสี่ยงเดิม โดยกำหนดค่า Value at Risk (VaR) ไม่เกิน -8% เพื่อป้องกันความผันผวนที่อาจกระทบต่อเสถียรภาพของกองทุน

นายษัษฐรัมย์ระบุเพิ่มเติมว่า การปรับพอร์ตลงทุนครั้งนี้จะช่วย “ขยายอายุกองทุน” ออกไปได้อีกราว 2 ปี และถือเป็นการใช้ “ช่วงเวลาทอง” ในขณะที่กองทุนยังมีเงินไหลเข้าเป็นบวก ก่อนที่ประเทศไทยจะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุระดับรุนแรงในอนาคต โดยสอดคล้องกับงานวิจัยขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ซึ่งชี้ว่าการปรับโครงสร้างพอร์ตการลงทุนเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดต่อความยั่งยืนของกองทุนบำนาญ มากกว่าการปรับเพิ่มอัตราเงินสมทบหรือการขยายอายุเกษียณ

นายษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี 

อย่างไรก็ตาม กรรมการผู้แทนผู้ประกันตนย้ำว่า สัดส่วนการลงทุน 50:50 เป็นเพียง “เพดานสูงสุด” ของกรอบนโยบาย และจะยังไม่ดำเนินการทันที โดยมีแผนเริ่มใช้จริงในปี 2571 เพื่อให้การปรับสัดส่วนการลงทุนเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป และลดความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาดการเงิน

การตัดสินใจดังกล่าวยังสะท้อนบทเรียนจากปัญหาการลงทุนในอดีตของกองทุนประกันสังคม อาทิ กรณีโครงการ TU Dome และ Sky Nine ซึ่งทำให้บอร์ดให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับประเด็นความโปร่งใส ระบบกำกับดูแล และการบริหารความเสี่ยงที่รัดกุมมากขึ้น เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ประกันตนกว่า 24 ล้านคน

สาระสำคัญของการปรับกรอบ SAA ระยะที่ 2 คือการขยายกรอบสัดส่วนการลงทุนระหว่างสินทรัพย์เสี่ยงสูง (High Risk Assets) และสินทรัพย์เสี่ยงต่ำ (Low Risk Assets) ให้อยู่ในระดับที่สมดุลกันที่ 50:50 เพื่อเพิ่มโอกาสในการสร้างผลตอบแทนให้เพียงพอรองรับภาระจ่ายสิทธิประโยชน์ในอนาคต ก่อนที่โครงสร้างประชากรไทยจะเปลี่ยนผ่านเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างเต็มรูปแบบ

หากพิจารณาไทม์ไลน์การปรับพอร์ตการลงทุนของกองทุนประกันสังคมที่ผ่านมา จะเห็นพัฒนาการอย่างต่อเนื่อง โดยในอดีตกองทุนมีสัดส่วนการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงต่ำสูงถึง 70% และสินทรัพย์เสี่ยงสูงเพียง 30% ต่อมาในระยะที่ 1 ซึ่งเริ่มดำเนินการในปี 2568 ได้มีการปรับเพิ่มสัดส่วนสินทรัพย์เสี่ยงเป็น 40% และลดสินทรัพย์เสี่ยงต่ำเหลือ 60% ก่อนที่ในระยะที่ 2 ซึ่งอยู่ระหว่างการเตรียมการและเสนอเริ่มใช้ในปี 2570-2571 จะมีการขยับกรอบสัดส่วนเป็น 50:50 อย่างสมดุล