เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
3 เดือน “ไทยช่วยไทยพลัส” ยอดรวมทะลุ 1.38 แสนล้าน รบ.ชวนใช้สิทธิโค้งสุดท้าย
Politics 3 เดือน “ไทยช่วยไทยพลัส” ยอดรวมทะลุ 1.38 แสนล้าน รบ.ชวนใช้สิทธิโค้งสุดท้าย
เปิดผลสำรวจ “พนักงานไทย” ใช้ AI แค่ไหน และกังวลอะไร?
HR เปิดผลสำรวจ “พนักงานไทย” ใช้ AI แค่ไหน และกังวลอะไร?
รบ.แจ้งคืบหน้าเออร์ลี่รีไทร์ ขรก. เล็ง 2 กลุ่ม ได้เงินสูงสุด 12 เท่า แลกเงื่อนไขห้ามกลับเข้ารัฐ
Politics รบ.แจ้งคืบหน้าเออร์ลี่รีไทร์ ขรก. เล็ง 2 กลุ่ม ได้เงินสูงสุด 12 เท่า แลกเงื่อนไขห้ามกลับเข้ารัฐ
ราคาทองวันนี้ (5 ก.ย. 69) ร่วงลง 500 บาท ทองรูปพรรณบาทละ 69,950 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (5 ก.ย. 69) ร่วงลง 500 บาท ทองรูปพรรณบาทละ 69,950 บาท
เส้นทางวิบาก 28 ปี กกต. กรรมการติดคุก – ถูกวางระเบิด  
Politics เส้นทางวิบาก 28 ปี กกต. กรรมการติดคุก – ถูกวางระเบิด  
2 ทายาทแสนสิริ เดินเกมใหญ่-รุกธุรกิจไลฟ์สไตล์
Real Estate 2 ทายาทแสนสิริ เดินเกมใหญ่-รุกธุรกิจไลฟ์สไตล์
มิตซูบิชิ ปาเจโร ผลิตจากไทย ไปไกลทั่วโลก
Automotive มิตซูบิชิ ปาเจโร ผลิตจากไทย ไปไกลทั่วโลก
‘ยีลด์’ พันธบัตรทั่วโลกพุ่ง สงครามอิหร่านรอบใหม่ ‘ซ้ำเติม’
World ‘ยีลด์’ พันธบัตรทั่วโลกพุ่ง สงครามอิหร่านรอบใหม่ ‘ซ้ำเติม’
กรมอุตุฯ เตือน เหนือ-อีสานฝนตกหนักถึงหนักมาก กทม.ฝนฟ้าคะนอง 60% ของพื้นที่
News กรมอุตุฯ เตือน เหนือ-อีสานฝนตกหนักถึงหนักมาก กทม.ฝนฟ้าคะนอง 60% ของพื้นที่
เมื่อประธานเฟดขึ้นดอกเบี้ยด้วยคำพูด
Finance เมื่อประธานเฟดขึ้นดอกเบี้ยด้วยคำพูด
ดูทั้งหมด

ยืมมุมมองธนาคารกลางมาเล่นหุ้น

07 ส.ค. 2561 | 10:34น.

คอลัมน์ เติมความคิดพิชิตการลงทุน

โดย พรเทพ ชูพันธุ์ บริษัทหลักทรัพย์ ไทยพาณิชย์ จำกัด

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา นับเป็นจุดนัดพบของบรรดาการประชุมธนาคารกลางทั่วโลก ตั้งแต่…

ธนาคารกลางญี่ปุ่น หรือ BoJ (31 ก.ค.) ที่แม้จะคงนโยบายดอกเบี้ยต่ำ -0.1% เอาไว้ แต่ก็ปรับกรอบเป้าหมายอัตราดอกเบี้ยพันธบัตร 10 ปี จากกรอบเดิมที่ -0.1% ถึง +0.1% (หรือก็คือเป้า 0% +/-10bps) ให้กว้างขึ้นเป็น -0.2% ถึง +0.2% (เป้าเดิม 0% แต่ +/-20bps) ซึ่งทำให้อัตราดอกเบี้ยพันธบัตร 10 ปีที่แกว่งอยู่ใกล้ขอบบน +0.10% มาตลอด ก็เลยมีโอกาสแสดงพลัง ปรับขึ้นมายืนเหนือ 0.12% ในช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา บ่งบอกถึงแรงกดดันขาขึ้นของอัตราดอกเบี้ย

ธนาคารกลางสหรัฐ หรือ Federal Reserve (1 ส.ค.) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 1.75-2.00% แต่สิ่งที่น่าสนใจอยู่ที่ถ้อยแถลงของ Fed ที่ยังคงแนวโน้มที่จะขึ้นดอกเบี้ยอีก 2 ครั้ง ในเดือน ก.ย. และ ธ.ค.ของปีนี้ ซึ่งหมายถึงอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะปรับขึ้นไปที่ 2.25-2.50% ภายในสิ้นปี ด้วยเหตุผลที่ตัวเลขทางเศรษฐกิจสหรัฐที่ออกมาแข็งแกร่งอย่างต่อเนื่อง ทั้งการบริโภคภายในประเทศ ไปจนถึงตลาดแรงงานที่แข็งแกร่ง และแนวโน้มอัตราเงินเฟ้อขาขึ้น

ธนาคารกลางอินเดีย (1 ส.ค.) ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเป็นครั้งที่สอง ต่อเนื่องจากการปรับขึ้นครั้งแรกไปเมื่อเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา ทำให้ล่าสุดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของอินเดีย ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 6.50% และยังส่งสัญญาณปรับขึ้นดอกเบี้ยอีกในอนาคต โดยเหตุผลหลักก็มาจากอัตราเงินเฟ้อที่เร่งตัวขึ้นมาอยู่ที่ 4.6% ตามการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ดี และการอ่อนค่าของเงินรูปีเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ (ที่แข็งค่าขึ้นในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา)

มาถึงธนาคารกลางอังกฤษ (2 ส.ค.) ซึ่ง ณ ขณะที่เขียนบทความนี้ ผลการประชุมธนาคารกลางยังไม่เสร็จสิ้น แต่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ก็มองว่า ธนาคารกลางอังกฤษน่าจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยจาก 0.50% เป็น 0.75% สูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2009 สะท้อนภาวะเศรษฐกิจที่เติบโตดี ตลาดแรงงานที่แข็งแกร่ง เห็นได้จากอัตราการว่างงานที่ 4.5% ต่ำที่สุดนับตั้งแต่ปี 1975

ถ้ารวมไปถึงสัปดาห์ก่อนหน้า (26 ก.ค.) ธนาคารกลางยุโรป หรือ ECB ก็ส่งสัญญาณการปรับนโยบายการเงินให้ตึงตัวมากขึ้นเช่นกัน โดยแม้จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 0% แต่ก็ส่งสัญญาณชะลอการอัดฉีดสภาพคล่อง (QE taper-ing) จากเดือนละ 3 หมื่นล้านยูโร เหลือเดือนละ 1.5 หมื่นล้านยูโร ในเดือน ก.ย. และหยุดการอัดฉีดสภาพคล่องภายในสิ้นปี

สิ่งที่เล่ามาทั้งหมด มันบ่งบอกถึงสัญญาณที่ชัดเจนอย่างหนึ่งว่าเศรษฐกิจโลกยังคงมี “แนวโน้ม” การขยายตัวที่แข็งแกร่ง แม้หลายฝ่ายจะกังวลเกี่ยวกับผลกระทบจากสงครามการค้า แต่เพราะปกติการปรับขึ้นหรือลดดอกเบี้ยของธนาคารกลาง ต้องใช้เวลาราว ๆ 3-4 ไตรมาสข้างหน้ากว่าจะมีผลต่อเศรษฐกิจจริง นั่นก็หมายความว่าบรรดานักเศรษฐศาสตร์ ระดับปรมาจารย์ ที่ทำงานอยู่ในธนาคารกลางของประเทศเศรษฐกิจหลัก ๆ ซึ่งก็น่าจะรับรู้ข่าวเกี่ยวกับการขึ้นภาษีสินค้านำเข้าของสหรัฐ และการตอบโต้ของทั้งยุโรปและจีน ตลอดจนคำขู่ของสหรัฐที่จะเพิ่มภาษีขึ้นอีกในอนาคต ซึ่งท่านทั้งหลายเหล่านั้น ล้วนแล้วแต่มีมุมมองต่อเศรษฐกิจไปในทิศทางที่ค่อนข้างจะเป็นบวก เหมือน ๆ กัน โดยแม้จะบอกว่าสงครามการค้าเป็นความเสี่ยง แต่การขึ้นดอกเบี้ยก็เป็นเครื่องยืนยันมุมมองระยะยาวของท่านทั้งหลายเหล่านั้นได้เป็นอย่างดีว่า เศรษฐกิจยังมีแนวโน้มที่ดี

นอกจากนี้ แนวนโยบายที่ไปทางเดียวกัน ยังบอกถึงการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกในรอบนี้ว่า มีลักษณะฟื้นตัวแบบหมู่คณะ ไม่ใช่ต่างคนต่างฟื้นเหมือนเมื่อปลายปี 2015 ที่เกิดการแยกทางของนโยบาย (policy divergence) ซึ่งครั้งนั้น ธนาคารกลางสหรัฐปรับนโยบายการเงินให้ตึงตัวขึ้นอยู่คนเดียว ในขณะที่ประเทศอื่น ๆ ยังไม่พร้อม ทำให้เกิดเป็นปัญหาย่อย เงินทุนเคลื่อนย้ายรุนแรงกระทบตลาดหุ้นทั่วโลกปรับตัวลง โดยเฉพาะในแถบเอเชียและบ้านเรา

ดังนั้น บล.ไทยพาณิชย์จึงเห็นว่า ตลาดหุ้นบ้านเราได้รับข่าวและความกังวลสงครามการค้ามาพอสมควรแล้ว สามารถยืนอยู่ได้ที่ระดับ forward price to earnings ratio ที่แนวรับที่แข็งแกร่งในอดีตตามรูป (ครั้งน้ำท่วมใหญ่ 2011, ความไม่สงบทางการเมือง 2013, ราคาน้ำมันร่วงหนัก 2015) และในที่สุดก็ฟื้นตัวกลับมาได้ โดย theme การลงทุนที่ชัดเจนที่สุดในช่วงนี้ คือ เรื่องอัตราดอกเบี้ยขาขึ้น (ยืมมุมมองธนาคารกลางทั่วโลกมาใช้) และการแข็งค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐ ที่ส่งผลให้เงินบาทอ่อนค่า ทำให้หุ้น top-pick ของเราในเดือนสิงหาคม ยังคงเป็นกลุ่มธนาคาร (BBL KTB) ที่รับประโยชน์จากดอกเบี้ยขาขึ้น และกลุ่มอาหาร (CPF TU) ที่ได้รับประโยชน์จากเงินบาทอ่อนค่า นอกจากนี้ เรายังชอบหุ้นพื้นฐานดี ซึ่งจะมีผลประกอบการที่ฟื้นตัวดีในไตรมาส 2 และ 3 ของปีนี้อีกสองตัว ได้แก่ SAT และ WORK

แท็กที่เกี่ยวข้อง

การเงิน ธนาคารกลาง